Showing posts with label dog. Show all posts
Showing posts with label dog. Show all posts

Tuesday, December 16, 2014

ไปทำ dog license ให้มายา กะ พาเอ็นเดอร์ไปฝังไมโครชิพฟรีที่ shelter

คราวก่อนที่ไปรับมายาจากคลีนิค เราถามเรื่องฝังไมโครชิพ เพราะเอ็นเดอร์ยังไม่ได้ฝังไมโครชิพอยู่ตัวเดียว (อาจเป็นเพราะตอนนั้นเอ็นเดอร์ยังเล็ก shelter นั้นเลยยังไม่ได้ฝังให้) เนื่องจากคลีนิคนี้เป็นคลีนิคของ shelter จึงมีราคาค่าบริการถูกกว่าข้างนอก ฝังไมโครชิพ $20 นอกจากนี้ก็มีฉีดวัคซีน ทำหมัน รักษา low cost แต่เรื่องการรักษานี่รู้สึกว่าต้องได้รับ approved ถึงจะรักษาที่นี่ได้ ไมโครชิพกับวัคซีนไม่ต้องนัด เราเลยอยากถามให้แน่ใจจะได้พาเอ็นเดอร์มาได้ถูกเวลาถูกวัน

ปรากฏว่า พยาบาลที่เคาน์เตอร์เค้าบอกว่า ให้เราพาแมวเราไปที่ shelter ที่อุปการะมายากับคูเปอร์นั่นแหละ เค้าทำให้ฟรีถ้าอาศัยอยู่เมืองนี้ เราก็โอเคแล้วเก็บข้อมูลไว้ก่อน กะว่ารอสามีกลับจากเดินทางค่อยว่ากันอีกที

หลายวันต่อมาลูกชายอยากพามายาไปเล่นที่ dog park แต่เราไปเช็คมาแล้วปรากฏว่าเค้ามีกฎว่าต้องมี dog license และให้ใส่ที่ตัวหมาในที่ที่มองเห็นได้ เราเลยบอกสามีไป เค้าเลยบอกให้เราไปทำ license ให้มายาที่ shelter เราก็เลยค้นใบรับรองทำหมันกับใบรับรองวัคซีนพิษสุนัขบ้าของมายามาแล้วขับรถไป shelter

ไปถึงก็รับบัตรคิว กรอกเอกสาร license รอไว้ พอถึงคิวก็ยื่นเอกสาร จ่ายเงิน $15 ต่อปี (ถ้ายังไม่ได้ทำหมันจะราคาสูงกว่านี้หลายสิบเหรียญ) ซึ่ง dog license นี้จะหมดอายุวันเดียวกับวันที่วัคซีนพิษสุนัขบ้าหมดอายุ

เสร็จเรียบร้อยเราก็ถาม shelter เรื่องเอาแมวเรามาฝังไมโครชิพ เค้าก็บอกว่าเอามาทำได้ แต่ต้องไปที่อีกประตูนึงซึ่งทางเข้าคนละทางกับตอนเข้า shelter เพื่ออุปาระสัตว์นั่นเอง ประตูอยู่ข้างๆ กันนั่นแหละ แล้วเราก็ถามว่าต้องใช้เอกสารอะไรมั้ย เค้าก็บอกแค่เอกสารที่บ่งบอกว่าเป็น resident ของเมืองนี้

จากนั้น เราก็กลับบ้านไปเอาเอ็นเดอร์มาที่ shelter ทันที มาถึงก็เดินเข้าประตูที่ว่า เป็นส่วนของ surrender ซึ่งเค้าบอกว่าเราเอาแมวเราเข้าไปทำได้ที่นี่ ในนั้นจะมีห้องตรวจอยู่ 2-3 ห้อง เราไปถึงก็บอกเจ้าหน้าที่ว่าพาแมวเรามาฝังไมโครชิพ เค้าก็ driver license เราไปสำเนา และเนื่องจากที่อยู่บนบัตรเราเป็นบ้านเก่าซึ่งไม่ใช่เมืองปัจจุบัน เค้าเลยขอให้เราเขียนที่อยู่ปัจจุบันให้ จากนั้นเค้าก็กรอกข้อมูลแป๊บนึงแล้วหันมาถามเราว่ารู้จักคนชื่อนี้มั้ย ซึ่งก็คือสามีเราเอง นั่นเพราะเค้ากรอกที่อยู่เราแล้วไปเจอสามีเราในระบบ เพราะเพิ่งทำเรื่องรับอุปการะหมาแมวมาจากที่นี่ เค้าก็เลย add ชื่อเราเข้าไปเพิ่ม แล้วก็ขอชื่อ อายุ สี ของเอ็นเดอร์ แล้วให้เรารอแป๊บ

เอ็นเดอร์รอฝังไมโครชิพ

จากนั้นเค้าก็เอากระดาษที่เป็นข้อมูลเอ็นเดอร์และเลขไมโครชิพพร้อม tag มาให้เรา แล้วก็มีคุณหมอหรือพยาบาลไม่รุ มาหิ้วกรงเอ็นเดอร์เข้าห้องไป ไม่เกินสิบวินาทีเค้าก็หิ้วออกมาคืน แล้วสแกนไมโครชิพจากตัวเอ็นเดอร์ให้เราดู เสร็จเรียบร้อยเราก็กลับบ้าน ระหว่างเก็บของจะออกจาก shelter เอ็นเดอร์ร้องเมี้ยวขึ้นมาเสียงเล็กๆ น่ารัก คนใน surrender office หันมามองเราเป็นตาเดียวเลย ยิ้มให้ด้วย อิอิ เอ็นเดอร์ร้องน่ารักสินะ

ดีใจที่เอ็นเดอร์มีไมโครชิพแล้ว เย้ๆๆๆ ฟรีด้วยสินะ

ไปรับตัวคูเปอร์ กะ มายา ที่่คลีนิคของ shelter หลังทำหมัน

อย่างที่เล่าในตอนที่แล้วว่าบ้านเราอุปการะแมวกับหมาจาก AFV shelter มาอย่างละหนึ่งตัว ทำสัญญาเสร็จอะไรเสร็จ ไม่ได้รับตัวหมาแมวกลับบ้านได้ทันที เพราะ shelter ต้องส่งไปทำหมันที่คลีนิคของ shelter ก่อน เท่าที่เราสังเกต หมาแมวใน shelter แทบไม่มีตัวไหนทำหมันแล้วเลย พอเราอุปการะทาง shelter ก็จะส่งไปทำหมันก่อนเรารับตัวกลับ โดยทำที่คลีนิคของ shelter เอง ซึ่งมีราคาถูกกว่าคลีนิคหรือ รพ สัตว์ข้างนอก โดยเราเป็นจ่ายค่าทำหมันให้กับสัตว์ที่เรารับอุปการะเอง

ขอเล่าสรุปแยกหมากะแมวละกัน จะได้เห็นภาพชัดๆ เริ่มจากแมวก่อนนะ เพราะทำอุปการะเรื่องเสร็จก่อนหมา

เราไปที่ shelter ครั้งแรกวันศุกร์ ก็ทำเรื่องอุปการะแมวเสร็จเลยในวันนั้น ได้รับปลอกคอหนึ่งอัน พร้อมกับ tag ที่แสดงเลข ID ของ Cooper ในระบบของ shelter และเบอร์โทรของ shelter  พร้อมฝังไมโครชิพใฟ้ด้วยฟรี พอทำเรื่องอุปการะเสร็จ shelter ก็นัดทำหมันในวันจันทร์ถัดไป โดยคูเปอร์จะต้องกินนอนที่ shelter ไปก่อน แล้วเราไปรับตัวได้ที่คลีนิคของ shelter หลังทำหมันเสร็จ

วันจันทร์เราสายๆ คลีนิคก็โทรเข้าเบอร์สามีเรา บอกเวลาที่จะให้เราไปรับคูเปอร์ พอถึงเวลาเราก็ไป เอากรงไปด้วย เราก็ยื่นกรงให้กับพยาบาลไปรับคูเปอร์มาให้เรา ปรากฏว่าพยาบาลถือกรงเปล่ากลับมา ส่วนอีกมือถือกล่องกระดาษที่มีคูเปอร์อยู่ เค้าบอกว่าแมวเพิ่งฟื้นจากวางยา อารมณ์จะไม่ค่อยดี (ซึ่งแตกต่างกับหมา) เลยให้เค้าอยู่ในกล่องตัวเองที่ shelter หิ้วเค้ามาส่งดีกว่า แล้วยังบอกอีกว่าให้จำกัดบริเวณเค้าในห้องปิดไปก่อน ตอนเช้าค่อยปล่อยให้เค้าสำรวจส่วนอื่นๆ ของบ้าน

กล่องที่ทาง shelter ใส่คูเปอร์ไว้ เราก็รับกลับมาพร้อมกล่อง 
แต่กล่องเปียกฉี่เหม็นหึ่ง พอถึงบ้านปุ๊บ เอาคูเปอร์ออกปั๊บ ก็ทิ้งกล่องทันที

ส่วนเรื่องกินให้รอสองทุ่มถึงกินได้ คูเปอร์ไม่มียาอะไร อาจเพราะเป็นตัวผู้ แผลเล็กๆ ตรงถุงป๋องแป๋ง เดี๋ยวก็หายมั้ง แต่ที่ตลกคือเค้าโกนขนรอบๆ ป๋องแป๋งจนโล่งโจ้งไปหมด

โล่งโจ้งๆ เคยเอาแมวตัวผู้ที่ไทยไปทำหมันนะ ไม่เห็นหมอโกนแบบนี้เลย


พอรับกล่องคูเปอร์มาก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นฉุนๆ ในรถอบอวลไปด้วยกลิ่นฉุนๆ พอถึงบ้านก็เอาเข้าห้องแมว ปิดประตู เปิดกล่อง คูเปอร์เอ๋ย ก้น ขา พุง เปียกฉี่ไปหมด สรุปว่าเราจ่ายค่าทำหมันไปทั้งหมด $31 ส่วนค่าธรรมเนียมอุปการะแมวจ่ายที่ shelter ไปแล้วเมื่อวันศุกร์ $5

เปียกฉี่ไปหมดเลยคูเปอร์เอ๊ย อาบน้ำก็ไม่ได้ ต้องรอแผลทำหมันหายก่อน
แต่ผ่านไป 3-4 วัน กลิ่นก็หายเกือบหมด พอครบกำหนด 7 วัน จะจับอาบน้ำซะหน่อย 
ฮีก็ดันซึมกระทือซะงั้น เห็นจามมา 2-3 วันแล้วด้วย เลยไม่อาบ พอเช้ารุ่งขึ้นก็คึกเหมือนเดิม


ต่อไปเรื่องของหมามั่ง วันศุกร์ที่เราไป shelter วันแรก ทำเรื่องรับอุปการะแมวได้อย่างเดียว ส่วนหมาต้องรอ yard check คือ shelter จะส่ง จนท มาเช็คสนามหญ้าบ้านเรา พร้อมกับรั้วบ้าน ถ้าไม่มีปัญหาอะไรก็รับอุปการะได้ วันรุ่งขึ้นพอรู้ผล yard check ก็ไปที่ shelter อีกครั้งเพื่อทำเรื่องอุปการะหมา ไหนๆ ก็อยู่ที่ shelter แล้ว เราเลยแวะหาคูเปอร์ และขอ จนท เอามายาออกมาเล่นด้วยอีกครั้ง มายาท่าทางจะจำเราได้ พอเห็นเราเดินไปใกล้กรงก็ร้องเรียกใหญ่เลย

เรื่องอุปการะ เนื่องจากมายาเป็นหมาและ city ที่เราอยู่มีกฎหมายเรื่อง dog license คือหมาต้องมีใบอนุญาต โดย shelter บอกว่าเมื่อทำหมันกับฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าแล้ว ให้เอาใบรับรองจากคลีนิคมาทำ license ได้ที่ shelter นอกนั้นก็เป็นเรื่องยา โดยเค้าจะให้เราเลือกว่าจะรับยาอะไรกลับบ้านในวันที่มารับตัวมายาหลังทำหมันบ้าง ก็จะมีพวกยาแก้ปวด ยาฆ่าเชื้อ โคนใส้คอกันเลียแผล เป็นต้น โดยที่ shelter นัดทำหมันได้วันอังคาร เพราะคิววันจันทร์เต็มแล้ว

พอถึงวันจันทร์ ตอนเช้าเราไปส่งสามีที่สนามบิน เพราะเค้าต้องเดินทางไปทำงานต่างรัฐ ตอนเย็นเราก็ไปรับมายาที่คลีนิคเองคนเดียว ฝนก็ตกทั้งวัน ไม่ชอบขับรถตอนฝนตกเลย จริงๆ นี่เป็นครั้งแรกด้วยที่ขับรถตอนฝนตก แถมตกหนักอีก

พอไปถึงก็รอคิว เราเอาเชือกจูงกับปลอกคอไปเอง พอถึงคิวเค้าก็ถามว่าเอาเชือกจูงมามั้ย เราก็ยื่นให้ไป สักพักเค้าก็จูงออกมาให้ มายาออกท่าทางดีใจ แต่ยังเมายานิดๆ เลยไม่ร่าเริงมากเท่าไหร่ พยาบาลก็อธิบายคล้ายๆ ตอนไปรับคูเปอร์ แต่เนื่องจากมายามียาด้วย 2 ตัว ก็ต้องกินยาตามเวลา โดยเริ่มได้หลังกินข้าวตอนสองทุ่มคืนนั้นเลย เราให้พยาบาลเพิ่มโคนให้ด้วย เผื่อมายากัดแผล สรุปจ่ายไปทั้งหมด $80 ส่วนค่าอุปการะที่ต้องจ่ายที่ shelter ณ ตอนทำเรื่องเมื่อวันเสาร์ ก็ไม่ต้องจ่าย เพราะได้ลด Black Friday $50 แล้วค่าอุปการะมายา $50 เลยฟรีไป ของมายาแค่ $50 เค้าบอกว่าเพราะกรณีมายาเป็นเพราะ owner turmed in คือ เจ้าของเดิมมายาเอามายามาทิ้งที่ shelter เลยคิดค่าอุปการะแค่ $50 ปกติจะอยู่ที่ตัวละ $80-$100

มายานั่งเรียบร้อยมาก เงียบตลอดทาง

เสร็จเรียบร้อยเราก็จูงมายาขึ้นรถ ตอนแรกสามีจะเอากรงใส่ท้ายรถให้ แต่เราคงจะอุ้มหมาขึ้นท้ายรถเองไม่ไหว จะให้มันโดดเองก็มีแผลผ่าตัดที่ท้องแถมเพิ่งฟื้นยาสลบ เราเลยบอกว่าจะให้หมานั่งในรถ หมาคงไม่กวนเราหรอก พอออกจากคลีนิคเราก็จูงหมาขึ้นรถ ปรากฏมายาไม่ยอมขึ้นรถเองทั้งที่มันเตี้ยๆ เอาขาหน้าขึ้นไปข้างนึงแล้วก็เอาลง เราเลยต้องอุ้มชีขึ้นรถ ขากลับฝนก็ตกหนักอีกตามเคย มายาก็นั่งนิ่งเงียบตลอดทาง พอถึงบ้านถึงได้รู้ว่ามายาเมารถ น้ำลายยืดเลย 555

โถ นึกว่าเป็นหมาเรียบร้อย นั่งรถเงียบมาก ที่แท้เมารถนี่เอง น้ำลายยืดเลย 555

Thursday, December 11, 2014

มายา กะ คูเปอร์ น้องใหม่ในครอบครัวจาก AFV shelter

ขอพักเรื่องถ่ายรูปขายไว้ก่อนนะคะ แต่สัญญาว่าจะมาเขียนต่อแน่นอน ช่วงนี้ยุ่งๆ มากค่ะ เพราะรับอุปการะหมาแมวมาใหม่อย่างละตัว แล้วดันเกิดต้องอยู่บ้านคนเดียวนับแต่วันรับหมาแมวพอดีมาจนถึง ณ วันที่เขียนเอนทรีนี้ ทำให้เราต้องรับภาระดูแลแมวเก่า และหมากับแมวใหม่ทั้งหมดไปเต็มๆ หมาแมวใหม่นี่แหละที่ต้องดูแลเยอะหน่อย ตามนี้
- ดูแลไม่ให้แมวเก่าทะเลาะกับแมวใหม่
- ดูแลไม่ให้หมาทะเลาะกับแมว
- ดูแลหมาไม่ให้อึที่ในบ้าน
- ฝึกหมาให้เข้าส้วมตามเวลา
- ฝึกหมาให้รู้จักการนอนในกรง
- ป้อนยาหมาหลังทำหมัน
แมวใหม่ไม่ค่อยดูแลมากเท่าไหร่ แค่ระวังไม่ให้ทะเลาะกับแมวเก่าก็พอ ส่วนเรื่องกินเรื่องส้วม ไม่มีปัญหาอยู่ละ แต่หมานี่ไม่ไหว ต้องฝึก ไม่งั้นอึฉี่ในบ้านเรี่ยราดแน่

แรกเริ่มเดิมทีนี่เราเข้าไปดูเว็บ shelter ใกล้บ้านเพื่อดูเรื่อง volunteer เพราะเราอยากไปเป็นอาสาสมัครที่ shelter เล่าให้สามีฟังเรื่อง shelter เค้าก็ไปเล่าให้ลูกชายฟัง ลูกชายเลยอยากไปดูหมาแมวมาก สุดท้ายก็ไปกันเมื่อวันศุกร์ที่ 28 พย. เพราะเราเพิ่งกลับจากเที่ยว Grand Canyon พอดี เช้าวันศุกร์เปิดเว็บ shelter เช็คเวลาเปิดกับเส้นทาง ปรากฏว่าเจอประกาศ Black Friday ซึ่งลดค่าอุปการะลงซะถูกมาก

ก่อนออกจากบ้าน สามีเรียกเรากะลูกชายมาตกลงกันก่อนว่า ที่จะไปเนี่ย ไม่ได้จะไปเอาตัวอะไรกับมาเลี้ยง ไปดูเฉยๆ แต่หากบังเอิญเจอตัวที่อยากรับเลี้ยงจริงๆ ก็โชคดีไป แต่ถ้าไม่ได้ตัวอะไรกลับมาแล้วห้ามงอแง พวกเราก็ตกลง แต่เอากรงแมวติดไปด้วย เผื่อได้กลับมาสักตัว อิอิ ที่เอากรงแมวไปด้วยเพราะแฟนบอกว่า ถ้าเจอแมวถูกใจจะเอามาเลี้ยงก็ได้ แต่หมานี่พูดแล้วพูดอีกว่ายังไม่เอาแน่ๆ เพราะยังไม่แน่ใจว่าจะรับผิดชอบได้ เพราะต้องดูแลมากกว่าแมวเยอะ อย่างเวลาไม่อยู่บ้านหลายวัน จะปล่อยให้อยู่บ้านเองแบบแมวไม่ได้ เป็นต้น

ทางเข้า shelter

ไปถึงด้านหน้าดูไม่ใหญ่นัก ที่จอดรถไม่กว้างขวาง ทางเข้าก็เล็กๆ แอบคิดในใจว่าเล็กจัง พอเปิดประตูเข้าไปก็ยังรู้สึกว่ามันเล็กจัง ตรงกลางทางเดินหลังเข้าประตูมาจะมีสแตนด์เล็กๆ ตั้ง ให้เราลงชื่อเข้าเยี่ยม shelter ข้างๆ กันมีกระดานเขียน Black Friday อยู่ ลดค่าอุปการะหมาตัวละ $50 ลดค่าทำหมัน $50 ส่วนแมวค่าอุปการะตัวละ $5 ลดค่าทำหมันครึ่งนึงเหมือนกัน ขวามือเป็นทางไปห้องน้ำ ซ้ายมือเป็นห้องกระจกสามห้องที่เชื่อมต่อกัน ข้างในมีแมวให้เราเข้าไปเล่น ทักทายทำความรู้จักได้ บนผนังด้านนอกห้องกระจกจะมีโพรไฟล์แมวแต่ละตัวให้ห้องแปะอยู่ ถัดจากห้อง

black Friday special ที่ shelter ลดค่าธรรมเนียมต่างๆ เหลือตามป้าย

ถัดจากห้องแมวสามห้องที่ว่าก็เป็นเคาน์เตอร์รับอุปการะ ใครสนใจตัวไหนก็กรอกใบรับอุปการะแล้วรอคิวที่นี่ นอกจากนี้ก็สามารถซื้อ dog license ที่นี่ได้ด้วย ไว้จะเขียนเรื่อง dog license ในตอนต่อไปละกัน

จากนั้นเราก็เดินเลยเคาน์เตอร์รับอุปการะไป ก็เจอห้องกระจกสำหรับเข้าไปเล่นกับแมวอีก 2 ห้อง ห้องนึงเป็นแมวโต เราเข้าไปได้เลย อีกห้องเป็นแมวเล็ก ดูแล้วไม่เกิน 6 เดือน ห้องนี้ล๊อก จนท จะเปิดให้กรณีสนใจจะรับอุปการะจริงๆ เท่านั้น เราคิดว่าแมวคงเล็กไปเลยไม่อยากให้ใคร โดยเฉพาะเด็กๆ เข้าไปเล่นมากเกิน อีกฝั่งของทางเดินตรงกันข้ามกับห้องกระจก ก็เป็นห้องกระจกเหมือนกัน แต่เป็นกรงข้างใน เราดูแมวได้จากข้างนอกเท่านั้น ตรงนี้ล่ะที่เราเจอคูเปอร์ เราเจอกับ จนท ในห้องกระจกแมวโต เค้าเข้ามาถาม เราเลยบอกว่าอยากได้แมวที่ชอบคน เข้ากับแมวด้วยกันได้ง่าย และไม่ชอบแอบตามมุมมืด จนท เลยบอกว่าเค้ามีแมวส้มตัวนึง คุณสมบัติตามนี้เลย แล้วพาเราไปห้องกระจกที่มีกรงอยู่ ซึ่งต้องให้ จนท เปิดให้เท่านั้น พอเข้าไป เค้าก็เอาแมวส้มที่ว่าออกมาจากกรง เราตัดสินใจทันทีว่าจะเอาตัวนี้แหละ ส่วนลูกชายดันไปชอบอีกตัวกรงข้างๆ เพราะขี้เล่น แต่เราดูแล้วน่าจะเข้ากับเอ็นเดอร์ยาก เจ้าส้มนี่ดู calm กว่า เราเลยบอกสามีว่าเราจะเลือกเจ้าส้ม ซึ่งก็คือคูเปอร์นี่เอง

ห้องกระจกที่เป็นกรงแมว

คูเปอร์ของเรา อุปการะมาด้วยค่าธรรมเนียมเพียง $5 และค่าทำหมันลดครึ่งราคา

เสร็จแล้วเราบอกสามีว่า เราขอไปเดินดูหมาหน่อยนะ แล้วก็ย้อนกลับไปทางเคาน์เตอร์รับอุปการะอีกครั้ง ฝั่งตรงข้ามเคาน์เตอร์มีทางเดินลึกเข้าไป ระหว่างทางเดินเป็นห้องกระจกที่มีน้องหมาอยู่ หน้าห้องมีโพรไฟล์น้องหมาแปะอยู่ ใครสนใจอยากเข้าไปทำความรู้จักกับน้องหมาข้างในห้อง ก็บอก จนท ให้เขาเปิดล๊อกประตูให้

ห้องกระจกสำหรับเยี่ยมน้องหมาด้านใน shelter

ห้องกระจกด้านใน shelter สำหรับเยี่ยมน้องหมา

เราก็เดินเล่นดูน้องหมาจนครบทุกห้อง ก็เดินกลับไปที่ห้องของแมวส้มที่เราจะรับอุปการะ ตรงนั้นมีประตูเดินออกไปด้านนอก ซึ่งข้างนอกนั้น ตรงกลางจะเป็นสถานที่กลางแจ้ง มีกรงใหญ่มากอยู่ 4 กรง และรอบๆ บริเวณนั้นจะเป็นห้องเล็กๆ เรียงกันหลายห้อง แต่ละห้องจะมีกรงหมาอยู่ เราก็เดินเข้าทุกห้อง เพื่อดูหมา ลูกชายก็อยากเล่นกะหมา ซึ่งถ้าเราสนใจหมาตัวไหน เราบอก จนท เพื่อให้เค้าเอามาออกมาให้เราในกรงใหญ่ตรงลานตรงกลางได้ แล้วเราก็จะเข้าไปอยู่ในกรงกับหมาเพื่อทำความรู้จักกัน

กรงในลานกลางแจ้ง เราสามารถเลือกน้องหมาในกรงออกมาทำความรู้จักกันตรงนี้ได้

สามีเราเลือกเยอรมันเชพเพิร์ดตัวนึง อายุ 5 ขวบแล้ว เห็นว่าน่าสงสารที่ต้องมาอยู่ shelter ทั้งที่อายุ 5 ขวบแล้ว ปรากฏว่าบน profile ของหมาตัวนั้นหมายเหตุว่า มีปัญหากับหมาตัวอื่น เพราะงั้นควรเลี้ยงเป็นหมาตัวเดียวในบ้าน ส่วนกะแมว จนท บอกว่าไม่รู้เหมือนกันว่าจะเป็นไง เพราะไม่เคยลอง ปรากฏว่าพอเข้ามาในกรงใหญ่ หมาไม่สนใจพวกเราเลย เอาแต่ไล่เห่าหมาตัวอื่นนอกกรง เห่าทุกต้วที่เค้าเห็น แล้วก็ฉี่รอบกรงเต็มไปหมด สามีเราถึงกับออกปาก เพราะงี้แหงเลยเค้าถึงไม่มีใครอุปการะ

ก่อนจะกลับไปรับอุปการะแมวส้ม ลูกชายบอกเค้าอยากเอาหมาตัวนึงออกมาเล่นด้วย ก็เลยบอก จนท ปรากฏว่าหมาตัวนี้คุณสมบัติดีทุกอย่าง ลูกชายก็เอาแต่พูดว่าพ่อต้องรับเลี้ยงหมาตัวนี้นะ สามีพูดหลายครั้งหลายหนว่ายังไงๆ วันนี้ก็ไม่รับเลี้ยงหมาแน่ๆ กลับกลายเป็นว่า พอออกจากกรง เค้าขอใบรับอุปการะจาก จนท เพื่อกรอกรับหมาตัวนี้ ซึ่งหมาตัวนี้ก็คือมายานั่นเอง

ห้องหมาด้านนอก shelter ที่มีกรงอยู่ข้างใน ในรูปนั่นคือมายา

พอได้ใบรับอุปการะก็ไปนั่งรอคิวเพื่อทำเรื่องอุปการะที่เคาน์เตอร์ เราก็ถามสามีว่า ใบอุปการะแมวก็ต้องเอาต่างหากใช่มั้ย สามีก็บอก เราจะรับเลี้ยงหมาแล้ว เค้าจะไม่รับเลี้ยงแมวด้วยในวันนี้หรอก เราเหวอเลย อ้าว ตอนแรกคุยกันดิบดีว่าจะรับเลี้ยงคูเปอร์ พอลูกชายร้องจะเอาหมาดันเอาหมาซะงั้น ทั้งที่ตัวเองก็พูดแล้วพูดอีกว่าไม่พร้อมเลี้ยงหมา เราเลยนอยด์ไปเลย อยากกลับบ้านละตอนนั้น ลูกชายชวนเดินไปดูหมาก็ไม่ไป แบบว่า หมดธุระกะที่นั่นแล้วไรงี้ รอพักใหญ่มากๆ กว่าจะถึงคิว ระหว่างนั้นเราก็ไปยืนดูแฟ้้ม lost and found dogs and cats หนาเตอะมากๆ แฟ้มหมานี่หนากว่าแมวสามเท่า คือถ้าใครหมาแมวหายหรือใครเจอหมาแมวก็สามารถเอาประกาศไปใส่แฟ้มได้

สักพักนึงลูกชายเอาปลอกคอแมวมาให้เรา เราก็งงว่าเอามาทำไม สรุป คือ สามีเรารับเลี้ยงทั้งหมาและแมว แล้วแมวทำสัญญาเสร็จแล้วก็ได้ปลอกคอมา ซึ่งมี tag ซึ่งมีข้อมูล ID ของแมวตาม database ของ shelter กับเบอร์โทร shelter บน tag ด้วย ส่วนหมาต้องรอ จนท มาทำ yard check ที่บ้านก่อน แล้วถึงจะทำสัญญาได้ เลยต้องรอวันรุ่งขึ้น ส่วนของคูเปอร์นั้น ทำสัญญาเรียบร้อยแล้ว ทาง shelter ก็เลยนัดทำหมันกับ clinic ของ shelter ให้เรียบร้อยซึ่งต้องรอวันจันทร์ถัดไป เราก็เลยกลับบ้านตัวเปล่ามารอรับคูเปอร์ที่คลีนิควันจันทร์ แล้ววันรุ่งขึ้นก็มาทำสัญญารับอุปการะมายาหลัง yard check ผ่าน

วันรุ่งขึ้นเราก็กลับไปที่ shelter อีกครั้งเพื่อทำสัญญารับอุปการะหมา นัดวันทำหมันได้วันอังคาร เพราะวันจันทร์คิวเต็มแล้ว เลยกลายเป็นว่าเราต้องขับรถมารับแมวกะหมาที่คลีนิคสองรอบ ทำสัญญารับอุปการะหมาเสร็จก็กลับบ้านมารอด้วยความตื่นเต้น หลังจากนั้นก็ไปช้อปปิ้งซื้อของใช้หมา หมดไป $500 ไม่รวมอาหาร -_- ของแมวไม่ต้องซื้อเพราะมีหมดแล้ว

ตอนต่อไปมาเล่าตอนไปรับหมาแมวที่คลีนิคละกันเนาะ

All contents and pictures in this blog is copyrighted@2009 by monkey-girl. All right reserved.

Back to TOP