ตอนที่แล้วโพสต์เรื่อง Class ของ ESL ไป ตอนนี้หลังจากไปเรียนมาได้เกือบ 3 เดือนก็ขอมาเขียนเล่าให้อ่านนะคะว่าเป็นยังไงบ้าง
บอกไว้ก่อนว่าเราเขียนจากประสบการณ์ ก็เลยเขียนอะไรเล็กๆ น้อยๆ ไว้ด้วย เผื่อมีประโยชน์สำหรับคนอื่นๆ เพราะเวลาเราหาข้อมูลบนเน็ต พบว่า เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่มีคนเขียนแชร์ไว้ก็ช่วยได้มาก เพราะงั้นเราก็เลยอาจจะเขียนยาวไปนิด หากใครไม่ชอบอ่านยาวๆ ก็เลือกอ่านเฉพาะบรรทัดสีดำนะคะ
จากคราวก่อนที่เราไปสอบวัดระดับเพื่อจะเข้าเรียน Pronunciation class คอร์สวันธรรมดา แต่ต้องใส่ชื่อใน waiting list เพราะ class เต็ม พร้อมทั้ง จนท. แนะนำว่าให้เราเรียนคลาสวันเสาร์ก็ได้ เข้าไปลงชื่อเรียนในห้องได้เลย ยังว่างอยู่ วันนั้นพอเรากลับมาบ้านก็เลยตัดสินใจว่าวันเสาร์หน้าจะไปเข้าเรียน เพราะคิดว่าคงต้องรอคลาสวันธรรมดาอีกนาน และขี้เกียจออกไปเรียนทุกวันด้วย เพราะเราต้องปั่นจักรยานไปเอง ไม่อยากกวนคนที่บ้านให้ไปรับส่ง เพราะเค้าก็มีงานทำ
ปรากฏว่า วันศุกร์ ก่อนหน้าที่เราจะได้ไปเข้าเรียนคลาสวันเสาร์ 1 วัน ก็ได้รับโทรศัพท์แต่เช้าตรู่ให้ว่าเราสามารถเข้าเรียนคลาสวันนั้นได้เลย ตอน 11:45am แต่เราก็ไม่ไป เพราะตัดสินใจแล้วว่าวันรุ่งขึ้นจะไปเรียนคลาสวันเสาร์
เช้าวันเสาร์ก็ไปถึงห้องเรียนตามเวลาเข้าเรียน เจอทีชเชอร์ ชีบอกว่าคลาสเต็มแล้ว ให้ลงชื่อ waiting list ไว้ ถ้ามีที่นั่งว่างเมื่อไหร่จะโทรตาม เราเลยจ๋อยเลย เพราะวันศุกร์ตัดสินใจไม่ไปเรียนคลาสธรรมดาเพราะคิดว่าจะได้เรียนคลาสวันเสาร์ชัวร์ นี่เราจะอดเรียนทั้งสองคลาสเลยมั้ยเนี่ย ถ้าวันจันทร์จะไปเข้าเรียนคลาสธรรมดาจะได้หรือเปล่า หรือว่าเค้าจะตัดชื่อเราออกไปแล้ว คิดไปล้านแปดเลย สุดท้าย เราก็รอคลาสวันเสาร์ พอดึกของวันศุกร์ถัดไป ก็ได้รับ sms จาก teacher บอกว่า พรุ่งนี้ให้เราไปเข้าเรียนได้ ดีใจฝุดๆ เบย
วันเสาร์ไปถึง 8:30am เข้าห้องเรียน teacher เอาใบลงทะเบียนมาให้ นอกจากเราแล้วรู้สึกจะมีคนเข้าเรียนใหม่พร้อมเราอีก 4 คน ให้กรอกตอนช่วงเบรค ใบลงทะเบียนก็ให้กรอกประวัติเราว่าชื่ออะไร อยู่เมกานานแค่ไหน ทำงานหรือเปล่า มีรายได้มั้ยอะไรประมาณนั้น เป็นแบบฟอร์มที่ให้ใช้ดินสอฝนเอา กรอกไม่นานก็เสร็จ วันนั้นก็ได้เป็น นร ESL Pronunciation class แล้วเย้
ที่นี้มาพูดถึง pronunciation class กันบ้างว่าเค้าสอนอะไร pronunciation class เป็นคลาสที่สอนเน้นการพูดออกเสียงโดยเฉพาะ เราเลือกเรียนคลาสนี้เพราะแกรมม่าเราโอเคอยู่แล้ว และจากประสบการณ์ การออกเสียงให้ถูกต้องสำคัญกว่าแกรมม่า ถึงเราจะพูดแกรมม่าถูก แต่ถ้าไม่สามารถออกเสียงให้ฝรั่งเข้าใจได้ เค้าก็จะไม่เข้าใจว่าต้องการสื่ออะไร ส่วนแกรมม่า ถ้าผิดเล็กๆ น้อย ฝรั่งเค้าพอจะเดาได้ว่าเราต้องการสื่อว่าอะไรถ้าเราออกเสียงชัดเจนถูกต้อง
คลาสวันเสาร์นี้ เรียน 3 ชม. คือ 8:30pm-11:30pm โดย
ครึ่งแรก
จะเรียนจนถึงประมาณ 10:20 จะสอนหลายๆ อย่าง เช่น phrases, idioms, ฝึกการออกเสียง vowels และ consonants, ร้องเพลงที่เป็นการฝึกเสียงต่างๆ, จับคู่ฝึกพูดตามสถานการณ์ต่างๆ ที่ทีชเชอร์มอบหมายให้ , การพูดสไตล์อเมริกัน โดยเฉพาะชาวแคลิฟอร์เนีย (ทีชเชอร์มาจากนิวยอร์ค ซึ่งชีก็พูดบ่อยๆ ว่าสำเนียงการออกเสียงของแคลิฟอร์เนียกับนิวยอร์คไม่เหมือนกัน และออกเสียงเปรียบคำต่างๆ ให้ฟังด้วย) โดยคลาสนี้ไม่มีการสอนแกรมม่า เนื่องจากเป็นคลาสที่เน้นฝึกพูดโดยเฉพาะ
พักเบรค ประมาณ 15-20 นาที
ครึ่งหลัง
หลังจากพักเบรคจนจบคาบจะเป็น group discussion โดย teacher จะทำการแบ่งกลุ่มให้เรา และก็จะมีหัวข้อการอภิปรายประจำอาทิตย์นั้นให้เราได้คุยกันในกลุ่ม จากนั้นก็จะให้ตัวแทนกลุ่มออกมาสรุปว่าในกลุ่มคุยกันว่าอะไรบ้าง โดยหากคนไหนหน้าซ้ำๆ คือได้พูดบ่อยๆ ทีชเชอร์ก็จะบอกให้คนอื่นพูดแทน เพราะอยากให้ทุกคนมีโอกาสได้ฝึกพูดเท่าๆ กัน
สำหรับคนที่อยากเรียนคลาสวันหยุดที่ Miramar college นี้ สามารถมาลงชื่อที่ห้องเรียนเพื่อขอเป็น นร. ของคลาสได้ทุกวันเสาร์ตลอดภาคการศึกษา ถ้า ณ วันนั้นมีที่ว่าง ทีชเชอร์ก็จะให้ลงทะเบียนเป็น นร และนั่งเรียนได้เลย แต่หากไม่มีที่ว่าง ก็จะให้เขียนชื่อลงใน waiting list แล้วทีเชอร์จะโทรตามให้มาเรียนเมื่อมีที่นั่งว่า ส่วนคลาสวันธรรมดา (ทั้ง special class และคลาสปกติ) ต้องทำการติดต่อที่ออฟฟิศเพื่อสอบวัดระดับ และ จนท. จะทำการส่งเราไปยังห้องเรียนตามระดับของเราต่อไป และเช่นกัน สามารถมาสมัครเข้าเรียนได้ตลอดภาคการศึกษา รายละเอียดของคลาสต่างๆ และการสมัครเรียน และการสอบวัดระดับ ดูได้ที่ entry ที่แล้วนะจ๊ะ
Showing posts with label language. Show all posts
Showing posts with label language. Show all posts
Friday, November 22, 2013
Friday, September 13, 2013
เรียน ESL ฟรีที่ college ใกล้บ้าน รู้จักกับ ESL และการสมัครเรียน
เริ่มจากตอนย้ายมาอเมริกาใหม่ๆ แฟนเอาหนังสือคล้ายๆ แคทตาล๊อกมาให้เล่มหนึ่ง ซึ่งฮีได้มาจาก mailbox รวมๆ มากับพวกโบรชัวร์โฆษณาขายสินค้าต่างๆ เปิดดูเป็น class schedule ของ sdce.edu ซึ่งเป็นเครือข่าย college ในเขต San Diego City ที่เค้ารวมตัวกันเปิดหลักสูตรฟรีให้คนทั่วไปได้เรียน มีราวๆ 10 แคมปัสได้ และมีแคมปัสนึงใกล้บ้าน เดินไป 10-20 นาทีถึง หลักสูตรฟรีที่มีส่วนใหญ่จะเป็นหลักสูตรที่เป็นทักษะในการประกอบอาชีพ เช่น accounting, computer, sewing, photography, photography software และนอกจากนี้ก็มีหลักสูตรเตรียมสอบ citizen และหลักสูตรใหญ่ๆ อย่าง ESL (English as Second Language) ที่คนต่างชาติมาอยู่อเมริกาโดยมากจะรู้จักและอยากไปเรียนกัน
ตอนนั้นเรามีแพลนจะกลับไปเยี่ยมพ่อแม่ที่ไทย 3 เดือน เลยยังไม่อยากลงเรียน อีกทั้งแฟนก็บอกว่า เกิดได้งานระหว่างเรียนขึ้นมาจะทำยังไง ไปเรียนก็ต้องไป เดี๋ยวก็อดได้งาน อะไรประมาณนั้น เหมือนฮีไม่อยากให้เราเรียนเท่าไหร่ ตอนนั้นเราเลยเลิกสนใจไป จนกระทั่งเยี่ยมบ้านที่ไทยเรียบร้อย 3 เดือน กลับมาเมื่อ ก.ค. ที่ผ่านมา fall semester กำลังจะเปิดเดือน ก.ย. และได้แคทตาล๊อกเล่มใหม่จาก mailbox ในเดือน ส.ค.
พอได้ class schedule เล่มใหม่มาก็อยากลองไปเรียนดูมาก เริ่มเปิดเรียน 3 ก.ย. ที่ผ่านมา ทีนี้เรามาดูกันก่อนว่า ESL มีอะไรให้เรียนบ้าง
รู้จักกับ ESL
ESL เป็นสถาบันสอนภาษาสำหรับคนที่ไม่ได้เป็น native english speaker เพื่อให้พูดภาษาอังกฤษและใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ได้ ไม่ว่าจะเพื่อการสื่อสารส่วนบุคคล เพื่อใช้ในการทำงาน หรือเพื่อปรับภาษาเพื่อนำไปใช้ศึกษาต่อ
คลาสที่ ESL มี คือ (จากคอลเลจใกล้บ้านเราที่เราไปมานะคะ)
- General class เป็นคลาสที่คนส่วนใหญ่รู้จักและไปเรียนกัน มีการจัดระดับตามความสามารถทางภาษาของผู้เรียน โดยจะมีการทดสอบเพื่อจัดระดับก่อนเข้าเรียน อันนี้จะสอนเน้น writing และ reading
- Special class มีหลายๆ คลาส มุ่งเน้นไปที่ทักษะด้านใดด้านหนึ่ง เช่น writing class, grammar class, pronunciation and conversation class, english for career เป็นต้น
เราบอกแฟนว่าอยากไปทดสอบดู และอยากเรียน เราจะได้มั่นใจในการใช้ภาษาของเรามากขึ้น ฮีก็ถามกลับมาว่า ยูอยากไปนั่งเรียนแกรมม่าเหรอ แกรมม่ายูดีอยู่แล้ว ยูแค่ต้องพูดคุยให้มากขึ้นจะได้ฟังคล่องพูดคล่องกว่านี้ เราเลยบอกแฟนว่างั้นเดี๋ยวเราลองไปดูอีกทีว่า ESL มีอะไรให้เราเลือกเรียนได้บ้าง จะได้เลือกอันที่น่าจะมีประโยชน์กับเราที่สุด
เราเปิด class schedule ดูแล้ว ก็ตัดสินใจจะเรียน pronunciation/conversation class ซึ่งก็มีการแบ่งเป็นระดับๆ เช่นกัน ในหนังสือ class schedule บอกว่า special class ทั้งหลายไม่ต้องทำการทดสอบ ให้เข้าเรียนได้เลยตามเวลาที่ีระบุใน class schedule ซึ่งเปิดเรียนวันที่ 3 ก.ย. แต่เราเกิดสงสัยขึ้นมาว่า ของเราถึงมันจะเป็น special class แต่มันก็มีการแบ่งเป็นระดับๆ เหมือนกัน แล้วจะต้องทดสอบก่อนหรือเปล่า เราโทรไปตามเบอร์ที่อยู่ใน class schedule ก็ปรากฏว่าเป็นแค่ระบบตอบรับ ถามอะไรใครไม่ได้ เลยลองไปเปิดเว็บไซต์ดูก็ได้มาอีกเบอร์ โทรไปถาม เค้าบอก วันที่ 3 ก.ย. เวลา 8:30am ให้เราไปติดต่อที่ห้อง 302 ซึ่งเป็น ESL office ของ college ที่เราจะไป เพื่อไปทำการทดสอบวัดระดับก่อนเข้าเรียน ซึ่งตรงนี้ยอมรับว่างงๆ มากกับข้อมูลของที่นี่ ว่าตกลงยังไงกันแน่ class schedule บอกอย่างนึง โทรถามก็บอกอีกอย่างนึง เราเลยคิดว่า เอาวะ 3 ก.ย. ที่จะถึงนี้ลองไปถามถึงที่เลยละกัน
การสมัครเรียนที่ ESL
พอถึงวันที่ 3 ก.ย. แต่เราไปถึง 9 โมงนิด เพราะที่หาข้อมูลมา ออฟฟิศจะเปิดทำการตั้งแต่ 8:30am - 11:30am เลยคิดว่าไม่น่าจำเป็นต้องไป 8:30 เป๊ะ เรื่องของเรื่องคือไปเดินหลงอยู่ใน college พักนึงอะ แหะๆ
พอไปถึงที่ห้อง 302 ก็เจอคนต่อคิวรอยาวอยู่หน้าห้อง เราเลยเดินเข้าไปต่อคิวด้วย ก็มี จนท. ออกมาคุยด้วยตามคิว พอถึงคิวเรา เราก็เปิด class schedule ให้เค้าดู ว่าเราอยากเรียน pronunciation class เค้าก็บอกว่า คลาสที่เราต้องการเป็นคลาสบ่าย และมันเต็มเกือบหมดแล้ว ถ้าเราจะเรียน อย่างแรกที่ต้องทำคือ มาสอบวัดระดับ และเค้าจะเอาชื่อเราเข้า waiting list ไว้ และจะโทรเรียกเรามาเรียนเมื่อมีที่นั่งว่าง จากนั้นเค้าก็ให้บัตรนัดสอบกับเรามา โดยจะต้องมาสอบวันที่ 11 ก.ย. 8:30am
เช้านี้ 11 ก.ย. เราต้องตื่นแต่เช้าเพื่อมาให้ทัน 8:30 น. ทั้งที่เมื่อคืนเดินทางกลับมาจากลาสเวกัสก็ดึกแล้ว ไปถึงออฟฟิศยังไม่เปิด เลยยืนรออยู่หน้าห้อง เราเป็นคนแรกที่ไปถึงเลย จากนั้นก็มีคนมาต่อแถวหลังเรา พอ 8:30am จนท. ก็ออกมาแจกหมายเลขตามลำดับที่เข้าคิวให้ และให้ทุกคนเข้าไปข้างใน จนท. แจกแบบฟอร์มให้เรากรอกข้อมูลส่วนตัว เราไม่ได้ถ่ายรูปแบบฟอร์มมา แต่จะเล่าให้ฟังละกันว่าต้องกรอกอะไรบ้าง
ในแบบฟอร์มจะมีให้กรอกชื่อ นามสกุล เบอร์โทร อีเมล์ ข้อมูลว่าเราอยู่อเมริกามากี่ปี เราเรียนภาษาอังกฤษมากี่ปี ตลอดชีวิตเราเราเรียนมาทั้งหมดกี่ปีนับแต่เริ่มเข้า รร. เรามาเรียน ESL เพื่ออะไร ประมาณนี้ ระหว่างที่กรอก จนท. ก็มาอธิบายว่าที่ college ที่เราไปนั้นมีคลาสอะไรให้เลือกเรียนบ้าง ดังนี้
วันธรรมดา มี 3 รอบ
- morning classes: 8:30am-11:30am เป็น general class เรียน writing/reading เป็นหลัก
- afternoon classes: 11:45am-1:45pm เป็น Pronunciation/Conversation ที่เราต้องการเรียน และ English for career
- evening classes: 6pm-9pm รวมมิตรทั้ง reading/writing/conversation
และวันเสาร์ 1 รอบ มีสอน beginning กับ advanced pronun/conv และ citizenship class
พอกรอกแบบฟอร์มเสร็จ จนท. ก็จะมาถามรายตัวว่าเลือกรอบไหน เราเลือกรอบบ่ายเค้าเลยให้เรารอก่อน และไปจัดการกับคนที่เลือกรอบเช้าก่อน เห็นเค้าพาออกนอกห้องไปทีละคน จนเหลือไม่กี่คนในห้องนั้น จากนั้นเค้าก็มาพาเราไปอีกห้อง เป็นห้องเล็กๆ ในห้องนั้นอีกที แล้วเอาแบบฟอร์มที่เรากรอกไว้ไปอ่าน แล้วก็ทำการสัมภาษณ์เราโดยการถามว่า (เล่าเท่าที่จำได้นะ)
ถาม: ยูมาจากไหน
ตอบ: ไทยแลนด์
ถาม: ยูเรียนภาษาอังกฤษมากี่ปี
ตอบ: 12 ปี
ถาม: ยูเรียนจบมัธยม หรือคอลเลจมา
ตอบ: ไอจบมหา'ลัย
ถาม: (ทำหน้าแบบโห จบมหา'ลัย) จบเมเจอร์อะไรมา
ตอบ: รัฐศาสตร์
ถาม: ยูภาษาอังกฤษดีมากนะ (จากนั้นจำได้ว่าเค้าน่าจะถามเกี่ยวกับภาษาอังกฤษที่เราเรียนมาหรือถามเกี่ยวกับไมเนอร์เราตอนมหา'ลัยนี่แหละ จำไม่ได้)
ตอบ: ไอเรียนภาษาอังกฤษเป็นไมเนอร์
ถาม: แล้วยูมานี่มาเรียนต่อหรอ
ตอบ: เปล่า ไอแต่งงานแล้วก็ย้ายมา
ถาม: โอ้ ไอจัดให้ยูอยู่ระดับนี้นะ (เอาปากกาจิ้มที่ระดับสูงสุด คือ 6-7) แต่ไอจะเช็คระดับนี้ (เอาปากกาเขียนคลุมระดับ 5 และ 6-7) ให้ด้วยว่ามีที่นั่งว่างหรือเปล่า เพราะคลาสค่อนข้างเต็ม
ตอบ: โอเค
จากนั้นเค้าก็ให้เราออกจากห้องเล็กๆ นั่นมานั่งรอที่เดิม สักพักเค้าก็ถือแฟ้มมา 2 แฟ้ม เปิดให้เราดูรายชื่อระดับ 6-7 ปรากฏว่ามีรายชื่อใน waiting list อยู่แล้ว 5 คน เค้าก็เลยเปิดแฟ้มระดับ 5 มาดู ปรากฏ waiting list มี 10 กว่าคน เค้าเลยกลับมาที่ระดับ 6-7 แล้วใส่ชื่อเราต่อท้าย แล้วบอกให้เรากลับบ้านไปรอเค้าโทรเรียกมาเรียนเมื่อมีที่นั่งว่าง
ก่อนกลับเราถามเค้าเรื่องคลาสวันเสาร์ เพราะเค้าบอกว่ายังว่างอยู่ เค้าก็บอกเสาร์ที่จะถึงมาก็มาเข้าเรียนได้เลย ที่ห้องตรงนู้น (ชี้ให้เราดูห้องเรียน) โดยให้เราเข้าเรียนห้องระดับ advanced ซึ่งเป็นคลาส pronun/conv เหมือนกัน เราเลยว่าเสาร์นี้จะลองไปเข้าเรียนดู คิดดูก็ดีเหมือนกัน เพราะเรียนอาทิตย์ละครั้งเอง ในขณะที่คลาสวันธรรมดาต้องเรียนทุกวันจันทร์ถึงศุกร์
ตอนนั้นเรามีแพลนจะกลับไปเยี่ยมพ่อแม่ที่ไทย 3 เดือน เลยยังไม่อยากลงเรียน อีกทั้งแฟนก็บอกว่า เกิดได้งานระหว่างเรียนขึ้นมาจะทำยังไง ไปเรียนก็ต้องไป เดี๋ยวก็อดได้งาน อะไรประมาณนั้น เหมือนฮีไม่อยากให้เราเรียนเท่าไหร่ ตอนนั้นเราเลยเลิกสนใจไป จนกระทั่งเยี่ยมบ้านที่ไทยเรียบร้อย 3 เดือน กลับมาเมื่อ ก.ค. ที่ผ่านมา fall semester กำลังจะเปิดเดือน ก.ย. และได้แคทตาล๊อกเล่มใหม่จาก mailbox ในเดือน ส.ค.
class schedule ที่ส่งมาที่ mailbox เราค่ะ
รายละเอียด ESL ในเล่ม
รายชื่อคลาสและตารางเรียนหน้าแรก
รายชื่อคลาสและตารางเรียนหน้า 2
พอได้ class schedule เล่มใหม่มาก็อยากลองไปเรียนดูมาก เริ่มเปิดเรียน 3 ก.ย. ที่ผ่านมา ทีนี้เรามาดูกันก่อนว่า ESL มีอะไรให้เรียนบ้าง
รู้จักกับ ESL
ESL เป็นสถาบันสอนภาษาสำหรับคนที่ไม่ได้เป็น native english speaker เพื่อให้พูดภาษาอังกฤษและใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ได้ ไม่ว่าจะเพื่อการสื่อสารส่วนบุคคล เพื่อใช้ในการทำงาน หรือเพื่อปรับภาษาเพื่อนำไปใช้ศึกษาต่อ
คลาสที่ ESL มี คือ (จากคอลเลจใกล้บ้านเราที่เราไปมานะคะ)
- General class เป็นคลาสที่คนส่วนใหญ่รู้จักและไปเรียนกัน มีการจัดระดับตามความสามารถทางภาษาของผู้เรียน โดยจะมีการทดสอบเพื่อจัดระดับก่อนเข้าเรียน อันนี้จะสอนเน้น writing และ reading
- Special class มีหลายๆ คลาส มุ่งเน้นไปที่ทักษะด้านใดด้านหนึ่ง เช่น writing class, grammar class, pronunciation and conversation class, english for career เป็นต้น
เราบอกแฟนว่าอยากไปทดสอบดู และอยากเรียน เราจะได้มั่นใจในการใช้ภาษาของเรามากขึ้น ฮีก็ถามกลับมาว่า ยูอยากไปนั่งเรียนแกรมม่าเหรอ แกรมม่ายูดีอยู่แล้ว ยูแค่ต้องพูดคุยให้มากขึ้นจะได้ฟังคล่องพูดคล่องกว่านี้ เราเลยบอกแฟนว่างั้นเดี๋ยวเราลองไปดูอีกทีว่า ESL มีอะไรให้เราเลือกเรียนได้บ้าง จะได้เลือกอันที่น่าจะมีประโยชน์กับเราที่สุด
เราเปิด class schedule ดูแล้ว ก็ตัดสินใจจะเรียน pronunciation/conversation class ซึ่งก็มีการแบ่งเป็นระดับๆ เช่นกัน ในหนังสือ class schedule บอกว่า special class ทั้งหลายไม่ต้องทำการทดสอบ ให้เข้าเรียนได้เลยตามเวลาที่ีระบุใน class schedule ซึ่งเปิดเรียนวันที่ 3 ก.ย. แต่เราเกิดสงสัยขึ้นมาว่า ของเราถึงมันจะเป็น special class แต่มันก็มีการแบ่งเป็นระดับๆ เหมือนกัน แล้วจะต้องทดสอบก่อนหรือเปล่า เราโทรไปตามเบอร์ที่อยู่ใน class schedule ก็ปรากฏว่าเป็นแค่ระบบตอบรับ ถามอะไรใครไม่ได้ เลยลองไปเปิดเว็บไซต์ดูก็ได้มาอีกเบอร์ โทรไปถาม เค้าบอก วันที่ 3 ก.ย. เวลา 8:30am ให้เราไปติดต่อที่ห้อง 302 ซึ่งเป็น ESL office ของ college ที่เราจะไป เพื่อไปทำการทดสอบวัดระดับก่อนเข้าเรียน ซึ่งตรงนี้ยอมรับว่างงๆ มากกับข้อมูลของที่นี่ ว่าตกลงยังไงกันแน่ class schedule บอกอย่างนึง โทรถามก็บอกอีกอย่างนึง เราเลยคิดว่า เอาวะ 3 ก.ย. ที่จะถึงนี้ลองไปถามถึงที่เลยละกัน
การสมัครเรียนที่ ESL
พอถึงวันที่ 3 ก.ย. แต่เราไปถึง 9 โมงนิด เพราะที่หาข้อมูลมา ออฟฟิศจะเปิดทำการตั้งแต่ 8:30am - 11:30am เลยคิดว่าไม่น่าจำเป็นต้องไป 8:30 เป๊ะ เรื่องของเรื่องคือไปเดินหลงอยู่ใน college พักนึงอะ แหะๆ
พอไปถึงที่ห้อง 302 ก็เจอคนต่อคิวรอยาวอยู่หน้าห้อง เราเลยเดินเข้าไปต่อคิวด้วย ก็มี จนท. ออกมาคุยด้วยตามคิว พอถึงคิวเรา เราก็เปิด class schedule ให้เค้าดู ว่าเราอยากเรียน pronunciation class เค้าก็บอกว่า คลาสที่เราต้องการเป็นคลาสบ่าย และมันเต็มเกือบหมดแล้ว ถ้าเราจะเรียน อย่างแรกที่ต้องทำคือ มาสอบวัดระดับ และเค้าจะเอาชื่อเราเข้า waiting list ไว้ และจะโทรเรียกเรามาเรียนเมื่อมีที่นั่งว่าง จากนั้นเค้าก็ให้บัตรนัดสอบกับเรามา โดยจะต้องมาสอบวันที่ 11 ก.ย. 8:30am
เช้านี้ 11 ก.ย. เราต้องตื่นแต่เช้าเพื่อมาให้ทัน 8:30 น. ทั้งที่เมื่อคืนเดินทางกลับมาจากลาสเวกัสก็ดึกแล้ว ไปถึงออฟฟิศยังไม่เปิด เลยยืนรออยู่หน้าห้อง เราเป็นคนแรกที่ไปถึงเลย จากนั้นก็มีคนมาต่อแถวหลังเรา พอ 8:30am จนท. ก็ออกมาแจกหมายเลขตามลำดับที่เข้าคิวให้ และให้ทุกคนเข้าไปข้างใน จนท. แจกแบบฟอร์มให้เรากรอกข้อมูลส่วนตัว เราไม่ได้ถ่ายรูปแบบฟอร์มมา แต่จะเล่าให้ฟังละกันว่าต้องกรอกอะไรบ้าง
ในแบบฟอร์มจะมีให้กรอกชื่อ นามสกุล เบอร์โทร อีเมล์ ข้อมูลว่าเราอยู่อเมริกามากี่ปี เราเรียนภาษาอังกฤษมากี่ปี ตลอดชีวิตเราเราเรียนมาทั้งหมดกี่ปีนับแต่เริ่มเข้า รร. เรามาเรียน ESL เพื่ออะไร ประมาณนี้ ระหว่างที่กรอก จนท. ก็มาอธิบายว่าที่ college ที่เราไปนั้นมีคลาสอะไรให้เลือกเรียนบ้าง ดังนี้
วันธรรมดา มี 3 รอบ
- morning classes: 8:30am-11:30am เป็น general class เรียน writing/reading เป็นหลัก
- afternoon classes: 11:45am-1:45pm เป็น Pronunciation/Conversation ที่เราต้องการเรียน และ English for career
- evening classes: 6pm-9pm รวมมิตรทั้ง reading/writing/conversation
และวันเสาร์ 1 รอบ มีสอน beginning กับ advanced pronun/conv และ citizenship class
ตารางเรียนของแคมปัสที่เราไปมาค่ะ หน้าแรกเป็น morning classes กับ afternoon classes
ตารางเรียนหน้า 2 เป็น evening classes กับ saturday classes ค่ะ
พอกรอกแบบฟอร์มเสร็จ จนท. ก็จะมาถามรายตัวว่าเลือกรอบไหน เราเลือกรอบบ่ายเค้าเลยให้เรารอก่อน และไปจัดการกับคนที่เลือกรอบเช้าก่อน เห็นเค้าพาออกนอกห้องไปทีละคน จนเหลือไม่กี่คนในห้องนั้น จากนั้นเค้าก็มาพาเราไปอีกห้อง เป็นห้องเล็กๆ ในห้องนั้นอีกที แล้วเอาแบบฟอร์มที่เรากรอกไว้ไปอ่าน แล้วก็ทำการสัมภาษณ์เราโดยการถามว่า (เล่าเท่าที่จำได้นะ)
ถาม: ยูมาจากไหน
ตอบ: ไทยแลนด์
ถาม: ยูเรียนภาษาอังกฤษมากี่ปี
ตอบ: 12 ปี
ถาม: ยูเรียนจบมัธยม หรือคอลเลจมา
ตอบ: ไอจบมหา'ลัย
ถาม: (ทำหน้าแบบโห จบมหา'ลัย) จบเมเจอร์อะไรมา
ตอบ: รัฐศาสตร์
ถาม: ยูภาษาอังกฤษดีมากนะ (จากนั้นจำได้ว่าเค้าน่าจะถามเกี่ยวกับภาษาอังกฤษที่เราเรียนมาหรือถามเกี่ยวกับไมเนอร์เราตอนมหา'ลัยนี่แหละ จำไม่ได้)
ตอบ: ไอเรียนภาษาอังกฤษเป็นไมเนอร์
ถาม: แล้วยูมานี่มาเรียนต่อหรอ
ตอบ: เปล่า ไอแต่งงานแล้วก็ย้ายมา
ถาม: โอ้ ไอจัดให้ยูอยู่ระดับนี้นะ (เอาปากกาจิ้มที่ระดับสูงสุด คือ 6-7) แต่ไอจะเช็คระดับนี้ (เอาปากกาเขียนคลุมระดับ 5 และ 6-7) ให้ด้วยว่ามีที่นั่งว่างหรือเปล่า เพราะคลาสค่อนข้างเต็ม
ตอบ: โอเค
จากนั้นเค้าก็ให้เราออกจากห้องเล็กๆ นั่นมานั่งรอที่เดิม สักพักเค้าก็ถือแฟ้มมา 2 แฟ้ม เปิดให้เราดูรายชื่อระดับ 6-7 ปรากฏว่ามีรายชื่อใน waiting list อยู่แล้ว 5 คน เค้าก็เลยเปิดแฟ้มระดับ 5 มาดู ปรากฏ waiting list มี 10 กว่าคน เค้าเลยกลับมาที่ระดับ 6-7 แล้วใส่ชื่อเราต่อท้าย แล้วบอกให้เรากลับบ้านไปรอเค้าโทรเรียกมาเรียนเมื่อมีที่นั่งว่าง
ก่อนกลับเราถามเค้าเรื่องคลาสวันเสาร์ เพราะเค้าบอกว่ายังว่างอยู่ เค้าก็บอกเสาร์ที่จะถึงมาก็มาเข้าเรียนได้เลย ที่ห้องตรงนู้น (ชี้ให้เราดูห้องเรียน) โดยให้เราเข้าเรียนห้องระดับ advanced ซึ่งเป็นคลาส pronun/conv เหมือนกัน เราเลยว่าเสาร์นี้จะลองไปเข้าเรียนดู คิดดูก็ดีเหมือนกัน เพราะเรียนอาทิตย์ละครั้งเอง ในขณะที่คลาสวันธรรมดาต้องเรียนทุกวันจันทร์ถึงศุกร์
Subscribe to:
Posts (Atom)






