Tuesday, January 15, 2013

การเดินทางเข้าอเมริกา for Dummies

เห็น for Dummies กะลังฮิต เลยเอามั่ง อิอิ

สำหรับมือใหม่หรือคนที่ยังหวั่นๆ กับการเดินทางเข้าเมกาอยู่ เราก็ขอให้ข้อมูลคร่าวๆ เป็น concept ในการเดินทางและต่อเครื่องนะคะ ซึ่งการเดินทางไปไม่ว่าปลายทางจะเป็นประเทศใด หลักการก็คล้ายๆ กัน แต่เมกาจะพิเศษหน่อยตรงที่ ลงเมกาที่สนามบินไหนเป็นที่แรก จะต้องผ่าน ตม. และรับกระเป๋าเดินทาง ณ สนามบินนั้นก่อนเสมอ เนื่องจากต้องผ่าน custom ที่จะทำการพิจารณาว่าจะค้นกระเป๋าเราหรือไม่ที่ตรงนี้ ถึงแม้ว่าสนามบินนั้นจะไม่ใช่สนามบินปลายทางของคุณก็ตาม (แม้จะแค่แวะต่อเครื่องที่อเมริกาไปประเทศอื่นก็ต้องทำตามนี้ค่ะ จึงจำเป็นต้องมี transit visa ในการต่อเครื่องหากไม่มี visa ของอเมริกาอยู่เลย

การเดินทางไปอเมริกาโดยมากจะต้องต่อเครื่องนะคะ ขั้นตอนคร่าวๆ ตามนี้
หมายเหตุ บรรทัดสีดำคือ step สั้นๆ ค่ะ ส่วนสีเขียวคือคำอธิบาย หากไม่อยากอ่านยาว เวิ่นเว้อ ก็ข้ามไปอ่านแต่เฉพาะบรรทัดสีดำนะคะ แต่หากอยากได้รายละเอียดก็อ่านสีเขียวด้วยค่ะ

Step ขั้นตอนการเดินทางไปต่างประเทศ

ตอนที่ 1 สนามบินต้นทาง (ขาออกจากประเทศไทย)
            - เมื่อถึงสนามบิน เช็คที่บอร์ดขาออกเพื่อหาเคาน์เตอร์ check in ของ flight ของคุณจาก flight number
ยกตัวอย่างการเดินทางของเราจาก entry นี้ ประสบการณ์เดินทางมาอเมริกา ด้วยวีซ่า CR-1 Dec 11, 2012 (BKK-NRT-LAX-SAN) เมื่อถึงสนามบินสุวรรณภูมิเราก็เช็คที่บอร์ดขาออก ก็พบว่าเราต้อง check in ที่เคาน์เตอร์ของ JAL ทั้งที่ไฟล์เราเป็น AA ทั้งนี้เพราะเป็น code share ที่เป็นการร่วมบินของ JAL และ AA (จาก BKK ไป NRT เป็น operated by JAL) 
            - check in ที่เคาน์เตอร์ตามที่ปรากฏบนบอร์ด
เราก็ไป check in ที่เคาน์เตอร์ JAL เข้าเมกาต้องโชว์วีซ่าที่เคาน์เตอร์ check in ด้วย การ check in ต้องทำก่อนเวลาเครื่องออกไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมง เนื่องจากต้องเพื่อเวลาการผ่าน security check และ ตม. ที่อาจต้องต่อแถวยาวและใช้เวลานาน และเผื่อเวลาสำหรับเหตุฉุกเฉินอื่นๆ ด้วย เช่น ลืมของ เป็นต้น
            - ที่เคาน์เตอร์ check in:
                    = จนท. จะทำการออก boarding pass ให้และ check in กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ หรือสัมภาระที่เราไม่ต้องการนำติดตัวขึ้นเครื่อง
                    = ท่านอาจจะได้ boarding pass ครบทุกใบตลอดเส้นทางการบิน หากไม่ได้รับ ให้ทำการติดต่อ connecting counter ที่สนามบินที่ต้องต่อเครื่องถัดไปเพื่อขอ boarding pass ใบต่อไป
โดยปกติจะได้รับ boarding pass ครบทุกใบในการ check in แต่อาจจะต้องทำการเปลี่ยน boarding pass ใบใหม่ ซึ่งให้ทำการติดต่อเคาน์เตอร์ของสายการบินที่สนามบินถัดไปเพื่อขอ boarding pass ใบใหม่ เช่น สายการบินมีการยิกเลิกเที่ยวบิน และจัดเที่ยวบินใหม่ให้เรา หรือมีการเปลี่ยนที่นั่ง หรือกรณี code share อย่างของเรา จะต้องเปลี่ยน boarding pass จาก JAL เป็น AA เป็นต้น
                    = ทำการตรวจสอบที่ tag ที่ จนท. print มาติดสัมภาระที่โหลดใต้ท้องเครื่องให้แน่ใจว่าไปถึงสนามบินปลายทางสุดท้ายอย่างถูกต้อง
เมื่อชั่งน้ำหนักกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว จนท. ที่ print tag ยาวๆ ซึ่งเป็นสติ๊กเกอร์และเอาติดกระเป๋าที่เรา check in ทุกใบ ที่ tag นี้จะมีข้อมูล คือ ชื่อของท่าน สนามบินต้นทาง สนามบินกลางทางที่เราแวะเปลี่ยนเครื่องและสนามบินปลายทาง อย่างของเราก็จะมีชื่อเรา และกระเป๋าจะ check through ไปถึง SAN ดังนี้ NRT/LAX/SAN
โดยมากสายการบินจะอนุญาตให้เรานำกระเป๋าติดตัวได้ 2 ใบ ซึ่งเช็คขนาดและน้ำหนักได้ที่เว็บไซต์ของสายการบิน โดยมากขนาดจะต้องให้สามารถสอดไว้ใต้ที่นั่งหรือช่องเก็บกระเป๋าเหนือหัวบนเครื่องได้ เราไม่จำเป็นต้องชั่งน้ำหนัก carry on ถ้า จนท. check in ไม่ร้องขอ ซึ่ง carry on ของเราปกติจะหนักมาก ถ้าชั่งคงได้เสียเงินค่าน้ำหนักเกินเป็นแน่ เพราะมีทั้งกล้องถ่ายรูปตัวใหญ่พร้อมเลนส์ทั้งหลาย และ laptop และอุปกรณ์ gadget ต่างๆ อีกเพียบ
ให้ทำการเช็คข้อมูลด้วยว่ามีของต้องห้ามอะไรบ้างที่ห้าม carry on ที่แน่ๆ คือ ของเหลว สามารถพกของเหลวได้ไม่เกิน 100ml เท่านั้น
            - กรอกใบ ตม. ไทยขาออก ถ้าเคาน์เตอร์ check in ไม่ได้ให้มา สามารถหากรอกได้ก่อนผ่านช่อง ตม.
ใบ ตม. จะมี 2 ส่วนซึ่งเป็นชุดเดียวกัน ประกอบด้วยใบขาออก (Departure Card) และใบขาเข้า (Arrival Card) ตอนนี้ให้กรอกแค่ Departure Card ซึ่ง ตม. จะเก็บไว้ตอนเราผ่านด่าน ตม. ขาออก และคืน Arrival Card กลับมาให้เรา ให้เก็บใบ Arrival Card ไว้เพื่อใช้อีกครั้งตอนกลับเข้าประเทศไทย
            - เช็คเวลา boarding บน boarding pass เพื่อเผื่อเวลาในการผ่าน security check และ ตม.
หลังเช็คอินแล้ว ให้ดู boarding time ที่อยู่บน boarding pass ซึ่ง boarding time คือเวลาที่เราจะต้องไปอยู่ที่เกทเพื่อขึ้นเครื่อง หากไปที่เกทไม่ทันก็จะตกเครื่องได้ ในการที่จะเข้าไปที่เกทได้นั้นจะต้องผ่านด่าน Security Check Point และด่าน ตม. ก่อน ซึ่งการผ่านด่านทั้งสองนี้อาจให้เวลาเป็น ชม. หรือนานกว่านั้น ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้เดินทางในเวลานั้นๆ และรายละเอียดการค้นตัวและสัมภาระติดตัวหาด จนท. เกิดสงสัยและต้องการค้นตัวขึ้นมา
            - ผ่านด่าน security check point เพื่อตรวจของที่เรานำติดตัว
ตรวจสอบรายการสิ่งของต้องห้ามได้ที่เว็บไซต์ของสายการบินหรือสนามบิน
            - ผ่านด่าน ตม.
สำหรับคนไทยแล้ว ใช้เวลาไม่นาน เนื่องจากที่สนามบินสุวรรณภูมิมีการเปลี่ยนจากการผ่าน จนท. ตม. มาเป็นช่องผ่านอัตโนมัติ โดยใช้การ scan boarding pass, passport, ลายนิ้วมือ และกล้องถ่ายภาพโดยมี จนท. คอยช่วยเหลือ
            - เดินหาเกทและไปรอที่เกทก่อนเวลา boarding
เมื่อผ่าน ตม. เข้าไปด้านในสนามบินแล้วก็เดินไปที่เกทที่เขียนไว้บน boarding pass ให้ทันตามเวลา boarding time ควรทำการตรวจสอบที่บอร์ดขาออกด้วยว่ามีการเปลี่ยนเกทหรือไม่ โดยเช็คได้จาก flight number และเวลาเครื่องออก


ตอนที่ 2 สนามบินระหว่างทาง (กรณีแวะเปลี่ยนเครื่อง)
            - ลงเครื่องแล้วให้มองหาป้าย International Connecting หรือ Transfer อะไรทำนองนี้ แล้วเดินตามป้ายไป
            - ผ่าน Security Check Point เพื่อไปยังเกทต่อไป
            - ถ้ายังไม่มี boarding pass ของเครื่องต่อไปให้ติดต่อที่ Connecting หรือ Transfer Counter เพื่อขอ boarding pass อันต่อไป
            - เช็คที่บอร์ดเพื่อดูเกทของเครื่องต่อไป
แม้จะทราบเกทแล้วก็ควรเช็คก่อนถึงเวลาบอร์ดดิ้งด้วย เนื่องจากอาจมีการเปลี่ยนเกท หากมัวแต่ไปรอที่เกทเดิมโดยไม่รู้ว่ามีการเปลี่ยนเกท ก็อาจทำให้มาที่เกทใหม่ไม่ทันและตกเครื่องได้
ถ้ามีเวลาเหลือเฟือก็เดินเล่น หาอะไรกิน (ควรแลกเงินของสนามบินประเทศนั้นติดตัวมาไว้ก่อนตั้งแต่ที่เมืองไทยด้วย เพราะการมาแลกที่สนามบิน ณ ประเทศนั้นอาจมีขั้นตอนการแลกที่อาจยุ่งยากกว่าและอาจสื่อสารกันไม่รู้เรื่องก็เป็นได้
            - ไปรอที่เกทต่อไปให้ทันเวลา boarding time


ตอนที่ 3 สนามบินแรกในอเมริกา (Port of Entry)
            - เตรียมใบ I-94 (ฟอร์มสีขาว) และ ใบ Custom Declaration (ฟอร์มสีฟ้า) ให้พร้อม (กรอกเรียบร้อยตั้งแต่บนเครื่อง)
ตอนอยู่บนเครื่องแอร์หรือสจ๊วตจะเดินแจกแบบฟอร์ม ให้เราขอแบบฟอร์มมา 2 อัน คือ ใบ Custom Declaration และ I-94 
ใบ I-94 กรณีที่เค้าไม่ยื่น I-94 ให้ ให้เราขอเขาเองเลย คนไทยที่ถือพาสปอร์ตไทยเข้าประเทศอเมริกาด้วยวีซ่าจะต้องยื่นใบ I-94 ให้เจ้าหน้าที่ ตม. ใบนี้จะมี 2 ส่วน ส่วนหนึ่ง ตม. จะเก็บไว้เมื่อเราเข้าประเทศ และอีกส่วนจะเย็บลงในพาสปอร์ตเรา ซึ่งเราจะต้องคืนให้สายการบินตอนออกจากเมกาเพื่อเป็นหลักฐานว่าเราออกจากเมกาแล้ว แต่ถ้าเดินทางด้วยกรีนการ์ด หรือพาสปอร์ตเมกัน หรือพาสปอร์ตประเทศอื่นที่สามารถเข้าเมกาได้โดยไม่ต้องใช้วีซ่า ก็ไม่ต้องใช้ใบ I-94 ค่ะ
ใบ Custom Declaration ใบนี้ต้องเขียนทุกคน เพราะเค้าต้องการทราบว่าเรามีอะไรติดตัวที่ต้อง declare ในการเข้าประเทศอเมริกาหรือเปล่า
            - ลงเครื่อง เดินตามป้าย Immigrations
ทุกคนที่ลงเครื่องในอเมริกา ไม่ว่าจะเพื่อเข้าอเมริกาหรือเพื่อต่อเครื่องภายในประเทศหรือต่างประเทศ (เรียกง่ายๆ ว่าเป็นสนามบินแรกที่เราเหยียบอเมริกาหลังจากนั่งเครื่องมาจากภายนอกประเทศเมกานั่นเอง) จะต้องผ่าน Immigration หรือ ตม. เสมอ
            - หาช่อง Visiters แล้วต่อแถว
ถ้าไม่ได้มาด้วยการถือกรีนการ์ดหรือพาสปอร์ตอเมริกันก็ต้องต่อแถว Visitors นะคะ
            - ผ่าน ตม. โดย ตม. จะทำการสัมภาษณ์ และ stamp passport ให้
ตม. จะถามว่ามาทำอะไร มากับใคร พักที่ไหน รู้จักใครในเมกา ที่อยู่ที่เรากรอกว่าจะไปพักน่ะบ้านใคร ถ้าไปเที่ยวคนเดียวก็อาจถูกถามว่าแล้วจะเดินทางท่องเที่ยวยังไงในอเมริกา ถ้าเค้าเกิดรู้สึกแหม่งๆ เค้าก็สามารถขุดคำถามสารพัดมาพยายามจับผิดเราค่ะ ถ้าเราบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้จะแอบไปเที่ยวหรือไปหนีวีซ่าก็ตอบมั่นๆ ไปค่ะ อย่าทำลุกลี้ลุกลนให้เค้าเข้าใจผิด ถ้า ตม. stamp ให้เข้าประเทศ ก็มักจะ stamp ให้ 6 เดือนค่ะ
            - รอรับกระเป๋าที่สายพาน
หลายคนคงมีคำถามว่าต้องรับการเป๋าที่ไหน ขอตอบว่าถ้าเป็นการเข้าอเมริกาจะต้องรับกระเป๋าที่สนามบินแรกที่เราเหยียบอเมริกาค่ะ ถึงแม้สนามบินนั้นจะแค่เป็นที่ที่เราต้องลงเครื่องเพื่อต่อเครื่องภายในประเทศไปยังเมืองหรือรัฐอื่นในอเมริกาเอง หรือเพื่อต่อเครื่องเพื่อเดินทางไปยังประเทศปลายทางที่ไม่ใช่อเมริกา (เช่นจะเดินทางไปแคนาดาจากไทย แต่เส้นทางการบินจะต้องทำการแวะเปลี่ยนเครื่องที่อเมริกา เป็นต้น) ก็จะต้องมาผ่านด่าน ตม. และรับกระเป๋าออกมาเพื่อผ่านด่าน custom ที่สนามบินนี้ จากนั้นเมื่อผ่าน ตม. และ custom เรียบร้อยแล้ว จึงจะสามารถนำกระเป๋าไป recheck ที่จุด recheck ของสายการบินเพื่อโหลดกระเป๋าขึ้นเครื่องต่อไปได้
            - ผ่านเจ้าหน้าที่ Custom (CBP) เจ้าหน้าที่จะพิจารณาว่าจะตรวจกระเป๋าเราหรือไม่
เมื่อได้กระเป๋าแล้วก็จะต้องผ่านเจ้าหน้าที่ custom ค่ะ เจ้าหน้าที่ตรงนี้จะถามเราคล้ายๆ กับที่ ตม. ถาม และอาจถามว่าเราพกเงินสดมาเท่าไหร่ เพราะต้องดูว่าเกินจำนวนที่ต้อง declare หรือเปล่า ถ้าจำไม่ผิด พกเกิน $10,000 ต้อง declare นะคะ จะมีช่องให้ติ๊กอยู่ในแบบฟอร์มใบสีฟ้า ตอบไปตามปกติค่่ะ ถ้าเค้าไม่สงสัยเค้าก็ให้เราผ่านเลยโดยไม่เปิดกระเป๋าหรือ x-ray กระเป๋าค่ะ ถ้าได้ผ่านเลยจะช่วยเรื่องเวลาได้เยอะ เพราะบางทีคิวรอเปิดกระเป๋าตรวจหรือ x-ray กระเป๋ายาว ทำให้เสียเวลาค่ะ
            - ถ้าต้องต่อเครื่อง ให้มองหาป้าย Connecting หรือ Connection แล้วเดินตามป้ายไป
พอผ่าน ตม. จะมีป้ายค่ะ ถ้าไม่ต่อเครื่องไปไหนต่อก็ Exit ไปหาคนที่มารอรับ แต่ถ้าต้องต่อเครื่องให้เดินตามป้าย Connecting อะไรประมาณนี้ไป ระหว่างทางจะมีจุด recheck กระเป๋าค่ะ
            - Recheck สัมภาระที่รับมาเพื่อผ่าน Custom
จุด recheck กระเป๋า กรณีที่การเดินทางเรายังไม่จบตามเส้นทางการเดินทาง พอผ่าน custom มาแล้วและเดินตามป้าย connecting ไปจะเจอจุด recheck กระเป๋าอยู่ระหว่างทางค่ะ ป้ายที่เห็นก็จะมีประมาณว่า recheck หรือ baggage drop อะไรประมาณนี้ เราก็แค่เอากระเป๋าที่รับมาตอนลงเรื่องไปทิ้งไว้ ดูให้แน่ใจว่าถูกจุดนะคะ ถ้ามี จนท. รอรับก็ถามให้ชัวร์ก็ได้ เพราะไฟล์ต่อเครื่องไม่ได้มีของเราไฟล์เดียว วางผิดกระเป๋าอาจไปโผล่ไหนไม่รู้ได้ค่ะ ที่จริงเค้าจะดู tag เราก่อนอยู่แล้วว่าไฟล์ทไหน แต่ความผิดพลาดอาจเกิดขึ้นได้เสมอค่ะ เพราะงั้นเอาชัวร์ไว้ก่อน ถ้าเวลาต่อเครื่องจวนตัวก็รีบทิ้งกระเป๋าให้ จนท. จัดการแล้วเราวิ่งต่อได้เลยค่ะ
            - ไปที่ Terminal ที่ต้องต่อเครื่อง หรือเดินหาทางเข้ากรณีอยู่ใน Terminal เดียวกัน
พอ recheck กระเป๋าแล้ว ถ้าเวลาน้อยก็รีบวิ่งไปที่เกทต่อไปเลยค่ะ ถ้าอยู่ terminal เดียวกันก็โชคดีไป ไม่ต้องเดินไกล แต่ถ้าอยู่กันคนละ terminal ก็กะเวลาดีๆ นะคะ
            - ผ่าน Security Check Point
ก่อนเข้า gate ได้ก็ต้องผ่าน security check point ก่อนค่ะ ถึงจะเข้าไปยังด้านในสนามบิน เพื่อเข้า gate ได้
            - ตรวจสอบบอร์ดเพื่อดูเกทที่ต้องขึ้นเครื่องต่อไป
เมื่อผ่าน security check point แล้ว อย่าลืมนะคะ ควรทำให้ติดเป็นนิสัย เช็คที่บอร์ดค่ะว่าเครื่องต่อไปของเราอยู่เกทไหน อย่ายึดติดกับสิ่งที่เห็นบน boarding pass เพราะอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา อย่างของเราเพิ่งได้ boarding pass มาตอนลงเครื่องที่ LAX ก่อนเครื่องต่อไปออก ชม. เดียวแท้ๆ ยังมีการเปลี่ยน gate เฉยเลย เกือบตกเครื่องเพราะมัวแต่รอที่ gate บน boarding pass ดีที่ได้ยินเค้าเรียกชื่อเราให้ไปอีก gate
            - เดินไปรอขึ้นเครื่องที่เกทให้ทันตาม boarding time
พอทราบ gate แบบชัวร์ๆ แล้วก็เดินไปที่เกทค่ะ อย่างที่บอก เช็คให้ชัวร์ก่อนเดินไป gate เพราะบางทีเกทเก่ากะเกทใหม่อาจห่างกันลิบ หรือหายาก อย่าของเราเกทหายากเกือบหลงอะค่ะ เพราะมันลึกลับเหลือเกิน รีบก็รีบ เฮ้อ

ตอนแรกเราว่าจะเขียนเรื่องสนามบิน LAX ด้วย แต่แค่ที่เขียนมาก็ใช้เวลาเป็นอาทิตย์กว่าจะเขียนเสร็จ เลยขอยกไปไว้อีก entry นึงแล้วกันนะคะ

หวังว่าบทความนี้จะช่วยนักเดินทางมือใหม่ได้บ้างนะคะ มีอะไรสงสัยถามมาได้เลยค่ะ ถ้าตอบได้ยินดีอย่างยิ่งที่จะตอบค่ะ ^^

4 comments:

  1. พี่ได้ถ่ายรูปตั๋วของสายการบิ JAL ไว้มั้ยค่ะ

    ReplyDelete
  2. ไม่ได้ถ่ายไว้เลยค่ะ อยากได้ข้อมูลอะไรบน boarding pass หรือเปล่าคะ

    ReplyDelete
  3. อยากได้คะพี่รบกวนด้วยนะคะ

    ReplyDelete
  4. my e-mail;kanjanauawannakit@yahoo.com ka^^

    ReplyDelete

All contents and pictures in this blog is copyrighted@2009 by monkey-girl. All right reserved.

Back to TOP