Showing posts with label ประสบการณ์. Show all posts
Showing posts with label ประสบการณ์. Show all posts

Sunday, June 23, 2013

ประสบการณ์การดำเนินการ CR-1 ตอนที่ 3: การดำเนินการขั้น NVC

มาต่อกันตอนที่ 3 เลยนะคะ เขียนกันแบบมาราธอนไปเลย ตอนนี้เรามาว่ากันเรื่องของขั้น NVC กันค่ะ

หลังจากรอกันมาอย่างยาวนานในขั้น USCIS แล้ว หลายคนคงยิ้มออกเมื่อได้ NOA2 ซึ่งมันหมายถึงว่าเคสกำลังจะถูกส่งไป NVC แล้ว พอมาถึงขั้น NVC แล้ว เคสเราจะเดินหน้าไปเร็วมาก ซึ่งถ้าใครตั้งตัวไม่ติดเตรียมเอกสารหรือดำเนินการไม่ทันก็อาจทำให้ใช้เวลามากเกินกว่าที่ควรจะเป็นได้ ในเคสเราใช้เวลานับแต่ได้รับแจ้ง case number ไปจนถึง ได้รับวันสัมภาษณ์แค่เดือนเดียวเองค่ะ

เอา timeline มาแปะให้ดูอีกทีนะคะ ซึ่งตัดมาจากตอนแรกที่ได้เขียนไว้ โดยที่บรรทัดที่อยู่ภายในเส้นประ คือ ขั้นตอนนับจากที่ได้แจ้ง case number จนถึงวันที่ได้รับแจ้งวันสัมภาษณ์ค่ะ ซึ่งก็คือวันที่ 11 June 2012 - 11 July 2012
หมายเหตุ: สีแดง คือ ขั้น USCIS สีฟ้า คือ ขั้น NVC และสีเขียว คือ ขั้น US Embassy in Bangkok

2012 Jan 05      ส่ง I-130 Package ไปยัง USCIS
2012 Jan 06      I-130 ไปถึง USCIS (เช็คจาก mail tracking number)
2012 Jan 08      Receipt Notice (NOA1) issued โดย USCIS 
2012 Jan 14      ได้รับจดหมายแจ้ง NOA1 (ส่งมายังบ้านของสามีที่เมกา)
2012 May 09    Approval Notice (NOA2) issued โดย USCIS 
2012 May 12    ได้รับจดหมายแจ้ง NOA2 (ส่งมายังบ้านของสามีที่เมกา) 
2012 May 21    เราดำเนินการขอใบรับรองความประพฤติที่กองทะเบียนประวัติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
2012 Jun 06     ไปรับใบรับรองความประพฤติที่กองทะเบียนประวัติ 
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
2012 Jun 11     ได้รับแจ้ง Case Number และแจ้งให้จ่าย Affidavit of Support (AOS) fee bill received จาก NVC ทางอีเมล์
2012 Jun 12     สามีจ่าย AOS fee bill และเราส่ง DS-3032 ไปยัง NVC ทางอีเมล์
2012 Jun 13     AOS fee bill status ขึ้นว่าจ่ายแล้ว (NVC ได้รับ fee นี้เรียบร้อยแล้ว)
2012 Jun 20     ได้รับ DS-3032 receipt notice จาก NVC ทางอีเมล์ 
2012 Jun 21     IV fee bill ขึ้นในระบบให้จ่ายได้แล้วและสามีดำเนินการจ่าย
2012 Jun 26     เราส่ง IV Package (DS-230 Package) ไปถึง NVC จากประเทศไทย ใช้บริการส่งด่วนโดย DHL 3 วันถึง 
2012 Jun 28     สามีส่ง AOS Package (I-864 Package) ไปยัง NVC จาก CA และ IV package ของเราไปถึง NVC
2012 Jun 29     AOS Package ของสามีไปถึง NVC 
2012 Jul 05      เราไปตรวจสุขภาพที่บำรุงราษฎร์
2012 Jul 09      ได้รับอีเมล์แจ้ง “Checklist: AOS missing” บอกว่า NVC ได้รับ IV package แล้ว แต่ยังไม่ได้รับ AOS package
2012 Jul 11      ได้รับอีเมล์แจ้ง P4 (interview date) และเคสเราถูกส่งจาก NVC ไปยังสถานทูตอเมริกาที่กรุงเทพฯ
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
2012 Jul 20      เราเดินทางไปเยี่ยมสามีที่อเมริกาด้วยวีซ่าท่องเที่ยว
2012 Aug 14    เราเดินทางกลับจากเยี่ยมสามีที่อเมริกา
2012 Aug 16    วันสัมภาษณ์วีซ่า CR-1 ที่สถานทูตอเมริกาในกรุงเทพฯ
2012 Aug 17    CR1 visa issued และ วีซ่าท่องเที่ยวในพาสปอร์ตเก่าถูกประทับตรายกเลิก
2012 Aug 18    ได้รับพาสปอร์ตพร้อมวีซ่า CR-1 และเอกสารซองน้ำตาลทางไปรษณีย์

ที่นี้เรามาดูว่าเมื่อได้รับ case number แล้วต้องทำอะไรบ้าง จะได้เตรียมตัวไว้ก่อน

เชื่อว่าแต่ละเคสอาจไม่เหมือนกันเป๊ะๆ แต่เคสเราได้อีเมล์แจ้ง NOA2 ต้นเดือน พ.ค. ถ้าจำไม่ผิดตอนนั้นแฟนไปสัมมนาอยู่แคนาดา กลับบ้านถึงได้เจอ NOA2 มานอนรออยู่แล้ว ก็จัดการ scan ส่งอีเมล์มาให้เรา เพื่อไปดำเนินการขอใบรับรองความประพฤติที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ทีนี้ระหว่างนี้ควรทำอะไรบ้าง บอกได้เลยว่าให้เตรียมไปขอใบรับรองความประพฤติมาไว้ในครอบครองก่อนเลย เพราะใช้เวลาในการทำประมาณ 3 อาทิตย์

1. การขอใบรับรองความประพฤติ
การขอใบรับรองความประพฤตินี้เราเคยเขียนแชร์ประสบการณ์ไว้ที่ usvisa4thai.com แต่ปัจจุบันเว็บเจ๊งๆ เปิดอ่านไม่ได้แล้ว ขอเขียนที่นี่คร่าวๆ ละกัน เพราะจำไม่ค่อยได้แล้ว

ติดต่อได้ที่ ศูนย์บริการออกหนังสือรับรองความประพฤติ ดูรายละเอียดได้ที่ http://pcscenter.sb.police.go.th
เอกสารที่ใช้ (สามารถขอได้เลยโดยไม่ต้องรอ case number จาก NVC นะคะ)
- สำเนา NOA2 (NOA1 ก็ใช้ได้ค่ะ)
- สำเนาทะเบียนสมรส
- สำเนาพาสปอร์ตสามี
- สำเนาทะเบียนบ้าน
- พาสปอร์ตเรา
- ใบเปลี่ยนนามสกุล

การเดินทาง เราไปจากที่ทำงานแถวแจ้งวัฒนะก็เดินทางไปต่อ BTS ที่หมอชิต ลงสถานีสยาม (จริงๆ เดินทางง่ายมาก เพราะเราไปตึก 33 ที่อยู่ข้างๆ ตึก 24 ที่ออกทะเบียนประวัติบ่อยๆ) แล้วเดินเข้าไปใน สตช. มุ่งหน้าไปตึก 24 ไปถึงก็ติดต่อโต๊ะด้านหน้าเลยค่ะ เค้าจะมีคุณตำรวจคอยซักถามเราว่า ต้องการทำอะไรแล้วก็จะขอดูเอกสารที่เราเตรียมไปว่าครบถ้วนถูกต้องหรือไม่ และให้แบบฟอร์มเรามาเขียน กรอกเสร็จก็จะไปพิมพ์ลายนิ้วมือ ถ่ายรูป เสร็จเรียบร้อยติดต่อ จนท. ที่โต๊ะและเค้าจะออกใบรับให้ค่ะ กรณีที่จะไปรับเองจะรู้วันเลยว่าจะได้วันไหน ของเราใช้เวลา 3 อาทิตย์ถึงได้

ทีนี้ขอเล่าที่จำได้นิดนึง ไว้เป็นข้อมูลสำหรับคนที่จะไปขอสำหรับ CR-1 คือ ในใบคำร้องขอใบรับรองความประพฤติที่เราต้องกรอก เค้าจะถามว่าเราจะเอาไปใช้ทำอะไร มีให้เลือก 3-4 อย่าง จำได้ว่ามี เพื่อไปศึกษาต่อ เพื่อย้านถิ่นที่อยู่ เพื่อไปสมรส และเพื่อทำงานในต่างประเทศ เราแต่งงานแล้วและจะใช้ย้ายไปเมกาด้วย CR-1 เลยติ๊กเลือกเพื่อย้ายถิ่นที่อยู่

ทีนี้พอพิมพ์ลายนิ้วมือและถ่ายรูปอะไรเสร็จสรรพ ก็ต้องมานั่งคุยกับ จนท. ที่เก็บเอกสารเราไปดำเนินการ เค้าอ่านแบบคำร้องเรา และดูเอกสารประกอบของเราที่แนบไป และถามว่าเรามี case number มาด้วยมั้ย เราบอกว่ายังไม่ได้ case number เลยค่ะ คุณ จนท. ตำรวจ ก็บอกว่า งั้นแก้เป็นเอาไปเพื่อสมรสละกัน เราก็บอกว่าแต่เราสมรสแล้วนะ คุณตำรวจก็ตอบว่า ไม่เป็นไร มันเป็นเรื่องทางธุรการเฉยๆ ในส่วนนั้น ใบรับรองความประพฤติที่จะออกมาไม่ว่าจะขอไปเพื่ออะไรข้อความทุกอย่างจะเหมือนกันหมด ว่าเรามีประวัติหรือไม่ เราจะเอาไปทำอะไรก็ได้ ที่ต่างกันก็แค่เอกสารประกอบการขอ เช่น ถ้าจะขอไปทำงานก็ต้องแนบเอกสารเกี่ยวกับการทำงานไปพร้อมกับคำร้องขอใบรับรองความประพฤติ เป็นต้น คุณตำรวจบริการดีและใจดีมากๆ เลยค่ะ ตอนนั้นเราไม่เสียตังค์สักบาท แต่ถ้าดูจากเว็บไซต์ที่ให้ไว้ข้างบน ปัจจุบันนี้มีค่าธรรมเนียมแล้วนะคะ 100 บาทเองค่ะ

การรับใบรับรองความประพฤติด้วยตัวเอง ควรโทรไปถามก่อนค่ะ เพื่อคอนเฟิร์มว่าเอกสารเราพร้อมแล้ว จะได้ไม่เดินทางเสียเที่ยว เบอร์โทรจะอยู่ในใบรับค่ะ

จบเรื่องขอใบรับรองความประพฤตินะคะ มาต่อกันในส่วนของ timeline ในกรอบเส้นประกันบ้าง

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
2012 Jun 11     ได้รับแจ้ง Case Number และแจ้งให้จ่าย Affidavit of Support (AOS) fee bill received จาก NVC ทางอีเมล์ พร้อมแบบฟอร์ม DS-3032
2012 Jun 12     สามีจ่าย AOS fee bill และเราส่ง DS-3032 ไปยัง NVC ทางอีเมล์
2012 Jun 13     AOS fee bill status ขึ้นว่าจ่ายแล้ว (NVC ได้รับ fee นี้เรียบร้อยแล้ว)
2012 Jun 20     ได้รับ DS-3032 receipt notice จาก NVC ทางอีเมล์ 
2012 Jun 21     IV fee bill ขึ้นในระบบให้จ่ายได้แล้วและสามีดำเนินการจ่าย
2012 Jun 26     เราส่ง IV Package (DS-230 Package) ไปถึง NVC จากประเทศไทย ใช้บริการส่งด่วนโดย DHL 3 วันถึง 
2012 Jun 28     สามีส่ง AOS Package (I-864 Package) ไปยัง NVC จาก CA และ IV package ของเราไปถึง NVC
2012 Jun 29     AOS Package ของสามีไปถึง NVC 
2012 Jul 05      เราไปตรวจสุขภาพที่บำรุงราษฎร์
2012 Jul 09      ได้รับอีเมล์แจ้ง “Checklist: AOS missing” บอกว่า NVC ได้รับ IV package แล้ว แต่ยังไม่ได้รับ AOS package
2012 Jul 11      ได้รับอีเมล์แจ้ง P4 (interview date) และเคสเราถูกส่งจาก NVC ไปยังสถานทูตอเมริกาที่กรุงเทพฯ
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

2. การชำระ fee และส่งเอกสารชุด AOS และการส่ง DS-3032
ในขั้นนี้ เรากับสามีได้รับอีเมล์จาก NVC กันคนละ 1 ฉบับค่ะ เนื้อหาเหมือนกันทุกอย่าง แต่ชื่อผู้รับในเอกสารที่แนบมาไม่เหมือนกัน  และจุดมุ่งหมายต่อผู้รับแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ดังนี้ค่ะ
          - ฉบับที่แฟนได้รับ ชื่อผู้รับคือแฟนเรา ประกอบด้วยรายละเอียดการจ่าย AOS fee bill แต่มีสำเนา DS-3032 แนบไปด้วย จุดมุ่งหมายคือให้แฟนจ่าย AOS fee bill และส่งเอกสารชุด AOS ค่ะ
          - ฉบับที่เราได้รับ ชื่อผู้รับคือเรา ประกอบด้วยรายละเอียดการจ่าย AOS fee bill เหมือนกัน มีแบบฟอร์ม DS-3032 แนบมาเหมือนกัน จุดมุ่งหมายคือให้เราส่ง DS-3032 ค่ะ

เมื่อมาถึงขั้นตอนนี้แล้ว สิ่งที่เราต้องดำเนินการต่อไปแบ่งได้เป็น 2 อย่าง ตามนี้
1. สามีดำเนินการ
      1.1 log in เข้าไปจ่าย AOS fee bill ในระบบจ่ายออนไลน์ และ
      1.2 จัดส่งเอกสารชุด AOS หรือ Affidavit of Support
2. ตัวเราดำเนินการ ส่ง DS-3032 ไปให้ NVC ทางอีเมล์

อธิบาย
1. สามีดำเนินการ
      1.1 การจ่าย AOS fee bill
log in เข้าระบบจ่ายออนไลน์ที่ https://ceac.state.gov/CTRAC/Invoice/signon.aspx ซึ่งในการ log in นี้สิ่งที่ต้องใช้ คือ case number และ IIN (Invoice ID Number) โดยสามารถหาเลขทั้งสองนี้ได้ในอีเมล์ที่ได้จาก NVC นั่นเอง

หน้าตาของระบบ log in ตามภาพ


ส่วนที่ต้องกรอกจะมี 3 ช่อง คือ I am the เพื่อบอกว่าเราเกี่ยวข้องกับเคสนี้อย่างไร มีให้เลือก 4 อย่าง คือ Principal Applicant, Attorney, Petitioner และ Third-party Agent ซึ่งหากเรา log in เองก็ให้เลือก Principal Applicant หากสามีเป็นคน log in ให้เลือก Petitioner กรณีจ้างทนายและทนายเป็นผู้ log in ก็เลือก Attorney ส่วนบรรทัดที่ 2 ให้ใส่ Case Number และบรรทัดสุดท้ายใส่ IIN จากนั้นคลิก Sign in

เมื่อ log in ได้แล้ว จะเห็นหน้าตาประมาณนี้

ซึ่งจากภาพจะเห็นว่ามีรายการขึ้นอยู่ 2 รายการที่ต้องจ่าย คือ AOS fee และ IV fee ในขั้นตอนนี้จะมีเพียง AOS fee เท่านั้นที่สามารถคลิกไปทำการจ่ายเงินได้ ปัจจุบันอยู่ที่ $88

เมื่อดำเนินการจ่ายเรียบร้อยแล้ว ให้สามีทำการกดปุ่ม Print Document Cover Sheet เพื่อทำการ print barcode sheet ออกมา ซึ่งในการส่งเอกสารชุด AOS จะต้องใช้ใบนี้ปะหน้าเอกสาร NVC จะนำเอกสารเราเข้าระบบโดย scan จาก barcode บนกระดาษแผ่นนี้ หากไม่แนบกระดาษแผ่นนี้ไปอาจทำให้เคสล่าช้าได้ เนื่องจากอาจต้องใช้เวลาในการตรวจสอบมากกว่าปกติ

      1.2 ส่งเอกสารชุด AOS
เอกสารที่สามีเราส่งไปกับชุด AOS มีดังนี้
               1) Barcode sheet ที่ print ออกมาจากระบบจ่ายเงินออนไลน์
               2) แบบฟอร์ม I-864EZ (I-864  มีหลายแบบ เลือกใช้ตามกรณี สามารถอ่านรายละเอียด I-864 แบบต่างๆ ได้ที่ http://travel.state.gov/visa/immigrants/info/info_3197.html)
               3) tax return, W2 ปีล่าสุดปีเดียว
               4) หนังสือรับรองการทำงานจากบริษัทที่สามีทำอยู่
               5) จดหมายปะหน้าที่เราทำขึ้นเอง เพื่อบอกโดยสรุปว่าเราเคสอะไรและส่งอะไรมากับ package นี้บ้าง จะทำหรือไม่ทำก็ได้ แต่ทำเพื่อความเรียบร้อยและง่ายต่อ จนท. ในการตรวจสอบด้วยความรวดเร็ว ตัวเองจดหมายปะหน้า ตามนี้


2. ตัวเราดำเนินการ ส่ง DS-3032 ทางอีเมล์
การส่ง DS-3032
ที่เจาะจงว่าทางอีเมล์เพราะเคสเราใช้การส่งทางอีเมล์ค่ะ โดยจริงๆ แล้วการส่ง DS-3032 สามารถทำได้ 2 ช่องทาง ซึ่งอาจเลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือจะทำทั้งสองทางควบคู่กันก็ได้ ได้แก่
          1) การส่ง DS-3032 ทางไปรษณีย์ สามารถทำได้ 2 อย่าง คือ print แบบฟอร์มจากอีเมล์ที่ได้จาก NVC ออกมากรอกและส่งไปทางไปรษณีย์ และใช้แบบฟอร์มที่ NVC ส่งมาให้ที่บ้านเราที่ไทยทางไปรษณีย์ ซึ่งอาจใช้เวลานานมากกว่าจะมาถึง อย่างของเคสเรามันมาถึงเอาปลายเดือน ก.ค. ซึ่งเราได้วันสัมภาษณ์แล้วเรียบร้อย เพราะเราส่ง DS-3032 ไปก่อนแล้วทางอีเมล์ หากรอแบบฟอร์มนี้ทางไปรษณีย์ คงจะได้วันสัมภาษณ์ปลายปีเป็นแน่
          2) การส่ง DS-3032 ทางอีเมล์ ทำได้ง่ายมาก ไม่จำเป็นต้องใช้แบบฟอร์มอะไรทั้งสิ้น เพียงแค่พิมพ์เป็นข้อความส่งไปถึง NVC ทางอีเมล์ที่ nvcinquiry@state.gov โดยใช้ subject ว่า "DS-3032, หมายเลข Case Number, ชื่อเราคู่สมรสชาวไทย" ส่วนเนื้อหาในอีเมล์ก็ copy ข้อความด้านล่างนี้ไปปรับเปลี่ยนเอาได้เลย



3. การจ่าย IV fee bill และการส่ง IV package (หรือที่เราชอบเรียกกันว่า pack 3)
หลังจากส่ง DS-3032 แล้วให้ลอง log in เข้าไปที่ระบบจ่ายเงินออนไลน์บ่อยๆ ดูค่ะว่าระบบปลดล๊อกให้เราเข้าไปคลิกจ่าย IV fee ได้หรือยัง

ของเคสเรา หลังจากอีเมล์ DS-3032 ไป NVC ได้ 9 วัน เราก็ได้รับอีเมล์แจ้งว่า NVC ได้รับและดำเนินการ DS-3032 ของเราแล้ว จากนั้นวันรุ่งขึ้นพอเรา log in เข้าระบบจ่ายเงินออนไลน์ IV fee ก็สามารถคลิกเข้าไปจ่ายได้แล้วค่ะ ถ้าจำหน้าตาระบบ log in ไม่ได้ เลื่อนขึ้นไปดูด้านบนนะคะ

การส่งเอกสารชุด IV package หรือ Pack 3
เมื่อทำการจ่าย IV fee แล้วก็ให้ทำการกด Print Document Cover Sheet ออกมาเหมือนที่ทำให้ขั้น AOS ค่ะ แต่คราวนี้คนที่ต้อง print ออกมาเป็นคุณเองที่เป็นคู่สมรสชาวไทยค่ะ

เอกสารชุด IV package ที่เราส่งไปมี ดังนี้
               1) barcode sheet ที่ print จากระบบจ่ายเงินออนไลน์
               2) แบบฟอร์ม DS-230 Part I กรอกและเซ็นต์ชื่อให้เรียบร้อย
               3) แบบฟอร์ม DS-230 Part II กรอก แต่ไม่ต้องเซ็นต์ชื่อ เนื่องจากต้องเซ็นต์ต่อหน้าท่านกงสุลในวันสัมภาษณ์
               4) รูปถ่าย 2x2 นิ้ว 2 ใบ
               5) สำเนาพาสปอร์ตหน้าที่มีรูปเรา
               6) ใบเกิดตัวจริงและสำเนา (ไม่ต้องแปล)*
               7) ทะเบียนสมรสตัวจริงและสำเนา (ไม่ต้องแปล)*
               8) ใบรับรองความประพฤติตัวจริงและสำเนา (ไม่ต้องแปล)*
               9) ใบเปลี่ยนชื่อบิดา, มารดาตัวจริงและสำเนา หากมี (ไม่ต้องแปล)*
               10) จดหมายปะหน้าที่เราทำขึ้นเอง เพื่อบอกโดยสรุปว่าเราเคสอะไรและส่งอะไรมากับ package นี้บ้าง จะทำหรือไม่ทำก็ได้ แต่ทำเพื่อความเรียบร้อยและง่ายต่อ จนท. ในการตรวจสอบด้วยความรวดเร็ว ตัวเองจดหมายปะหน้า ตามนี้

* กรณีสัมภาษณ์ในประเทศไทย หากเอกสารที่ใช้เป็นภาษาไทย หรือเป็นภาษาอังกฤษอยู่แล้ว (เช่น จดทะเบียนสมรสนอกประเทศไทยโดยทะเบียนสมรสที่ได้เป็นภาษาอังกฤษ เป็นต้น) ไม่ต้องทำการแปลเอกสารเป็นภาษาอังกฤษ

เมื่อเตรียมเอกสารครบเรียบร้อยและสามารถ print barcode sheet จากระบบจ่ายเงินออนไลน์ได้แล้ว เราสามารถที่จะส่งเอกสารชุด IV นี้ไปยัง NVC ได้ทันที เคสเราใช้ DHL ในการส่ง ทำการส่งด่วน การันตี 3 วันถึง

หากดูจาก timeline ที่เราโพสต์ไว้ด้านบนจะเห็นว่า เอกสารเราไปถึงก่อน AOS ของแฟน 1 วัน ซึ่งหลังจากที่เราส่งเอกสารที่ไทยได้ 13 วัน เราก็ได้อีเมล์ checklist จาก NVC ว่า NVC ได้รับเอกสารชุด IV ของเราแล้ว แต่ยังขาด AOS ของแฟน ซึ่งส่วนนี้แฟนเราได้รีบโทรไปถาม NVC เนื่องจากได้ส่งเอกสารไปครบหมดแล้ว ก็ได้ความว่า NVC อาจใช้เวลาถึง 10 วันในการแกะเอกสารที่ส่งถึง NVC เนื่องจากแต่ละวัน NVC ได้รับเอกสารเป็นจำนวนมาก ทำให้มีเอกสารที่เข้าคิวรอแกะซองเยอะ เรากะแฟนก็รอโดยไม่ได้ทำอะไร จากนั้น 2 วันก็ได้อีเมล์แจ้งวันสัมภาษณ์ค่ะ

ในส่วนของขั้นตอนนี้ของเราก็มีเท่านี้ ขอให้เพื่อนๆ ที่กำลังดำเนินการอยู่โชคดี และเคสเดินหน้าไวไวนะคะ ส่วนเอนทรีหน้าเราจะเขียนตอนที่ 4 ต่อ เป็นเรื่องของการเตรียมตัวสัมภาษณ์ค่ะ

ปล. พวก template หนังสือปะหน้าหรืออีเมล์ส่ง DS-3032 ที่เราแชร์ไว้ใน entry นี้ เราใช้วิธี capture จากไฟล์ word มาแปะ เพราะจะได้ไม่ต้องยุ่งยากกับการจัดรูปแบบบรรทัด ย่อหน้าต่างๆ ถ้าใครอยากได้ไปใช้แต่ขี้เกียจพิมพ์เองติดต่อมาได้นะคะ  comment ใต้ entry (ทิ้งอีเมล์ไว้ด้วยนะคะ) หรือคลิกที่ Contact ที่ Menu Bar หรือจะติดต่อมาทาง facebook ก็ได้ค่ะ

ประสบการณ์การดำเนินการ CR-1 ตอนที่ 2: การตรวจสอบ case status ในขั้น USCIS

ที่จริงไม่อยากจะเรียกว่าตอนที่ 2 เท่าไหร่เลย เพราะมันเหมือนเป็นตอนย่อยของตอนที่ 1 แต่เอาเหอะ ไม่อยากทำเป็นตอนย่อยอย่าง 1.1 ไรงี้ เพราะมันดูตลกๆ อะ เนื่องจากมีย่อยแค่ตอนเดียว เลยขอขึ้นเป็นตอน 2 ละกันนะคะ

ตอนนี้ก็ไม่มีอะไรมาก สั้นๆ ง่ายๆ

หลายๆ คนพอยื่น I-130 ไปแล้วก็ร้อนรยกระวนกระวายอยากรู้ว่าเคสเราไปถึงไหน เราเองก็คนหนึ่งล่ะ ไม่อยากจะบอกเลยว่าขั้น USCIS นี้แหละเป็นขั้นที่ยาวนานที่สุด เห็นเดี๋ยวนี้รอกันถึง 8 เดือน 13 เดือนยังมี นานฝุดๆ ของเรารอ 5 เดือนยังว่านานโพดๆ แล้ว มาเจอเพื่อนๆ ที่ยื่นปีนี้แล้วหน่ายแทนไปเลย

โอเค มาเข้าเรื่องกันดีกว่า จริงๆ เราแปะลิงค์ไว้ให้แล้วในตอน้ทายของ entry ที่แล้วว่าจะไปเช็คได้ที่ไหน แต่คราวนี้ขออธิบายละเอียดขึ้นมาอีกนิด

สิ่งที่ต้องมีในการเช็ค case status ในขั้น USCIS นี้ คือ
- receipt number ที่ได้จาก NOA1 ขึ้นต้นด้วย WAC ตามหลังด้วยเลข 10 หลัก

วิธีการเช็คเข้าได้ 2 ที่ คือ
1. http://www.uscis.gov/ ซึ่งเป็นหน้าแรกของเว็บไซต์ USCIS ที่มุมบนซ้ายมือจะมีกรอบเล็กๆ ให้เรากรอกเลข WACxxxxxxxxxx ของเราเพื่อเช็ค case status ได้

2. https://egov.uscis.gov/cris/Dashboard/CaseStatus.do เป็นหน้า check case status โดยตรง ซึ่งถ้าใช้วิธีแรกมันก็จะวิ่งมายังหน้าเว็บนี้ล่ะจ้า ซึ่งที่นี่จะมีคำอธิบายของแต่ละขั้นตอนให้ คลิกเลือกแต่ละขั้นเพื่อนอ่านรายละเอียดได้เลยค่ะ



ประสบการณ์การดำเนินการ CR-1 ตอนที่ 1: ภาพรวม timeline และการเริ่มยื่น CR-1 ขั้น USCIS

เนื่องจากเดือนนี้ของปีที่แล้วเป็นช่วงที่เราอยู่ในขั้นตอนที่ได้รับ case number จาก NVC และดำเนินการจ่าย fee ของ AOS และ IV package และดำเนินการเตรียมเอกสารและส่ง IV package เลยจะขอถือโอกาสนี้เขียนแชร์ประสบการณ์การดำเนินการ CR-1 ของเรานับตั้งแต่เริ่มยื่นจนจบได้วีซ่ามาครอบครองนะคะ แต่เนื่องจากอาจจะเป็นเอนทรีที่ยามมาก เลยจะขอเขียนแยกเป็นตอนๆ ละกัน

ขอเริ่มด้วยการโพสต์ Timeline ก่อนละกันนะคะ
เคสเราใช้เวลารับแต่เริ่มยื่นจนถึงวันได้วีซ่าประมาณ 7 เดือนครึ่งค่ะ
หมายเหตุ: สีแดง คือ ขั้น USCIS สีฟ้า คือ ขั้น NVC และสีเขียว คือ ขั้น US Embassy in Bangkok

2012 Jan 05      ส่ง I-130 Package ไปยัง USCIS
2012 Jan 06      I-130 ไปถึง USCIS (เช็คจาก mail tracking number)
2012 Jan 08      Receipt Notice (NOA1) issued โดย USCIS 
2012 Jan 14      ได้รับจดหมายแจ้ง NOA1 (ส่งมายังบ้านของสามีที่เมกา)
2012 May 09    Approval Notice (NOA2) issued โดย USCIS 
2012 May 12    ได้รับจดหมายแจ้ง NOA2 (ส่งมายังบ้านของสามีที่เมกา) 
2012 May 21    เราดำเนินการขอใบรับรองความประพฤติที่กองทะเบียนประวัติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
2012 Jun 06     ไปรับใบรับรองความประพฤติที่กองทะเบียนประวัติ 
2012 Jun 11     ได้รับแจ้ง Case Number และแจ้งให้จ่าย Affidavit of Support (AOS) fee bill received จาก NVC ทางอีเมล์
2012 Jun 12     สามีจ่าย AOS fee bill และเราส่ง DS-3032 ไปยัง NVC ทางอีเมล์
2012 Jun 13     AOS fee bill status ขึ้นว่าจ่ายแล้ว (NVC ได้รับ fee นี้เรียบร้อยแล้ว)
2012 Jun 20     ได้รับ DS-3032 receipt notice จาก NVC ทางอีเมล์ 
2012 Jun 21     IV fee bill ขึ้นในระบบให้จ่ายได้แล้วและสามีดำเนินการจ่าย
2012 Jun 26     เราส่ง IV Package (DS-230 Package) ไปถึง NVC จากประเทศไทย ใช้บริการส่งด่วนโดย DHL 3 วันถึง 
2012 Jun 28     สามีส่ง AOS Package (I-864 Package) ไปยัง NVC จาก CA และ IV package ของเราไปถึง NVC
2012 Jun 29     AOS Package ของสามีไปถึง NVC 
2012 Jul 05      เราไปตรวจสุขภาพที่บำรุงราษฎร์
2012 Jul 09      ได้รับอีเมล์แจ้ง “Checklist: AOS missing” บอกว่า NVC ได้รับ IV package แล้ว แต่ยังไม่ได้รับ AOS package
2012 Jul 11      ได้รับอีเมล์แจ้ง P4 (interview date) และเคสเราถูกส่งจาก NVC ไปยังสถานทูตอเมริกาที่กรุงเทพฯ
2012 Jul 20      เราเดินทางไปเยี่ยมสามีที่อเมริกาด้วยวีซ่าท่องเที่ยว
2012 Aug 14    เราเดินทางกลับจากเยี่ยมสามีที่อเมริกา
2012 Aug 16    วันสัมภาษณ์วีซ่า CR-1 ที่สถานทูตอเมริกาในกรุงเทพฯ
2012 Aug 17    CR1 visa issued และ วีซ่าท่องเที่ยวในพาสปอร์ตเก่าถูกประทับตรายกเลิก
2012 Aug 18    ได้รับพาสปอร์ตพร้อมวีซ่า CR-1 และเอกสารซองน้ำตาลทางไปรษณีย์

เราได้สมัครเป็นสมาชิกเว็บไซต์ visajourney.com ไว้ด้วย ซึ่งเค้ามีเครื่องมือให้สร้าง timeline ได้เพียงแค่กรอกวันที่ต่างๆ ลงไป หน้าตา timeline ที่ visajourney เป็นแบบนี้ค่ะ


โดยการเริ่มยื่น CR-1 นั้นมีเงื่อนไข คือ ต้องจดทะเบียนสมรสกับชาวอเมริกันไม่เกิน 2 ปีนับจากวันที่เริ่มยื่นขอ CR-1 เพราะฉะนั้น เพียงแค่จดทะเบียนสมรสเรียบร้อย มีใบทะเบียนสมรสไว้ในครอบครองแล้วก็สามารถยื่นขอ CR-1 ได้เลยค่ะ

เราแต่งงานเดือน ต.ค. 2011 ช่วงนั้นเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่พอดีค่ะ พอแต่งเสร็จเราเลยเดินทางไปๆ มาๆ เมกาอยู่ 2 รอบ เพราะที่ทำงานปิดเนื่องจากน้ำท่วมเป็นเดือน ประกอบกับเราได้ยื่นขอลาไปต่างประเทศไว้ก่อนหน้านั้นด้วยแล้วเพื่อจะไปฉลองคริสมาสต์กับปีใหม่กับแฟนที่เมกา

เพราะฉะนั้นตอนที่เรากับแฟนเริ่มยื่น CR-1 เป็นช่วงที่เราอยู่อเมริกาพอดีค่ะ เราใช้วิธีส่งเอกสารที่ต้องใช้ส่งไปพร้อม I-130 ไปที่อยู่แฟนทางไปรษณีย์ เผื่อโดนค้นกระเป๋าตอนเข้าเมกาจะได้ไม่สงสัยว่าเราจะเข้าไปอยู่เลยแล้วปรับสถานะหรืออะไรทำนองนั้น เพราะตอนนั้นเราเดินทางเข้าเมกาด้วยวีซ่าท่องเที่ยวในชื่อสกุลก่อนแต่งงาน

เอกสารที่ต้องส่งในขั้น USCIS นี้ หลักๆ ก็มีแบบฟอร์ม 2 อัน คือ
- I-130
- G-325A

โดย I-130 นี้ใช้ 1 ชุดต่อหนึ่งเคส ส่วน G-325A ใช้ 2 ชุด คือสามีกรอกชุดนึง และเรากรอกชุดนึงของใครของมัน รายละเอียดเกี่ยวกับแบบฟอร์ม ดาวน์โหลดแบบฟอร์มและ fee สำหรับขั้นตอนนี้สามารถไปดูได้ ที่นี่ 

เอกสารที่ใช้ส่งพร้อม I-130 นี้ให้ยึดตาม instructions ของ I-130 เป็นหลัก ให้ส่งให้ครบตามที่ instructions บอก ห้ามขาดเพราะจะถูกเรียกเอกสารเพิ่มทำให้เสียเวลาออกไปอีก และถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องส่งอะไรเกิน เพราะอาจเป็นประเด็นให้ จนท พิจารณามากขึ้น และอาจทำให้เสียเวลาได้เช่นกัน

ส่วนของเราตอนนั้น เอกสารที่เราส่งไปทั้งหมดแยกออกได้เป็น 3 ส่วน คือ
1. เอกสารของแฟนชาวอเมริกัน
          - G-325A กรอกและเซ็นต์เรียบร้อย
          - birth certificate
          - divorce decree
          - รูปถ่าย 2x2 นิ้ว 1 ใบ
2. เอกสารของเราชาวไทย
          - G-325A กรอกและเซ็นต์เรียบร้อย
          - รูปถ่าย 2x2 นิ้ว 1 ใบ
3. เอกสารร่วม
          - I-130 กรอกและเซ็นต์เรียบร้อย
          - เช็คสั่งจ่ายค่าธรรมเนียม I-130 (ดูรายละเอียดการจ่ายและจำนวนเงินใน instructions ของ I-130)
          - สำเนาใบสำคัญการสมรส (ใบกรอบดอกไม้)
          - ใบแปลใบสำคัญการสมรสเป็นภาษาอังกฤษ แปลและรับรองโดยเราเอง ตัวจริง
          - สำเนาหนังสือสัญญาเช่าอพาร์ทเม้นต์และตึกที่อยู่ร่วมกันที่ไทย (ส่วนนี้อยู่ในส่วนของเอกสารแสดงความสัมพันธ์ ซึ่งมีระบุใน instructions ของ I-130)

รวมรวมเอกสารเสร็จเรียบร้อยเราก็ส่งไป USCIS ตามที่อยู่ที่ระบุใน instructions ของ I-130

หลังจากเราส่ง I-130 ได้ 9 วันก็ได้รับ NOA 1 ซึ่งเป็นจดหมายที่ส่งมายังที่อยู่แฟนค่ะ ซึ่งจะมีเลข receipt number ที่ขึ้นต้นด้วย WACxxxxxxxxxx โดยเราสามารถนำเลขนี้ไปเช็ค case status ในขั้นของ USCIS ได้ที่ https://egov.uscis.gov/cris/Dashboard/CaseStatus.do ค่ะ

ตอนหน้ามาต่อที่ขั้น NVC กันนะคะ

Wednesday, February 13, 2013

เดินทางไปเมกาด้วยวีซ่าท่องเที่ยวระหว่างการยื่นขอ CR-1


นึกขึ้นได้ค่ะว่าอยากเขียนเรื่องนี้มานานหลายเดือนแล้ว สำหรับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่มีวีซ่าท่องเที่ยวอยู่แล้วและอยากมาเยี่ยมแฟนระหว่างรอวีซ่าแต่งงานหรือวีซ่าถาวรเสร็จ (K1, CR-1, IR-1) ตั้งกะเดินทางมาหาแฟนที่เมกาครั้งสุดท้ายด้วยวีซ่าท่องเที่ยว ซึ่งเป็นการเดินทางมาเมกาเป็นครั้งที่ 4 และเป็นครั้งแรกที่เดินทางด้วยพาสปอร์ต 2 เล่ม โดยวีซ่าท่องเที่ยวอยู่ในพาสปอร์ตเล่มเก่า (เป็นนามสกุลก่อนแต่งงาน) ถือคู่กับพาสปอร์ตเล่มใหม่ซึ่งเปลี่ยนนามสกุลเป็นนามสกุลสามีชาวเมกัน

ทุกครั้งเป็นการเดินทางคนเดียวนะคะ ปกติเราจะตื่นเต้นและกลัวหลงกลัวป้ำเป๋อตลอด เลยมักจะเช็คข้อมูลทุกอย่างก่อนเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นแผนที่ terminal ของสนามบินที่เราจะต้องไปต่อเครื่อง หรือถามแฟนให้ชัวร์ว่าไปถึงแล้วต้องเดินไปทางไหนยังไง แต่คราวนี้เราเฉยๆ มาก เนื่องจากว่าเรากำลังอยู่ระหว่างยื่นขอ CR-1 ค่ะ และตอนนั้นกะลังจะถึงขั้นที่ได้วันสัมภาษณ์แล้ว เราเลยเฉยๆ ไม่ค่อยได้อยากไปเท่าไหร่ แต่เราเคยบอกแฟนไว้ตอนที่เค้ามาหาเราที่ไทยเมื่อ 2-3 เดือนก่อนว่าเราจะไปหาเค้าช่วงนี้ เค้าเลยเซ้าซี้ถามมากว่าจะมาวันไหน เราก็เลยโอเค ไปก็ไปวะ แต่แบบซังกะตายมาก ไม่ได้เช็คข้อมูลอะไรเลย ทั้งที่ควรจะเตรียมพร้อมเพราะเป็นครั้งแรกที่จะเข้าเมกาด้วยนามสกุลสามีเมกัน (ตม. เค้าจะรู้แล้วครั้งนี้ว่าเราแต่งงานกะชาวเมกัน)

ท้าวความนิดนึงถึงการเดินทางเข้าเมกาด้วยวีซ่าท่องเที่ยวแต่ละครั้งด้วยสถานะที่แตกต่างกัน
ครั้งแรก ยังไม่ได้แต่งงานแต่คบกะแฟนอยู่ พาสปอร์ตและวีซ่าเป็นนามสกุลก่อนแต่งงาน เดินทางเข้าเมกาโดยไม่ได้แสดงตัวต่อสถานทูต (ตอนขอวีซ่า) และ ตม. (ตอนเข้าเมกา) ว่ามีแฟนเป็นเมกัน
ครั้งที่ 2 และ 3 แต่งงานจดทะเบียนสมรสแล้ว แต่ยังไม่ได้เปลี่ยนพาสปอร์ตเป็นนามสกุลสามี เนื่องจากพยายามหลีกเลี่ยงการเข้าเมกาด้วยนามสกุลสามี ไม่อยากเปิดเผยตัวว่าเรามีอะไรที่เกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้งกะเมกา (ไม่อยากให้ ตม. ถามเยอะ และตั้งข้อสงสัยเยอะ ทั้งที่เราเข้าเมกาด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้คิดจะหนีวีซ่าแต่อย่างใด)
หมายเหตุ ครั้งที่ 2 เรากลับไทยไปแค่เดือนเดียวก็กลับเข้ามาเมกาอีกเป็นครั้งที่ 3 ตม. ก็ไม่ได้ถามอะไรมากมายเลย กระเป๋าก็ไม่โดนตรวจ
ครั้งที่ 4 (ครั้งที่จะเอามาเล่าในเอนทรีนี้) เดินทางด้วยพาสปอร์ต 2 เล่มซึ่งนามสกุลไม่ตรงกัน คือ พาสปอร์ตเดิมที่มีวีซ่าท่องเที่ยว B1/B2 สิบปีอยู่  (นามสกุลก่อนแต่งงาน) กับพาสปอร์ตใหม่นามสกุลสามี
เหตุที่ต้องทำพาสปอร์ตใหม่เพราะ พาสปอร์ตเก่าเราใกล้หมดอายุและต้องการใช้พาสปอร์ตนามสกุลสามีสำหรับวีซ่า CR-1 โดยในวันเดินทางครั้งที่ 4 นี้ เราได้รับแจ้งวันสัมภาษณ์ CR-1 แล้ว และเราจะเดินทางกลับไทยมาก่อนวันสัมภาษณ์ 2 วัน ซึ่งเรา print ใบแจ้งวันสัมภาษณ์พกติดตัวไปด้วย**

อย่างที่บอกไปตอนต้นว่าครั้งนี้ผิดจากครั้งก่อน ซึ่งเราควรจะหาข้อมูลว่า การเดินทางด้วยพาสปอร์ต 2 เล่มและวีซ่านามสกุลไม่ตรงกับพาสปอร์ตใหม่แบบนี้จะมีปัญหาอะไรหรือไม่ (ตอนไปทำ endorsement passport เค้าก็มีประกาศเตือนเรื่องนี้ว่าควรต้องเตรียมเอกสารอะไรติดไปด้วย แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจ) จนกระทั่ง...

- วันเดินทาง ขณะกะลังจะเข้าคอกเพื่อต่อแถวไปเคาน์เตอร์เช็คอิน (คงนึกออกกันนะคะ ที่เค้าจะใช้เชือกกะเสามากั้นๆ เป็นทางให้เราเดินเข้าไปที่เคาน์เตอร์อะค่ะ) จนท. ก็ขอดูเอกสารเรา เราก็ยื่นพาสปอร์ตกะ e-ticket ที่ print มาด้วยให้ดู จนท. ผู้ชาย (ไม่แก่ไม่เด็ก ไม่น่าจะใช่เด็กใหม่) ก็ดูพาสปอร์ตทั้งสองเล่มของเรา และหันไปคุยกับ จนท. อีกคนที่เป็นผู้หญิงและดูอาวุโส ว่าเราถือ 2 พาสปอร์ตแบบนี้แล้วนามสกุลไม่ตรงกัน จนท. ผู้หญิงเอาไปพลิกดูก็พูดว่า มี endorsement มาก็โอเคแล้ว ถ้าไม่มีก็ต้องมีเอกสารเปลี่ยนชื่อ/สกุลมา

- ตอนเช็คอินที่เคาน์เตอร์ (United Airlines) เรายื่นพาสปอร์ตให้ เค้าถามหาวีซ่าเราก็เลยเอาในเล่มเก่าให้ดู แล้วเค้าก็ไม่สนใจใยดีพาสปอร์ตใหม่เราเลย (คิดในใจ อ้าว แต่เราเดินทางและซื้อตั๋วด้วยนามสกุลใหม่นะ เริ่มวิตกเล็กๆ) แล้วก็ออก boarding pass ให้เราด้วยชื่อในพาสปอร์ตใหม่

- ระหว่างกะลังรอขึ้นเครื่องเราก็ลนนิดๆ พยายามหาข้อมูลบนมือถือว่ากรณีแบบเราเนี่ยมันโอเคเปล่า ก็ไปเจอข่าวหรือบทความอะไรสักอย่างโดยกระทรวง ตปท. ว่ากรณีแบบเรา (วีซ่ากะพาสปอร์ตใหม่ที่ชื่อไม่ตรงกัน) ควรพกเอกสารที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนชื่อ/สกุลพร้อมใบแปลที่รับรองโดยกงสุลไทยไปด้วยแม้จะมี endorsement แล้วก็ตาม! และยกตัวอย่างคนไทยไปต่อเครื่องที่เกาหลี ถูก ตม. เมกันส่งตัวกลับเพราะเหตุนี้และไม่มีเอกสารอะไรแสดง!! เอาละกรู ถูก ตม. ส่งตัวกลับที่ญี่ปุ่นแหง (ต่อเครื่องที่โตเกียว) เพราะตอนนั้นมีแค่สำเนาใบเปลี่ยนนามสกุลภาษาไทยเยินๆ ที่พกติดเป๋าตังค์ไว้แค่นั้นเองค่ะ

เอาล่ะ และแล้วการเดินทางที่น่าตื่นเต้นว่าจะถูกสกัดดาวรุ่งกลางทางหรือไม่ก็เริ่มขึ้น!

6 ชม. บนเครื่องผ่านไป ถึงเวลาระทึกใจที่ญี่ปุ่น เราก็แบบชิลล์ เตรียมใจไว้แล้วว่าอะไรจะเกิดก็เกิด ถ้าถูกส่งกลับก็เดือนหน้าก็ได้ CR-1 แล้ว พลาดคราวนี้ก็รอไปเมกาอีกทีด้วย CR-1 เลยละกัน

ลงเครื่องมาก็เดินมุ่งหน้าตามป้าย connecting flight ไป เจอ security checkpoint ตรวจสัมภาระติดตัวเผื่อเข้าไปรอต่อเครื่องในอาคารก็เดินต่อแถวไป ผ่าน security checkpoint เสร็จก็ใส่รองเท้า หิ้วกระเป๋า เดินออกมาปุ๊บก็จะเจอบันไดเลื่อนลงไปที่เกท เราเงยหน้าขึ้นมาก็เจอชายหนุ่ม (ฝรั่งหัวล้าน) ยืนถือกระดาษพร้อมโชว์ชื่อเราอยู่ตรงหัวบันไดเลื่อน สันนิษฐานว่าเป็น ตม. เมกัน!

เราก็เดินตรงไปหาชายหนุ่มคนนั้น 
เรา: It's me. 
ฮี:    ยูมีวีซ่าเมกันเปล่า
เรา: yes" 
ฮี:   ขอดูหน่อย
เราก็ยื่นพาสปอร์ตทั้งสองเล่มให้ไปและให้ดูวีซ่าในพาสปอร์ตเก่า 
ฮี:   อ๋อ ยูมีวีซ่าอีกชื่อนึงนี่เอง มิน่าถึงไม่เห็นว่าชื่อยูมีวีซ่าเข้าเมกาอยู่ในระบบ
แล้วฮีก็จดเลขวีซ่าเราไป 
เรา: ไอกะลังกังวลเรื่องนี้อยู่พอดีว่าจะมีปัญหาอะไรหรือเปล่า เพราะชื่อในวีซ่ากะพาสปอร์ตใหม่ที่เราใช้เดินทางครั้งนี้ไม่ตรงกัน
ฮี:   ไม่มีปัญหาหรอก ถ้ายูจะไปแล้วเดินทางกลับอะ (ประมาณว่าไม่หนีวีซ่าอยู่ที่นู่นด้วยวีซ่าท่องเที่ยวเลย)
ฮี (ต่ออีก): ยูอยู่ระหว่างยื่นขอวีซ่าถาวรด้วยไม่ใช่หรอ
เรา (คิดในใจ รู้ดีจัง เห็นข้อมูลเราหมดเลยสิ): ใช่แล้ว มีสัมภาษณ์เดือนหน้านี่
จากนั้นฮีก็ถามเราว่าสามีทำงานอะไร อยู่ที่ไหน เราก็บอกไป แล้วก็เรียบร้อย ฮีแยกย้ายไปพร้อมกระดาษที่จดเลขวีซ่าเราอยู่ในมือ

เราก็ยังตื่นเต้นอยู่ เดินไปผิดเกทซะงั้น แบบสมองยังไม่สั่งการ พอได้ที่นั่งก็แชทกะแฟน บอกว่ามี ตม. เมกันมาดักรอเราด้วย เค้าก็ว่า wow ประมาณว่าขนาดนั้นเลยหรอ และถามเราว่าตกใจเปล่า เราก็บอกเราก็คิดไว้อยู่แล้วว่าจะโดนดักที่นี่ แฟนก็ว่าถ้า ตม. คนนั้นเค้าให้เราผ่านมาได้และบอกกับเราแบบที่เราเล่าไปข้างบนแล้วก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอก เข้าเมกาได้สบายชัวร์อยู่แล้ว เราก็อือ หวังว่างั้น

จบจากโตเกียวก็มาลุ้นต่อที่ ตม. เมกา ณ LAX

ลงเครื่อง เดินมุ่งหน้าไปยัง ตม. เนื่องจากเรานั่ง United ซึ่งมี terminal ของตัวเอง ก็เลยไม่สับสนวุ่นวายและคนไม่เยอะ แป๊บเดียวก็ได้มายืนอยู่หน้า ตม. หน้าตาออก mexican

วางพาสปอร์ต 2 เล่มตรงหน้าฮี ฮีถามมาทำอะไร เราบอกมาเยี่ยมสามี (คราวนี้บอกแบบนี้เลยโดยไม่ปิดบังว่าคบชายหนุ่มเมกันอยู่ เพราะพาสปอร์ตนามสกุลใหม่มันฟ้องอยู่แล้ว) 

ปล. เนื่องจากผ่านมาหลายเดือน จำรายละเอียดไม่ได้ว่าฮีคุยอะไรกะเรามั่ง เลยขอเล่าคร่าวๆ ละกัน

ฮีทำหน้าตาคลางแคลงใจ พูดว่ายูอยู่ไทยแล้วสามีอยู่นี่เนี่ยนะ ไม่อยากอยู่ด้วยกันหรือไง (จะจับพิรุธว่าเราจะหนีวีซ่าเปล่าอะสิ) เราเลยรีบบอกว่าเราอยู่ระหว่างยื่นขอ CR-1 จะต้องเดินทางกลับไปสัมภาษณ์เดือนหน้านี่ (เพื่อให้ฮีสบายใจว่าเราไม่หนีวีซ่าแน่นอน คิดในใจ ในระบบก็น่าจะมีข้อมูลอยู่แล้วนี่ ตม. เมกาที่ญี่ปุ่นยังรู้เลย ไม่กดดูล่ะฟระ) กลับกลายเป็นว่า ฮีเข้าใจไปว่าเราได้ CR-1 แล้ว เลยถามหาซองน้ำตาลกะเรา เราบอกไม่มี เรายังไม่ได้ CR-1 แต่กำลังจะต้องกลับไปสัมภาษณ์เดือนหน้า แล้วเราก็ยื่นใบแจ้งวันสัมภาษณ์ที่เรา print ติดไปด้วยให้ฮีดู

ฮีเอาไปอ่าน จ้องตรงวันสัมภาษณ์และขอตั๋วขากลับจากเรา (เป็นครั้งแรกที่ถูกขอดูตั๋วขากลับ) เราก็ยื่นให้ ฮีก็ดูกลับไปกลับมาว่ากลับวันนี้ สัมภาษณ์วันนี้ (กลับถึงก่อนวันสัมภาษณ์ 2 วัน) ฮีก็ถามแต่งงานนานยัง และข้อมูลอื่นๆ เกี่ยวกับเรากะสามีนิดหน่อย พร้อมกะบอกว่า คราวหน้าที่จะมาด้วย CR-1 จะถูกถามแบบนี้แหละ ซ้อมไว้นะ และให้ข้อมูลเราคร่าวๆ ว่าคราวหน้าจะต้องยื่นเอกสารอะไร ตรงไหน ยังไง (ครั้งที่ 5 ที่เรามาด้วย CR-1 จริงๆ กลับไม่เห็นถูก ตม. ถามอะไรเลยอะ อ่านได้ที่นี่นะคะ

ตม. ปั๊มให้เรา 6 เดือนในพาสปอร์ตเล่มใหม่โดยเขียนเลขวีซ่าจากเล่มเก่าเรากำกับไว้ด้วย พร้อมกำชับเราว่าอย่าผิดนัดสัมภาษณ์นะ สำคัญมาก และบ่นว่าไม่รู้ทำไมบางคนคิดโง่ๆ ยังไง (ประมาณว่า บางคนจะได้วีซ่าถาวรอยู่ละ แต่เข้าเมกามาแล้วดันหนีวีซ่าอยู่ยาวไม่ยอมกลับไปเดินเรื่องวีซ่าถาวรต่อซะงั้น) เราก็ว่าเราไม่โง่อย่างนั้นหรอกน่า อุตส่าห์รอมาตั้งหลายเดือนกว่าจะได้ CR-1 จะทำยังงั้นทำไม (ตม. ไม่ได้ถามหาเอกสารอะไรหรือถามอะไรที่เกี่ยวกับพาสปอร์ต 2 เล่มกะวีซ่าที่นามสกุลไม่ตรงกันเลยสักนิด วิตกไปเองนะเรา เฮ้อ)

เสร็จเรียบร้อยก็ผ่าน custom ต่อ จนท. ก็ถามแบบเดียวกับ ตม. เลยว่า ยูอยู่ไทยแล้วสามีอยู่นี่เนี่ยนะ ไม่อยากอยู่ด้วยกันหรือไง เราก็ตอบแบบเดิมเรื่อง CR-1 ฮีก็ปล่อยเราผ่านไปโดยไม่ตรวจกระเป๋าและบอกว่าขอให้มีความสุขกับครอบครัวนะพร้อมกับยิ้มให้ เราก็รีบไปต่อเครื่องมายัง San Diego และได้เจอกับสามีก็เล่าใหฮีฟังตามที่เจอมา

จบล่ะค๊าาาา หวังว่าคงเป็นประโยชน์สำหรับใครที่มีวีซ่าท่องเที่ยวอยู่แล้วและกำลังคิดอยากไปเยี่ยมสามีระหว่างรอวีซ่าถาวรนะคะ

ปิดท้าย ขอแนะนำนิดว่า ใครที่จะเดินทางมาเยี่ยมแฟนด้วยวีซ่าท่องเที่ยวและอยู่ระหว่างดำเนินการขอวีซ่าแต่งงานหรือวีซ่าถาวร เช่น K1, CR-1, IR-1 ให้พกเอกสารที่แสดงว่าเราอยู่ระหว่างขั้นตอนการขอวีซ่าพวกนี้มาด้วยนะคะ** เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าเราแค่มาเที่ยวมาเยี่ยมแฟน ไม่ได้มาอยู่ด้วยวีซ่าท่องเที่ยว

ส่วนใครที่ถือพาสปอร์ตสองเล่มและชื่อ/นามสกุลในวีซ่าไม่เหมือนในพาสปอร์ตใหม่ ก็ควรพกเอกสารเกี่ยวกับการเปลี่ยนชื่อ/สกุลที่แปลเป็นภาษาอังกฤษติดตัวไปด้วยเผื่อไว้ เพราะเราอาจจะดวงซวยเจอ ตม. โหดๆ (งี่เง่า) ก็ได้ค่ะ

Sunday, December 30, 2012

ประสบการณ์เดินทางมาอเมริกา ด้วยวีซ่า CR-1 Dec 11, 2012 (BKK-NRT-LAX-SAN)

Timeline สั้นๆ ตั้งแต่เดินทางจนปัจจุบัน ดังนี้ (San Diego, CA)
Dec 10, 2012 - Left Thailand 11:15PM
Dec 11, 2012 - Arrived in the US. LAX as port of entry. SAN as final destination.
Dec 13, 2012 - SSN issued
Dec 15, 2012 - SSN arrived in mailbox
Dec 17, 2012 - Case received by USCIS (Green Card Case sent by IM at LAX)
Dec 20, 2012 - Receipt and Welcome Notice issued by USCIS
Dec 26, 2012 - Receipt and Welcome Notice arrived in mailbox. Checked case by receipt number at uscis.gov and green card was sent out on Dec 26.
Dec 27, 2012 - Went to DMV and ask for info. Green card needed to take a test.
Dec 28, 2012 - Green card arrived in mailbox

ก่อนอื่นนะคะ ขอยกให้เป็นการเดินทางมาอเมริกา ที่เหนื่อยและยาวนานที่สุดเดี๋ยวถ้ามีเวลาจะมาสรุปเปรียบเทียบการเดินทางมาอเมริกาทั้ง 5 ครั้งให้ดูอีกที เผื่อเป็นข้อมูลให้พี่ๆ น้องๆ เพื่อนๆ ตัดสินใจเดินทางมาเมกาตามโอกาสและด้วยวีซ่าต่างๆ ที่จริงแล้วอยากจะบอกว่า ครั้งที่ 4 เป็นครั้งที่อกสั่นขวันแขวนที่สุด เพราะเป็นการเดินทางครั้งแรกด้วยพาสปอร์ตใหม่ นามสกุลสามี ด้วยวีซ่าในพาสปอร์ตเล่มเก่าซึ่งเป็นนามสกุลก่อนแต่งงาน และครั้งนั้นเจอ ตม. เมกา มาดักรอที่ NRT ด้วยค่ะ นึกว่าจะโดนส่งกลับไทยที่โตเกียวซะแล้ว

มาเข้าเรื่องครั้งนี้ดีกว่า เราขอแบ่งเล่าเป็น 4 ตอนนะคะ ตามสนามบินที่เราต้องผ่านทั้งหมดเนื้อหาละเอียดและยาวหน่อย เพื่อเป็นข้อมูลให้ทุกท่าน จะได้ไม่ต้องกลัวและสับสนกับการเดินทางคนเดียว เชื่อว่าหลายท่านไม่คุ้นเคยกับการเดินทางและแอบกลัวการเดินทางไกลคนเดียวใช่มั้ยคะ เพราะเราก็เคยเป็นสำหรับท่านที่ขี้เกียจอ่านยาวๆ เยิ่นเย้อ เวิ่นเว้อ ก็อ่านข้อมูลโดยสรุปในรูปภาพแล้วกันนะคะ

คราวนี้เป็นการเดินทางไปอเมริกาด้วยตั๋วเที่ยวเดียวค่ะ ด้วยวีซ่า CR-1 เราได้วีซ่า CR-1 เมื่อ 17 ส.ค. 55 แต่เดินทางเดือน ธ.ค. ค่ะ เพราะรอยื่นเรื่องลาออกจากงานและอยากใช้เวลากับที่บ้านก่อนเดินทางเส้นทางที่เราเลือก คือ บินกับ American Airlines จาก BKK ไปลง NRT (นาริตะ) รอต่อเครื่อง 8 ชม. 50 นาที จากนั้น NRT ไป LAX (ลอสแองเจลิส) และจาก LAX ไป SAN (ซานดีเอโก้) ตามภาพ


ทีแรกเราจะเลือกเส้นทางอีกเส้นนึง คือ จาก BKK ไป NRT และจาก NRT ไป SAN เลย (แฟนเราบอกเส้นทางจากโตเกียวบินตรงมาซานดีเอโก้นี่ เพิ่งเปิดเดือนนี้นี่เองค่ะ) โดยขาแรกจะเป็นเครื่อง TG ของการบินไทย และอีกขาเป็น American Airlines แต่เรากังวลนิดหน่อยเรื่อง ตม. ที่สนามบินซานดีเอโก้ เพราะเป็นสนามบินนานาชาติเล็กๆ กลัวไม่แม่นเรื่อง immigrant visa อย่าง CR-1 ที่เราถือมาครั้งนี้ และก็จริงๆ เพราะเราค้นจนเจอ review ของคนที่ถือ CR-1 จากยุโรปมาลงที่ SAN เมื่อปีก่อน เล่าว่า ตม. ที่ SAN ดูไม่ถนัดกับวีซ่าประเภทนี้ เลยใช้เวลานาน และสุดท้ายมีการผิดพลาดซึ่ง ตม. ที่สนามบินแก้ไขให้ไม่ได้ ผ่านมาเกือบปีก็ยังตามแก้ไม่เสร็จเลยค่ะ เราเลยเปลี่ยนใจไปลง LAX ดีกว่า ต้องต่อเครื่องอีกรอบ แต่ก็สบายใจกว่า

ทีนี้ ครั้งที่แล้วที่เรามาเยี่ยมสามีช่วงก่อนวันสัมภาษณ์ ตม. เค้าบอกเราว่าคราวต่อไปที่เรามาด้วย CR-1 จะใช้เวลามากกว่าปกติในการผ่าน ตม. เพราะจะต้องมีการดำเนินการที่มากกว่า เราก็แอบห่วงเหมือนกันว่าเวลาต่อเครื่องจาก LAX ไป SAN คราวนี้จะพอหรือเปล่า แต่ก็วัดดวงเอา เพราะไม่อยากรอนานกว่านี้ แค่ที่โตเกียวก็ 9 ชม. ละ ตรงนี้เราเช็ค terminal แล้วก็แอบสบายใจ เพราะ AA จะมี terminal ของตัวเอง คือ terminal 4 แต่แอบงงนิดนึงตอนเช็คที่เว็บของ AA ว่าทำไมมีหมายเหตุว่าต้องเปลี่ยน terminal เพราะเครื่องเราลงที่ gate 41 และ ต้องขึ้นเครื่องอีกทีที่ gate 44 มันก็ terminal เดียวกันนี่นา เดี๋ยวเราเฉลยตรงนี้ทีหลังนะคะ

ถึงตรงนี้อยากอธิบายเรื่องสนามบิน LAX แต่กลัวจะยืดยาวเกินไป เราขอเอาไปอธิบายไว้ท้ายเรื่องแล้วกันนะคะ แต่อยากฝากเตือนไว้ว่า พี่ๆ น้องๆ เวลาจะซื้อตั๋ว เช็คเรื่องเวลาต่อเครื่องกับ terminal ให้ดีด้วยนะคะ ถ้าต้องเปลี่ยน terminal ให้เผื่อเวลาเดินทางจาก terminal นึงไปอีก terminal นึงด้วยนะคะ


วันที่ 10 ธ.ค. เราถึงสนามบิน 3 ทุ่ม เครื่องออก 11:15PM สายการบิน American Airlines จากไทยจะเป็น operated by JAL นะคะ เพราะงั้นก็ check in ที่เคาน์เตอร์ของ JAL รับ boarding pass ใบ tag ที่กระเป๋าเดินทางจะมีปลายทางที่ SAN แต่อย่างที่บอกว่าต้องรับกระเป๋าที่ LAX ซึ่งเป็น port of entry ของเราในการเข้าเมกา และ recheck อีกทีไป SAN

มาดู boarding pass ทั้ง 3 ใบ ที่ได้จากการ check in ที่สนามบินสุวรรณภูมิของเรากันใบแรก จาก BKK ไป NRT สายการบิน AA5865 บน boarding pass เขียนว่า JL718 sold as AA5865 เพราะอย่างที่บอกค่ะว่า operated by JAL เพราะงั้นก็คือเครื่อง JAL นั่นเองใบที่ 2 จาก NRT ไป LAX ใบนี้ยังไม่รู้เกท เพราะงั้นต้องไปเช็กอีกทีบนบอร์ดที่สนามบิน NRTใบที่ 3 จาก LAX ไป SAN ยังไม่รู้เกท

ก่อนขึ้นเครื่องเราแลกเงินเยนมาเผื่อไว้ด้วย 4,000 เยน ใครที่รอต่อเครื่องนานๆ ก็อย่าลืมพกเงินเยนมาด้วยนะคะ เราขอข้ามเวลาอยู่บนเครื่องบนไปนะคะ


เครื่องมาถึงนาริตะเร็วกว่ากำหนดค่ะ โดยถึงราวๆ 6:30AM เครื่องเรามาลงที่ terminal 2 (และเราต้องต่อเครื่องที่ terminal นี้ด้วย) ลงเครื่องแล้วก็มองหาป้าย International Connecting Flight แล้วเดินตามป้ายไป ทีแรกเรากะจะขอ shore pass เพื่อออกไปเที่ยวนอกสนามบินระหว่างคอยค่ะ แต่ปรากฏว่าที่ terminal 2 นี่เคาน์เตอร์ Connection flight ดันอยู่หลังจุด security check point และแถวผ่าน security ยาวมาก ชม. กว่าๆ เราถึงผ่านไปได้ แถมพอผ่านมาได้ ที่เคาน์เตอร์ connection flight ก็คนต่อคิวรอรับบริการเยอะมาก เราเลยชักขี้เกียจ ไม่ขอดีกว่าชอร์พ้งชอร์พาสเนี่ย เดินเล่นในสนามบินก็ได้ ง่วงด้วย เพราะงั้นถ้าใครรอต่อเครื่องนานๆ แล้วกะจะออกไปเที่ยวแน่นอนก็ควรขอ transit visa จากไทยไปเลยนะคะเราก็เดินเล่นนั่งเล่นฆ่าเวลาไปเรื่อย มีห้อง daily room ให้เช่าอาบน้ำนอนพักได้ด้วย ชม. ละ 1,500 เยนแน่ะ เลยไม่เอาดีกว่า มีติดตัวแค่ 4,000 เอง อินเทอร์เน็ตก็ไม่มีให้เล่น จะมีเฉพาะที่เกทเท่านั้น เราเลยเดินไปนั่งที่เกทชาวบ้าน เพราะยังไม่รู้เกทตัวเอง ถือโอกาสนี้เช็คเกทที่เราจะไปลงและขึ้นต่อเครื่องที่เมกาด้วยเลย โดยเปิดเว็บ AA เพื่อ check flight status ก็รู้ว่าลงเกท 41 และขึ้นเกท 44J terminal เดียวกันน่าจะชิลๆ เพราะเคยนั่ง Delta กะ United ที่มี terminal ของตัวเอง คนไม่เยอะ น่าจะใช้เวลาผ่าน ตม. กะ Custom ไม่นาน ระหว่างนี้ก็แชทกะแม่ไปด้วย

พอรู้เกทตัวเองจากบอร์ดแล้วเราก็ไปที่เกทตัวเอง ซึ่งต้องนั่งรถไฟฟ้าระหว่างอาคารไป แป๊บเดียวก็ถึง พอบ่ายสามก็เปิดเว็บ check flight status อีกทีเพื่อความมั่นใจเรื่องเกท ถึงได้รู้ว่าไฟล์ทที่เรากะลังจะต้องขึ้นจาก NRT ไป LAX อะ delayed ชม. นึง โหย มาถึงก็เร็วแล้ว ยังได้ไปช้ากว่าเดิมอีก ชม. เท่ากับว่าเราอยู่ที่ NRT นี่ตั้งกะฟ้าสางยันตะวันตกดิน ก่อนถึงเวลาขึ้นเครื่องสักครึ่ง ชม. เราก็ได้ยินที่เคาน์เตอร์ที่เกทประกาศชื่อผู้โดยสาร ซึ่งมีชื่อเราด้วย เราก็ไปเข้าแถว พอถึงคิว เค้าก็ขอ boarding pass อีก 2 อันที่เราได้มาจากสุวรรณภูมิไป แล้วเปลี่ยนเป็น boarding pass ของ AA ให้เราแทน แต่ใบสุดท้ายก็ยังไม่ระบุเกทที่จะขึ้นเครื่องไป SAN อยู่ดี แถมเครื่องมาดีเลย์แบบนี้ เราจะมีเวลาต่อเครื่องพอมั้ยเนี่ย เฮ้อ

อะ โอเค ได้ขึ้นเครื่องละ ก็ขอข้ามไปถึงตอนลงเครื่องที่ LAX เลยละกัน อ้อ ตอนอยู่บนเครื่อง อย่าลืมขอใบ custom กะ i-94 จากแอร์มากรอกไว้ด้วยนะ ขอมาทั้ง 2 ใบแหละค่ะ กันเหนียว ใบ custom ต้องใช้แน่นอน แต่ I-94 นี่ ใช้/ไม่ใช้ก็ถือไปเกินดีกว่าขาด


ที่ LAX เครื่องลงที่ Gate 41 จริงอย่างๆ ที่เช็คมา ตอน 9:40AM ได้พอลงเครื่องปุ๊บ เดินพ้นประตูเครื่องมาได้นี้ดดดเดียวด็เจอป้ายติดไว้ว่าใครที่ต่อเครื่องไปเมืองตามนี้ให้ไปหยิบ boarding pass ที่วางเรียงไว้ให้ด้วย มีซานดีเอโก้ด้วย เราก็หา boarding pass ของเรา ซึ่งทุกอันที่วางเรียงไว้ให้นี่จะเป็นซองสีส้มๆ เขียนว่า Express Connection ใครที่ได้แบบนี้ให้ถือไว้ในมือนะคะ ห้ามเอาใส่กระเป๋า เอาถือไว้ให้ทุกคนเห็นถ้วนทั่วกัน เพราะมันแปลว่าถ้ามัวชักช้าคุณจะตกเครื่องต่อไปค่ะ ตอนแรกเราก็ไม่รู้ ไม่ได้อ่านอะไรบนซองเลย แต่ไม่มีเวลาเอาเก็บเลยถือไว้ตลอด พอหยิบได้ปุ๊บเราก็เดินตามป้ายที่บอกว่าไป Immigration ซึ่งพอเดินๆ ไปก็เอะใจว่า เอ๊ะ ทำไมมันออกมานอกอาคาร และป้ายบอกทางยังเป็นป้ายที่ไป Tom Bradley International Terminal (TBIT) ด้วย เลยถึงบางอ้อว่า ไอ้ที่มีหมายเหตุว่าต้องเปลี่ยน terminal มันเพราะอย่างนี้นี่เอง

คือสรุปว่า ถึงจะมี Terminal 4 เป็นของตัวเอง แต่ไม่มี ตม. กะ custom เป็นของตัวเองค่ะ ต้องใช้ร่วมกับ Tom Bradley พอถึงตรงนี้เราก็ชักหนาวๆ ว่าจะตกเครื่องต่อไปมั้ยฟะกรู เพราะที่ terminal นี้จะรวมหลายสายการบิน ทำให้คนเยอะมากกกกก พอเดินไปถึง ตม. ก็อยากอุทานว่า OMG คนเยอะโพด เราถูกเจ้าหน้าที่ไล่ให้เดินไปเข้าไปช่องในๆ เรื่อยๆ ซึ่งจะดูโล่งๆ กว่า เราก็เข้าใจว่าคนคงขี้เกียจเดินเข้าไปข้างในกัน เลยมากองกันอยู่ข้างนอกทำให้คนเยอะ แต่ปรากฏว่ามี จนท. คนนึงเค้าชี้ซองส้มๆ ในมือเราแล้วบอกว่ายูอะ Express Connection เดินไปช่อง 1 นู่น เลย เราก็ถึงบางอ้อว่า อ้อ ไอ้ซองนี่มันอำนวยความเร็วให้เรานี่หว่า ไม่ต้องไปต่อช่องคนเยอะๆ จากนั้นเราเลยแทบอยากเอาแปะไว้ที่หน้าผากให้เห็นกันชัดๆ


แป๊บเดียวเราก็ได้มายืนอยู่หน้า จนท. ตม. เค้าก็ใช้มีดพกแกะซองน้ำตาลของเราที่ได้มาจากสถานทูต โยนซองทิ้งลงถังขยะ แล้วเอา I-94 ของเราโยนไปอีกทาง ให้เราแสกนมือขวา 4 นิ้ว ถอดแว่นตามองกล้อง (ทำหน้าตาดีๆ สวยๆ นะคะ เพราะรูปตอนนี้แหละที่จะไปปรากฏบน green card เราไม่รู้ มาเห็นเอาอีตอนได้ green card นี่แหละ) และคืนเอกสารในซองพร้อมพาสปอร์ตที่ stamp แล้วกับใบ custom คืนมาให้เรา บอกให้เราเดินไปอีกช่องนึงตรงนู้น จะมีคนมาพิมพ์มือให้ และไม่ถามอะไรเราสักคำ

เราก็เดินๆ ไป คิดว่า ช่องนี้มั้งวะนะ ก็เดินเข้าไป เจอป้ายว่า New Immigrant wait here เราก็รอ โดยไม่มีใครมาสนใจเราเลย เลยส่งพลังจิตจ้องหลังยัย จนท. ช่องนั้นให้หันมา แล้วนึกในใจว่า “กรูรีบนะโว้ย” สักพักชีก็หันมา ขอเอกสารเราไป และให้เราพิมพ์มือ คือ นิ้วชี้ขวานิ้วเดียว 2 ครั้ง และเซ็นต์เอกสาร 4 ครั้ง และมองที่ซองส้มๆ ของเราพร้อมถามว่าไฟล์ทยูกี่โมง เราบอก 11:40AM ชีบอก “oh, you are not gonna make it” เราพูดออกไปในทันที “no?” ประมาณว่า เห้ย จิงดิ เราต้องตกเครื่องจิงดิ จากนั้นชีก็บอก ยูไปนั่งรอตรงนู้นนะ เราก็ไป ตอนนั้นประมาณ 10:10AM

ตรงที่นั่งรอมีหนุ่มสาวคู่หนึ่งนั่งอยู่ คาดว่าคงกะลังรออยู่เหมือนเรา เห็น เจ๊ จนท. คนนั้นเรียกไปคุย 2-3 ที พักนึงก็เสร็จ ส่วนเราก็รอๆ คิดว่าคงอีกไม่นานเพราะเจ๊คงกะลังทำเรื่องของเราละ เพราะหนุ่มสาวคู่นั้นมันไปละ สักอึดใจ เจ๊แกก็เรียกด้วยสายตาว่าเสร็จแล้ว เราก็รีบหยิบข้าวของวิ่งไปเอาพาสปอร์ตพร้อมใบ custom จากเจ๊แก ตอนนั้นประมาณ 10:45AM ตอนนั้นไม่มีเวลาดูว่ามีกระดาษ 2 ใบแนบมาด้วย มาดูทีหลังมันคือใบที่เราเซ็นต์ไปตอนพิมพ์มือ ให้เรารู้ว่าจะต้องยื่นปรับกรีนการ์ดเป็นสิบปีเมื่อไหร่ และประกันสังคมน่าจะได้เมื่อไหร่

เสร็จตรงนี้ปุ๊บเรารีบวิ่งไปเอากระเป๋า โอ้ แม่เจ้า มันอยู่อีกฟากของจุด ตม. จะกี้เลย ระหว่างทางเจอกรงหมาหมุนอยู่บนสายพานอื่น และตรงสายพานเราก็มีกรงหมา 2-3 กรงวางอยู่บนพื้น เห่ากันบ๊งๆ แต่ไม่มีเวลาไปสนใจ รอแป๊บนึงก็ได้กระเป๋าใบแรก รออีกอึดใจก็ได้ใบทีสอง ระหว่างรอก็ส่องหาแถวสั้นๆ เล็งไว้จะไปต่อ พอได้กระเป๋าครบก็เอาขึ้นรถเข็น (รถเข็นที่สนามบินนี้ฟรีนะ) เข็นไปต่อแถวชาวบ้านด้วยความไม่รู้อีกแล้ว โชคดีมี จนท. มาย้ายแถวและมาเห็นซองส้มๆ ของเรา ก็เลยบอกให้เราไปช่อง Express Connection ตรงกลางนู่น เลยรีบเข็นรถวิ่งไป ช่องนั้นไม่มีคนเลย เย้ (เป็นช่องที่มีทางเข้าเดียวกันกับพวกนักบินและลูกเรือ) จนท. Custom ถาม ยูมาทำอะไร คิดในใจกรูจะตอบไงดีล่ะ ไม่ได้มาเที่ยวเหมือนคราวก่อนๆ นี่เฟ้ย เลยตอบว่า I am a new immigrant เค้าก็บอก อ๋อ หรอ แล้วบอกให้เราเข็นกระเป๋าไปช่อง A นู่นเลย แม่เจ้า กรูยิ่งรีบๆ อยู่ ให้กรูไปสแกนกระเป๋าอีก แต่ดีที่ไม่มีคนเหมือนกัน เข็นถึงปุ๊บ สแกนปั๊บ เสร็จ เข็นออกมาคืนใบ custom ให้ จนท. แล้วเข็นมุ่งหน้าไปตามป้าย Exit เลย

พ้น custom มานี้ดดดเดียวก็เจอป้าย คือ ทางซ้ายนี่คือ exit ออกไปเลย ถ้าไม่ได้ต่อเครื่องก็ออกทางนี้ จะไปเจอคนที่มายืนรอรับ แต่ของเราต้องต่อเครื่องก็ต้องตามป้ายทางขวาที่เขียนว่า Connection หรือ Connecting อะไรประมาณนี้แหละ ไม่มีเวลาจำ เราก็รีบเข็นไป ตามทางจะมีป้ายบอกว่า Baggage Drop กะ Recheck มันลำบากอีตรงที่ต้องเข็นกระเป๋าหนักๆ ขึ้นเนินนี่แหละ พอถึงจุด จนท. มารับกระเป๋า ดู tag เราและถาม ซานดีเอโก้หรอ กี่โมง 11:40 หรอ เราก็ได้แค่ตอบว่า แฮ่กๆ เพราะกะลังหอบ ทิ้งกระเป๋าเสร็จเราก็วิ่งต่อโดยมีซองส้มๆ ในมือ เจอ จนท. ถามต่อ AA ใช่เปล่า ออกประตูแล้วเดินไปทางขวาเลย เราก็เดินไป โอ้แม่เจ้า เห็น terminal 4 อยู่ลิบๆ ตอนนั้น 11:00AM ซึ่ง boarding time ของเราคือ 11:10AM เราก็วิ่งไปๆ แต่ก็คิดในใจว่า กรูเหนื่อยแล้วเฟ้ย วิ่งไม่ไหวแล้ว ไม่ทันก็ช่างแม่ม แล้วก็ชลอฝีเท้าลงหน่อย

เครื่องบินในประเทศของ American Eagles ค่ะ สภาพดีกว่าของ United หลายขุม

ถึง terminal 4 ก็รีบสอดส่ายสายตาหาทางไปที่เกท ต้องขึ้นบันไดเลื่อน ก็มุ่งหน้าไปโดยมีซองสีส้มอยู่ในมือให้เห็นแบบเด่นๆ โดยทั่วกันตลอดเวลา พอขึ้นไปสุดบันได้เลื่อนก็เจอ จนท. ผู้หญิง ขอดูบอร์ดดิ้งพาส พอเห็นซองสีส้มของเราก็บอกเราว่า “Go to the old guy over there. He will help you.” (ไปหาลุงคนนั้นที่ฝั่งนู้นนะคะ เดี๋ยวลุงจะช่วยยูเอง) เราก็เดินไป ไม่ไกลมาก พอถึงเราก็โชว์ซองส้มให้ลุงดู ลุงก็พาลัดคิวด้วยการยกสายกั้นขึ้นให้เราเข้าไปหาเจ้าหน้าที่ข้างในเลย รู้สึกเป็นคนพิเศษมาก อิอิ เข้าไปได้เราก็ถอดเสื้อแจ็คเก็ต รองเท้า เอา laptop ออกจากกระเป๋า และอื่นๆ วิ่งเข้าตู้สแกนไปยืนยกมือเหนือหัวเพื่อสแกนตัว ผ่านไปอย่างรวดเร็วก็วิ่งไปที่เกท ถึงเกท 44 เพื่อขึ้นรถ shuttle bus ไป gate 44J (ขออธิบายเรื่องเกทรวมกะเรื่อง terminal ต่างๆ ของ LAX ทีหลังนะ) พอถึงก็ยืนรอหน้า 44J เวลา 11:10AM พอดีแต่รู้สึกแหม่งๆ ว่าทำไมไม่เห็นมีคนรอขึ้นเครื่องเท่าไหร่ จากการที่วิ่งและรีบร้อนมาตลอดทางตั้งแต่ลงเครื่องเลยคอแห้งมาก พอดีมีเงินแบงค์เล็กๆ ที่เหลือจากการมาคราวก่อนติดตัวอยู่ เลยไปหยอดเงินซื้อน้ำขวดกินที่ตู้ขายน้ำ เดินกลับมาที่เกทก็ยังเงียบอยู่ สัก 11:30AM ก็ได้ยินแว่วๆ เหมือนเรียกชื่อเราให้ไปที่เกทอะไรสักอย่างที่ไม่ใช่ 44J เราเลยเอะใจไปดูบอร์ด เอ้า San Diego มันจะออกที่ 44C นี่หว่า เลยรีบบึ่งไป แล้วเกทนั้นมันดันลึกลับซับซ้อนมาก กว่าจะหาเจอ พอเจอก็รีบไปที่เคาน์เตอร์ เค้าก็ให้เราขึ้นเครื่อง เราก็ Sorry ใหญ่ คิดว่าคงรอเราอยู่คนเดียว ขึ้นเครื่องก็เห็นคนนั่งกันเรียบร้อยเต็มลำ หาที่นั่งเจอก็เข้าไปนั่ง สักพักก็มีคนขึ้นมาอีก 2-3 คน เราก็โล่งใจ นึกว่าทั้งเครื่องรอเราอยู่คนเดียวซะอีก พอเครื่องจะออกก็ส่ง message บอกสามี


แป๊บเดียวก็ถึง Commuter Terminal ของ SAN เราชอบ terminal นี้มากเลย เคยนั่งมาลงครั้งนึงคราวก่อน จาก LAX เป็น terminal เล็กๆ ไม่วุ่นวายดี ลงเครื่องเดินเข้าประตูมาถ้ามองตรงไปจะเป็นประตูออกนอกอาคารด้านหน้า ถ้ามองไปทางขวามือก็จะเป็นสายพานรับกระเป๋า เป็นสายพานเล็กๆ มีอยู่อันเดียว เพราะงั้นไม่ต้องกลัวหากระเป๋ายาก รับกระเป๋าก็เข็นเดินออกประตูอาคารได้เลย ของเราเข็นกระเป๋าคนเดียวไม่ไหวเลยต้องเสียตังค์ 2 เหรียญหยอดเอารถเข็นมาหนึ่งคัน (ที่นี่ไม่ฟรีอะ ต้องหยอดตู้ด้วยแบงค์ ราคา $2 ต่อรถเข็น 1 คัน) แล้วก็เข็นออกไปยืนรอสามีหน้าอาคารเลย แป๊บเดียวรถสามีก็แล่นมาจอดเทียบ ส่งเราถึงบ้านแล้วก็กลับไปทำงาน เราอาบน้ำเสร็จก็งีบไปทั้งที่ท้องร้องโครกๆ สามีกลับบ้านมานอนงีบข้างๆ กันเมื่อไหร่มะรุ อิอิ

นี่ตอนลงเครื่องและกำลังเดินเข้าอาคารที่ Commuter Terminal ที่ SAN ค่ะ เครื่องที่เห็นเป็นเครื่อง United ที่เราเคยนั่งตอนมาครั้งที่แล้วค่ะ ทั้งเล็ก ทั้งเก่า ยิ่งกว่ารถทัวร์บ้านเราอีก





All contents and pictures in this blog is copyrighted@2009 by monkey-girl. All right reserved.

Back to TOP