Showing posts with label วีซ่าท่องเที่ยว. Show all posts
Showing posts with label วีซ่าท่องเที่ยว. Show all posts

Wednesday, May 29, 2013

วีซ่าท่องเที่ยวอเมริกา

เอนทรีนี้ขอเล่าเรื่องการทำวีซ่าท่องเที่ยวนะคะ ที่จริงเป็นเรื่องเก่าที่เราเคยเขียนแชร์ประสบการณ์ไว้เมื่อตอนทำวีซ่าท่องเที่ยวต้นปี 2011 เราเขียนไว้ที่บล็อกเก่า ขออนุญาตก๊อปปี้มาแปะนะคะ

จริงๆ แล้วข้อมูลขั้นตอนการสมัครวีซ่าท่องเที่ยวสามารถอ่านแบบอัพเดทที่เว็บสถานทูตได้นะคะ ลิงค์นี้ค่ะ http://thai.bangkok.usembassy.gov/non-immigrant_visas.html

ส่วนขั้นตอนและคำอธิบายโดยย่อจากประสบการณ์ตรงของเราก็ตามนี้ค่ะ เรา rewrite เพื่ออัพเดทข้อมูลให้ด้วยแล้วบางส่วนนะคะ เช่น ลิงค์ต่างๆ และค่าธรรมเนียมค่ะ

เป็นการเดินทางมาอเมริกาครั้งแรก และคนเดียวค่ะ เลยอยากเอามาเขียนเล่าประสบการณ์ เริ่มแรกเลยก็เริ่มจากตั้งแต่ตอนไปขอวีซ่านะคะ ก็คือช่วงต้นเดือนธันวา 2553 คือ เรามีความคิดจะขอมา 2 ปีแล้ว แต่ก็กล้าๆ กลัวๆ อยู่ แฟนก็บอกให้ไปขอไว้เผื่อจะได้เดินทางไปด้วยกัน แต่เราก็ไม่มีแพลนที่แน่นอน ก็เลยไม่กล้าขอ เพราะต้องกรอกลงไปในใบขอวีซ่าด้วย บางคนก็บอกต้องแนบในจองโรงแรม ใบจองตั๋วเครื่องบิน บลา บลา บลา เราก็เลยไม่กล้าสักที

ทีนี้ ช่วงเดือน ธ.ค. ตามที่บอก อยู่ๆ เราก็นึกอยากขอขึ้นมาอีก และไปอ่านบอร์ดพันทิป ปรากฏว่ามีหลายคนมาโพสต์ว่า ขอแล้วได้มาสิบปี เราก็เลย เอ๊ะ ช่วงนี้เค้าให้ง่ายหรือเปล่า เราก็เลยตัดสินใจวันนั้นว่า เอาล่ะ จะเอาจริงแล้วนะ เราก็เลยศึกษาขั้นตอนเพิ่ม จากนั้นก็เริ่มลงมือเลย ตามนี้

1. กรอกใบ ds-160 บนเว็บไซต์ https://ceac.state.gov/genniv/ ขั้นตอนนี้ต้องเตรียมข้อมูลให้พร้อมนะคะ ที่ต้องกรอกที่จำได้ก็มีช่วงเวลาที่จะไปวันไหนถึงวันไหน ที่อยู่ที่จะพักในอเมริกาอะไรทำนองนี้ ชื่อพ่อแม่ภาษาอังกฤษด้วย อ้อ อย่าลืมไฟล์ภาพถ่ายด้วยนะคะ อ่านรายละเอียดการกรอกได้ที่นี่นะคะ เค้าทำไว้ละเอียดดีมากเลย
http://thai.bangkok.usembassy.gov/niv_visaforms_photoreq.html เสร็จแล้ว print ใบ confirmation มาด้วยนะคะ ต้องนำไปยื่นวันสัมภาษณ์ค่ะ การกรอกนี้ไม่จำเป็นต้องกรอกให้เสร็จรวดเดียวนะคะ เราสามารถ save แล้วมากรอกทีหลังต่อได้อีกค่ะ

2. ซื้อ pin สำหรับจองวันสัมภาษณ์ออนไลน์โดยจะต้องสร้าง account ที่ 
https://thailand.us-visaservices.com/forms/DetermineTCN.aspx ขั้นตอนนี้ต้องเตรียมเลข confirmation ที่ได้จากตอนกรอกใบ ds-160 ไว้ด้วยนะคะ และบัตรเครดิตค่ะ ถ้าไม่มีบัตรเครดิต จะไปจ่ายเงินที่ไปรษณีย์ทีหลังก็ได้ค่ะ อ่านดูได้ที่นี่ค่ะ https://thailand.us-visaservices.com/Forms/SelfServicePaymentOptns.aspx ค่าซื้อ PIN เพื่อจองวันสัมภาษณ์ปัจจุบัน $12 ค่ะ ดูได้ที่ลิงค์ที่ให้ตะกี้เลยค่ะ

3. จองวันสัมภาษณ์ หลังจากซื้อ pin แล้วก็ไปจองวันสัมภาษณ์ค่ะ ขั้นตอนนี้ถือว่ายากที่สุด เนื่องจากว่าคิวมักเต็มยาวจนสุดตาราง บางคนเตรียมพร้อมหมดทุกอย่างแล้วแต่ก็ถอดใจเพราะขั้นตอนนี้ค่ะ ตารางจองเค้าจะมีขึ้นแค่ 2 เดือนนะคะ ถ้าเต็มหมดแล้วเนี่ยจำเป็นที่จะต้องคอยเข้ามาเฝ้าตาราง เพราะบางทีมีคน cancel มันก็จะว่างมาให้เรารีบคลิกจองค่ะ ตัวผู้เขียนนั่งเฝ้ากลางดึกมา 1 อาทิตย์เต็มๆ ก็ได้มาค่ะ เพราะฉะนั้น ควรจะวางแผนขอวีซ่าก่อนเดินทางอย่างน้อยสัก 3 เดือนนะคะ เดี๋ยวขอไม่ทันแต่จองที่พักและซื้อตั๋วซื้ออะไรไว้แล้วจะลำบากค่ะ
อ้อ ขั้นตอนนี้ระวังจองผิดนะคะ ถ้าเราจะขอวีซ่าแบบ B2 คือเพื่อไปท่องเที่ยวก็ต้องเลือกให้ถูกนะคะ หากเลือกเป็น B1 ซึ่งสำหรับคนขอไปเพื่อธุรกิจ (เช่น บริษัทส่งไปทำงาน ไปสัมมนา อบรมอะไรประมาณนี้) จะได้วันสัมภาษณ์ง่าย เพราะเค้าเปิดให้คนกลุ่มนี้ตลอด แต่ตอนไปสัมภาษณ์ต้องเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้องไปด้วย เช่น หนังสือติดต่อระหว่างหน่วยงาน หลักฐานการส่งไปอบรมอะไรประมาณนี้ บางคนจะไปเที่ยว แต่ลักไก่ไปจองวันสัมภาษณ์เป็น B1 พอไปถึงหน้าสถานทูตวันสัมภาษณ์ เค้าจะขอดูเอกสารค่ะ และเค้ามีรายชื่อไว้ด้วยว่าวันนั้นมีใครจองวันสัมภาษณ์ประเภทไหนเวลาอะไร ลักไก่ไม่ได้เลยค่ะ ถ้าจองไปผิดประเภท เค้าจะไล่คุณให้กลับไปจองใหม่ และคุณจะต้องเสียเวลาและเสียเงินซื้อ pin ใหม่ด้วยค่ะ วันนั้นที่ไปสัมภาษณ์ เจอคนโดนไล่กลับไปหลายคนเลย

4. ชำระค่าธรรมเนียมวีซ่าที่ไปรษณีย์ ปัจจุบันจำนวน $160 เหรียญ เป็นเงินไทยเท่าไหร่ที่ไปรษณีย์จะบอกเองค่ะ แล้วแต่ค่าเงิน เก็บใบเสร็จไว้นะคะ เพราะต้องนำไปยื่นวันสัมภาษณ์ค่ะ ลองเช็คตารางราคาดูได้ที่นี่นะคะ http://thai.bangkok.usembassy.gov/niv_visafees.html

5. เตรียมเอกสารสำหรับวันสัมภาษณ์
หลักๆ ก็มี 
5.1 พาสปอร์ตทุกเล่มที่มี ทั้งเก่าใหม่ ถ้าโชว์ว่าเคยเป็นเที่ยวประเทศอื่นๆ มาด้วยยิ่งดี
5.2 ใบ ds-160 confirmation
5.3 ใบเสร็จค่าธรรมเนียมวีซ่าที่ได้จากไปรษณีย์ (ตัวจริง)
5.4 ใบจองวันสัมภาษณ์
5.5 รูปถ่าย 5x5 ซม. (ถึงแม้ว่ารูปที่คุณอัพโหลดจะผ่านแล้วก็ต้องเตรียมไปด้วยค่ะ ของเราเค้าเอารูปที่เราถือไปไปสแกนใหม่ในวันสัมภาษณ์ค่ะ และรูปที่ลงในวีซ่าเราก็เป็นรูปอันใหม่นี้แหละ) ตอนนั้นดูเดี่ยว 8 ที่โน้สอุดมเล่าเรื่องไปขอวีซ่าเมกา แล้วเล่าเรื่องรูปถ่าย เรากังวลม้าก มาก กลัวรูปถ่ายใชัไม่ได้ เลยต้องถ่อไปถ่ายถึงสยามทั้งที่บ้านอยู่รังสิต หูในภาพข้างนึงมันก็เห็นไม่ชัดเพราะหูเรามันไม่กางออกมา แต่ตอนที่ไปรอแถวหน้าสถานทูตเพื่อสัมภาษณ์ ไม่เห็นมีเจ้าหน้าที่คนไหนสนใจเรื่องรูปถ่ายเลยค่ะ เค้าไม่ดูเลยด้วยซ้ำ เพราะงั้น เราว่านะ ไปถ่ายร้านไหนก็ได้ ให้เห็นหน้าชัด ขนาดถูกต้อง สีพื้นหลังถูกต้องก็ใช้ได้แล้วล่ะ
5.6 หนังสือรับรองการทำงาน (หนังสือรับรองการเป็นนักศึกษา กรณียังเรียนอยู่)
5.7 หนังสือเชิญไปเที่ยว (ถ้ามี)

6 รายการข้างต้นเป็นสิ่งที่ต้องใช้นะคะ
นอกจากนี้ก็เตรียมของพวกนี้ไปด้วยเผื่อกงสุลขอเรียกดูค่ะ
5.8 ใบลางาน
5.9 bank statement เป็นสมุดบัญชีทั้งเล่มก็ได้ถ้ามีการอัพสมุดเป็นประจำ ถ้าไม่อัพประจำก็ขอ statement จากธนาคารย้อนหลังอย่างน้อย 6 เดือนค่ะ
5.10 เอกสารการเป็นเจ้าของทรัพย์สินต่างๆ เช่น เอกสารการผ่อนบ้าน โฉนดที่ดิน (ถ้ามี)
5.11 ข้อมูลโรงแรมที่จะพัก
5.12 แผนการท่องเที่ยวคร่าวๆ
5.13 จดหมายแนะนำตัวเอง ว่าเป็นใคร ทำงานอะไร จะไปเมกาเพื่ออะไร และทำไมถึงจะกลับมา เช่น ภาระทางบ้านที่ไทย หรืออื่นๆ ที่จะชักจูงให้กงสุลเชื่อได้ว่าเราไปเที่ยวจริงและจะกลับมาแน่นอน อันนี้คือตัวอย่างจดหมายแนะนำตัวเองค่ะ http://ready2gointer.blogspot.com/2012/03/blog-post_101.html นอกจากนี้ยังมีจดหมายอื่นๆ ที่อ่านต้องใช้ดูได้ที่นี่ค่ะ http://ready2gointer.blogspot.com/2012/03/blog-post_3419.html

ทีนี้ขอเล่าถึงวันสัมภาษณ์บ้างค่ะ

วันนั้นเรามีนัดสัมภาษณ์ตอน 8 โมง เราไปถึงประมาณ 7 โมง เคยได้ยินคนบอกว่าให้ไปตี 5 เพราะแถวยาว แต่ไม่จำเป็นเลยค่ะ เพราะเค้าจะดูเวลาตามรอบค่ะ ตอนเราไปถึง เค้าก็ให้ยืนรอค่ะ จนคนรอบก่อนหน้าหมดแล้วถึงให้เราเข้าได้ (รอบก่อนหน้าเรา คือ 7:30 น.)

พอเข้าไปจะมีโต๊ะเจ้าหน้าที่ตรวจเอกสาร เค้าจะเอาเอกสารเราใส่ซองใสๆ เค้าขอแค่ใบ ds-160 confirmation กับ หนังสือรับรองการทำงาน และจดหมายเชิญ (ถ้ามี) กับรูปถ่ายที่เราถือไป จากนั้นก็ให้ซองใสๆ นั้นมา พร้อมเลขคิว จากนั้นก็ไปนั่งรอเรียกเข้าไปข้างในเป็นกลุ่มๆ ค่ะ ระหว่างรอเราจะแอบเอาเอกสารอะไรใส่เพิ่มไปก็ได้นะคะ ถ้าคิดว่ามันจะช่วยให้ได้วีซ่า แต่เราก็ไม่ได้ใส่อะไรเข้าไปเพิ่มเลยค่ะ เราเตรียมใบลาที่เจ้านายเซ็นต์แล้วไปด้วย แต่ก็ตัดสินใจไม่เอาใส่ไปค่ะ

นั่งรอสักพัก เค้าก็เรียกเข้าข้างใน เข้าไปก็คนเยอะอยู่ค่ะ ไปถึงก็เดินไปที่เคาน์เตอร์ตรวจเอกสารอีกที จะเป็นเจ้าหน้าที่ไทยค่ะ เค้าจะสัมภาษณ์เราเหมือนเป็นเตรียมพร้อมให้เราตอบคำถามรอบจริงกับกงสุล แต่เค้าจะถามแบบเคี่ยวๆ ค่ะ ของเราเค้าทำหน้าตาแบบไม่เชื่อ ประมาณว่า ไปเที่ยวเองคนเดียวเนี่ยนะ คนในอเมริกาก็ไม่รู้จัก แล้วก็ ไหนขอดูใบจองโรงแรมหน่อยซิ เราก็ยื่นให้เป็นปึก แต่ไม่ใช่ใบจองโรงแรมนะ เพราะเราไม่ได้จอง แต่เป็นใบข้อมูลโรงแรมที่เราเช็คบนเน็ตมา บอกราคาของช่วงวันที่เราใส่ไปมาให้เสร็จสรรพ แล้วก็มีแผนท่องเที่ยวคร่าวๆ หนีบอยู่ด้วยกัน เจ๊แกก็ว่า แล้วโปรแกรมท่องเที่ยวเนี่ย เขียนเอง นึกเอาเองเลยรึ ทำเอาเราใจแป้วเล็กๆ เสร็จแล้วก็ได้บัตรคิวอีกใบแล้วไปนั่งรอเรียกสัมภาษณ์รอบจริงกับกงสุล

วันนั้นบัตรคิวเราขึ้นต้นด้วยเลข 2 ซึ่งก็ไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร คนที่เข้ามาพร้อมๆ กับเราได้เลข 8 กันหมด เรารอนานมากจนคนเลข 8 ที่เข้ามาพร้อมๆ กันเสร็จไปหมดแล้วถึงได้เริ่มเรียกเลข 2 นั่งรออยู่ 2 ชม. ก็ถูกเรียก ได้ช่องเบอร์ 9 เป็นกงสุลผู้ชาย เค้าก็ถามเป็นภาษาอังกฤษไม่กี่คำถาม เช่น ทำงานที่ไหน แล้วก็ดูหนังสือรับรองการทำงานเรา ถามว่ารู้จักใครที่เมกามั้ย ก็ตอบว่าไม่ ถามว่าเดินทางกับใคร ก็ตอบว่าคนเดียว แล้วก็ถามเรื่องงานอีกว่าทำเกี่ยวกับอะไร ประมาณนี้ ก็ตอบไปตามตรง (ผ่านมา 3 เดือนแล้ว ณ วันที่เขียนประสบการณ์นี้ ก็จำได้ไม่ละเอียด แต่เค้าไม่ได้ขอดูเอกสารอะไรเพิ่มเลย) นอกนี้ก็ถามว่าเคยไปประเทศไหนมาบ้าง เราก็ตอบไป เท่านี้เค้าก็บอกว่าเราได้วีซ่า เราก็ถามกลับว่าได้กี่ปี เค้าก็ตอบ 10 ปี เราก็ขอบคุณมาก แล้วเดินออกไปซื้อซองไปรษณีย์เพื่อให้ส่งพาสปอร์ตพร้อมวีซ่ากลับ

พอออกมาก็รับโทรศัพท์ที่ฝากไว้ แล้วก็เปิดเครื่องส่ง message ไปหาแฟนว่าได้วีซ่าแล้ว 10 ปี แฟนก็ดีใจใหญ่

จากนั้นรอ 3 วันก็ได้พาสปอร์ตคืนพร้อมวีซ่า วันที่ได้วีซ่าตรงกับวันเกิดแฟนพอดีเลย อิอิ ในใบ ds-160 เรากรอกที่อยู่ในเมกาว่าเป็นโรงแรม แต่ถึงวันจริงเราไม่ได้พักที่โรงแรมนั้น แต่พักบ้านพ่อแม่แฟน และวันเดินทางก็ไม่ตรงตามที่กรอกไว้เลย เพราะเปลี่ยนแผนทีหลัง เพราะงั้น ข้อมูลส่วนนี้ เราสามารถกรอกไปคร่าวๆ ได้นะคะ ตอนเดินทางถึงเมกา ตม. ก็ไม่ได้ถามค่ะว่าทำไมไม่ตรงกะตอนที่บอกไว้ในวันสัมภาษณ์ ไม่ได้พูดอะไรถึงวันสัมภาษณ์เลยด้วยค่ะ

Wednesday, February 13, 2013

เดินทางไปเมกาด้วยวีซ่าท่องเที่ยวระหว่างการยื่นขอ CR-1


นึกขึ้นได้ค่ะว่าอยากเขียนเรื่องนี้มานานหลายเดือนแล้ว สำหรับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่มีวีซ่าท่องเที่ยวอยู่แล้วและอยากมาเยี่ยมแฟนระหว่างรอวีซ่าแต่งงานหรือวีซ่าถาวรเสร็จ (K1, CR-1, IR-1) ตั้งกะเดินทางมาหาแฟนที่เมกาครั้งสุดท้ายด้วยวีซ่าท่องเที่ยว ซึ่งเป็นการเดินทางมาเมกาเป็นครั้งที่ 4 และเป็นครั้งแรกที่เดินทางด้วยพาสปอร์ต 2 เล่ม โดยวีซ่าท่องเที่ยวอยู่ในพาสปอร์ตเล่มเก่า (เป็นนามสกุลก่อนแต่งงาน) ถือคู่กับพาสปอร์ตเล่มใหม่ซึ่งเปลี่ยนนามสกุลเป็นนามสกุลสามีชาวเมกัน

ทุกครั้งเป็นการเดินทางคนเดียวนะคะ ปกติเราจะตื่นเต้นและกลัวหลงกลัวป้ำเป๋อตลอด เลยมักจะเช็คข้อมูลทุกอย่างก่อนเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นแผนที่ terminal ของสนามบินที่เราจะต้องไปต่อเครื่อง หรือถามแฟนให้ชัวร์ว่าไปถึงแล้วต้องเดินไปทางไหนยังไง แต่คราวนี้เราเฉยๆ มาก เนื่องจากว่าเรากำลังอยู่ระหว่างยื่นขอ CR-1 ค่ะ และตอนนั้นกะลังจะถึงขั้นที่ได้วันสัมภาษณ์แล้ว เราเลยเฉยๆ ไม่ค่อยได้อยากไปเท่าไหร่ แต่เราเคยบอกแฟนไว้ตอนที่เค้ามาหาเราที่ไทยเมื่อ 2-3 เดือนก่อนว่าเราจะไปหาเค้าช่วงนี้ เค้าเลยเซ้าซี้ถามมากว่าจะมาวันไหน เราก็เลยโอเค ไปก็ไปวะ แต่แบบซังกะตายมาก ไม่ได้เช็คข้อมูลอะไรเลย ทั้งที่ควรจะเตรียมพร้อมเพราะเป็นครั้งแรกที่จะเข้าเมกาด้วยนามสกุลสามีเมกัน (ตม. เค้าจะรู้แล้วครั้งนี้ว่าเราแต่งงานกะชาวเมกัน)

ท้าวความนิดนึงถึงการเดินทางเข้าเมกาด้วยวีซ่าท่องเที่ยวแต่ละครั้งด้วยสถานะที่แตกต่างกัน
ครั้งแรก ยังไม่ได้แต่งงานแต่คบกะแฟนอยู่ พาสปอร์ตและวีซ่าเป็นนามสกุลก่อนแต่งงาน เดินทางเข้าเมกาโดยไม่ได้แสดงตัวต่อสถานทูต (ตอนขอวีซ่า) และ ตม. (ตอนเข้าเมกา) ว่ามีแฟนเป็นเมกัน
ครั้งที่ 2 และ 3 แต่งงานจดทะเบียนสมรสแล้ว แต่ยังไม่ได้เปลี่ยนพาสปอร์ตเป็นนามสกุลสามี เนื่องจากพยายามหลีกเลี่ยงการเข้าเมกาด้วยนามสกุลสามี ไม่อยากเปิดเผยตัวว่าเรามีอะไรที่เกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้งกะเมกา (ไม่อยากให้ ตม. ถามเยอะ และตั้งข้อสงสัยเยอะ ทั้งที่เราเข้าเมกาด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้คิดจะหนีวีซ่าแต่อย่างใด)
หมายเหตุ ครั้งที่ 2 เรากลับไทยไปแค่เดือนเดียวก็กลับเข้ามาเมกาอีกเป็นครั้งที่ 3 ตม. ก็ไม่ได้ถามอะไรมากมายเลย กระเป๋าก็ไม่โดนตรวจ
ครั้งที่ 4 (ครั้งที่จะเอามาเล่าในเอนทรีนี้) เดินทางด้วยพาสปอร์ต 2 เล่มซึ่งนามสกุลไม่ตรงกัน คือ พาสปอร์ตเดิมที่มีวีซ่าท่องเที่ยว B1/B2 สิบปีอยู่  (นามสกุลก่อนแต่งงาน) กับพาสปอร์ตใหม่นามสกุลสามี
เหตุที่ต้องทำพาสปอร์ตใหม่เพราะ พาสปอร์ตเก่าเราใกล้หมดอายุและต้องการใช้พาสปอร์ตนามสกุลสามีสำหรับวีซ่า CR-1 โดยในวันเดินทางครั้งที่ 4 นี้ เราได้รับแจ้งวันสัมภาษณ์ CR-1 แล้ว และเราจะเดินทางกลับไทยมาก่อนวันสัมภาษณ์ 2 วัน ซึ่งเรา print ใบแจ้งวันสัมภาษณ์พกติดตัวไปด้วย**

อย่างที่บอกไปตอนต้นว่าครั้งนี้ผิดจากครั้งก่อน ซึ่งเราควรจะหาข้อมูลว่า การเดินทางด้วยพาสปอร์ต 2 เล่มและวีซ่านามสกุลไม่ตรงกับพาสปอร์ตใหม่แบบนี้จะมีปัญหาอะไรหรือไม่ (ตอนไปทำ endorsement passport เค้าก็มีประกาศเตือนเรื่องนี้ว่าควรต้องเตรียมเอกสารอะไรติดไปด้วย แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจ) จนกระทั่ง...

- วันเดินทาง ขณะกะลังจะเข้าคอกเพื่อต่อแถวไปเคาน์เตอร์เช็คอิน (คงนึกออกกันนะคะ ที่เค้าจะใช้เชือกกะเสามากั้นๆ เป็นทางให้เราเดินเข้าไปที่เคาน์เตอร์อะค่ะ) จนท. ก็ขอดูเอกสารเรา เราก็ยื่นพาสปอร์ตกะ e-ticket ที่ print มาด้วยให้ดู จนท. ผู้ชาย (ไม่แก่ไม่เด็ก ไม่น่าจะใช่เด็กใหม่) ก็ดูพาสปอร์ตทั้งสองเล่มของเรา และหันไปคุยกับ จนท. อีกคนที่เป็นผู้หญิงและดูอาวุโส ว่าเราถือ 2 พาสปอร์ตแบบนี้แล้วนามสกุลไม่ตรงกัน จนท. ผู้หญิงเอาไปพลิกดูก็พูดว่า มี endorsement มาก็โอเคแล้ว ถ้าไม่มีก็ต้องมีเอกสารเปลี่ยนชื่อ/สกุลมา

- ตอนเช็คอินที่เคาน์เตอร์ (United Airlines) เรายื่นพาสปอร์ตให้ เค้าถามหาวีซ่าเราก็เลยเอาในเล่มเก่าให้ดู แล้วเค้าก็ไม่สนใจใยดีพาสปอร์ตใหม่เราเลย (คิดในใจ อ้าว แต่เราเดินทางและซื้อตั๋วด้วยนามสกุลใหม่นะ เริ่มวิตกเล็กๆ) แล้วก็ออก boarding pass ให้เราด้วยชื่อในพาสปอร์ตใหม่

- ระหว่างกะลังรอขึ้นเครื่องเราก็ลนนิดๆ พยายามหาข้อมูลบนมือถือว่ากรณีแบบเราเนี่ยมันโอเคเปล่า ก็ไปเจอข่าวหรือบทความอะไรสักอย่างโดยกระทรวง ตปท. ว่ากรณีแบบเรา (วีซ่ากะพาสปอร์ตใหม่ที่ชื่อไม่ตรงกัน) ควรพกเอกสารที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนชื่อ/สกุลพร้อมใบแปลที่รับรองโดยกงสุลไทยไปด้วยแม้จะมี endorsement แล้วก็ตาม! และยกตัวอย่างคนไทยไปต่อเครื่องที่เกาหลี ถูก ตม. เมกันส่งตัวกลับเพราะเหตุนี้และไม่มีเอกสารอะไรแสดง!! เอาละกรู ถูก ตม. ส่งตัวกลับที่ญี่ปุ่นแหง (ต่อเครื่องที่โตเกียว) เพราะตอนนั้นมีแค่สำเนาใบเปลี่ยนนามสกุลภาษาไทยเยินๆ ที่พกติดเป๋าตังค์ไว้แค่นั้นเองค่ะ

เอาล่ะ และแล้วการเดินทางที่น่าตื่นเต้นว่าจะถูกสกัดดาวรุ่งกลางทางหรือไม่ก็เริ่มขึ้น!

6 ชม. บนเครื่องผ่านไป ถึงเวลาระทึกใจที่ญี่ปุ่น เราก็แบบชิลล์ เตรียมใจไว้แล้วว่าอะไรจะเกิดก็เกิด ถ้าถูกส่งกลับก็เดือนหน้าก็ได้ CR-1 แล้ว พลาดคราวนี้ก็รอไปเมกาอีกทีด้วย CR-1 เลยละกัน

ลงเครื่องมาก็เดินมุ่งหน้าตามป้าย connecting flight ไป เจอ security checkpoint ตรวจสัมภาระติดตัวเผื่อเข้าไปรอต่อเครื่องในอาคารก็เดินต่อแถวไป ผ่าน security checkpoint เสร็จก็ใส่รองเท้า หิ้วกระเป๋า เดินออกมาปุ๊บก็จะเจอบันไดเลื่อนลงไปที่เกท เราเงยหน้าขึ้นมาก็เจอชายหนุ่ม (ฝรั่งหัวล้าน) ยืนถือกระดาษพร้อมโชว์ชื่อเราอยู่ตรงหัวบันไดเลื่อน สันนิษฐานว่าเป็น ตม. เมกัน!

เราก็เดินตรงไปหาชายหนุ่มคนนั้น 
เรา: It's me. 
ฮี:    ยูมีวีซ่าเมกันเปล่า
เรา: yes" 
ฮี:   ขอดูหน่อย
เราก็ยื่นพาสปอร์ตทั้งสองเล่มให้ไปและให้ดูวีซ่าในพาสปอร์ตเก่า 
ฮี:   อ๋อ ยูมีวีซ่าอีกชื่อนึงนี่เอง มิน่าถึงไม่เห็นว่าชื่อยูมีวีซ่าเข้าเมกาอยู่ในระบบ
แล้วฮีก็จดเลขวีซ่าเราไป 
เรา: ไอกะลังกังวลเรื่องนี้อยู่พอดีว่าจะมีปัญหาอะไรหรือเปล่า เพราะชื่อในวีซ่ากะพาสปอร์ตใหม่ที่เราใช้เดินทางครั้งนี้ไม่ตรงกัน
ฮี:   ไม่มีปัญหาหรอก ถ้ายูจะไปแล้วเดินทางกลับอะ (ประมาณว่าไม่หนีวีซ่าอยู่ที่นู่นด้วยวีซ่าท่องเที่ยวเลย)
ฮี (ต่ออีก): ยูอยู่ระหว่างยื่นขอวีซ่าถาวรด้วยไม่ใช่หรอ
เรา (คิดในใจ รู้ดีจัง เห็นข้อมูลเราหมดเลยสิ): ใช่แล้ว มีสัมภาษณ์เดือนหน้านี่
จากนั้นฮีก็ถามเราว่าสามีทำงานอะไร อยู่ที่ไหน เราก็บอกไป แล้วก็เรียบร้อย ฮีแยกย้ายไปพร้อมกระดาษที่จดเลขวีซ่าเราอยู่ในมือ

เราก็ยังตื่นเต้นอยู่ เดินไปผิดเกทซะงั้น แบบสมองยังไม่สั่งการ พอได้ที่นั่งก็แชทกะแฟน บอกว่ามี ตม. เมกันมาดักรอเราด้วย เค้าก็ว่า wow ประมาณว่าขนาดนั้นเลยหรอ และถามเราว่าตกใจเปล่า เราก็บอกเราก็คิดไว้อยู่แล้วว่าจะโดนดักที่นี่ แฟนก็ว่าถ้า ตม. คนนั้นเค้าให้เราผ่านมาได้และบอกกับเราแบบที่เราเล่าไปข้างบนแล้วก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอก เข้าเมกาได้สบายชัวร์อยู่แล้ว เราก็อือ หวังว่างั้น

จบจากโตเกียวก็มาลุ้นต่อที่ ตม. เมกา ณ LAX

ลงเครื่อง เดินมุ่งหน้าไปยัง ตม. เนื่องจากเรานั่ง United ซึ่งมี terminal ของตัวเอง ก็เลยไม่สับสนวุ่นวายและคนไม่เยอะ แป๊บเดียวก็ได้มายืนอยู่หน้า ตม. หน้าตาออก mexican

วางพาสปอร์ต 2 เล่มตรงหน้าฮี ฮีถามมาทำอะไร เราบอกมาเยี่ยมสามี (คราวนี้บอกแบบนี้เลยโดยไม่ปิดบังว่าคบชายหนุ่มเมกันอยู่ เพราะพาสปอร์ตนามสกุลใหม่มันฟ้องอยู่แล้ว) 

ปล. เนื่องจากผ่านมาหลายเดือน จำรายละเอียดไม่ได้ว่าฮีคุยอะไรกะเรามั่ง เลยขอเล่าคร่าวๆ ละกัน

ฮีทำหน้าตาคลางแคลงใจ พูดว่ายูอยู่ไทยแล้วสามีอยู่นี่เนี่ยนะ ไม่อยากอยู่ด้วยกันหรือไง (จะจับพิรุธว่าเราจะหนีวีซ่าเปล่าอะสิ) เราเลยรีบบอกว่าเราอยู่ระหว่างยื่นขอ CR-1 จะต้องเดินทางกลับไปสัมภาษณ์เดือนหน้านี่ (เพื่อให้ฮีสบายใจว่าเราไม่หนีวีซ่าแน่นอน คิดในใจ ในระบบก็น่าจะมีข้อมูลอยู่แล้วนี่ ตม. เมกาที่ญี่ปุ่นยังรู้เลย ไม่กดดูล่ะฟระ) กลับกลายเป็นว่า ฮีเข้าใจไปว่าเราได้ CR-1 แล้ว เลยถามหาซองน้ำตาลกะเรา เราบอกไม่มี เรายังไม่ได้ CR-1 แต่กำลังจะต้องกลับไปสัมภาษณ์เดือนหน้า แล้วเราก็ยื่นใบแจ้งวันสัมภาษณ์ที่เรา print ติดไปด้วยให้ฮีดู

ฮีเอาไปอ่าน จ้องตรงวันสัมภาษณ์และขอตั๋วขากลับจากเรา (เป็นครั้งแรกที่ถูกขอดูตั๋วขากลับ) เราก็ยื่นให้ ฮีก็ดูกลับไปกลับมาว่ากลับวันนี้ สัมภาษณ์วันนี้ (กลับถึงก่อนวันสัมภาษณ์ 2 วัน) ฮีก็ถามแต่งงานนานยัง และข้อมูลอื่นๆ เกี่ยวกับเรากะสามีนิดหน่อย พร้อมกะบอกว่า คราวหน้าที่จะมาด้วย CR-1 จะถูกถามแบบนี้แหละ ซ้อมไว้นะ และให้ข้อมูลเราคร่าวๆ ว่าคราวหน้าจะต้องยื่นเอกสารอะไร ตรงไหน ยังไง (ครั้งที่ 5 ที่เรามาด้วย CR-1 จริงๆ กลับไม่เห็นถูก ตม. ถามอะไรเลยอะ อ่านได้ที่นี่นะคะ

ตม. ปั๊มให้เรา 6 เดือนในพาสปอร์ตเล่มใหม่โดยเขียนเลขวีซ่าจากเล่มเก่าเรากำกับไว้ด้วย พร้อมกำชับเราว่าอย่าผิดนัดสัมภาษณ์นะ สำคัญมาก และบ่นว่าไม่รู้ทำไมบางคนคิดโง่ๆ ยังไง (ประมาณว่า บางคนจะได้วีซ่าถาวรอยู่ละ แต่เข้าเมกามาแล้วดันหนีวีซ่าอยู่ยาวไม่ยอมกลับไปเดินเรื่องวีซ่าถาวรต่อซะงั้น) เราก็ว่าเราไม่โง่อย่างนั้นหรอกน่า อุตส่าห์รอมาตั้งหลายเดือนกว่าจะได้ CR-1 จะทำยังงั้นทำไม (ตม. ไม่ได้ถามหาเอกสารอะไรหรือถามอะไรที่เกี่ยวกับพาสปอร์ต 2 เล่มกะวีซ่าที่นามสกุลไม่ตรงกันเลยสักนิด วิตกไปเองนะเรา เฮ้อ)

เสร็จเรียบร้อยก็ผ่าน custom ต่อ จนท. ก็ถามแบบเดียวกับ ตม. เลยว่า ยูอยู่ไทยแล้วสามีอยู่นี่เนี่ยนะ ไม่อยากอยู่ด้วยกันหรือไง เราก็ตอบแบบเดิมเรื่อง CR-1 ฮีก็ปล่อยเราผ่านไปโดยไม่ตรวจกระเป๋าและบอกว่าขอให้มีความสุขกับครอบครัวนะพร้อมกับยิ้มให้ เราก็รีบไปต่อเครื่องมายัง San Diego และได้เจอกับสามีก็เล่าใหฮีฟังตามที่เจอมา

จบล่ะค๊าาาา หวังว่าคงเป็นประโยชน์สำหรับใครที่มีวีซ่าท่องเที่ยวอยู่แล้วและกำลังคิดอยากไปเยี่ยมสามีระหว่างรอวีซ่าถาวรนะคะ

ปิดท้าย ขอแนะนำนิดว่า ใครที่จะเดินทางมาเยี่ยมแฟนด้วยวีซ่าท่องเที่ยวและอยู่ระหว่างดำเนินการขอวีซ่าแต่งงานหรือวีซ่าถาวร เช่น K1, CR-1, IR-1 ให้พกเอกสารที่แสดงว่าเราอยู่ระหว่างขั้นตอนการขอวีซ่าพวกนี้มาด้วยนะคะ** เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าเราแค่มาเที่ยวมาเยี่ยมแฟน ไม่ได้มาอยู่ด้วยวีซ่าท่องเที่ยว

ส่วนใครที่ถือพาสปอร์ตสองเล่มและชื่อ/นามสกุลในวีซ่าไม่เหมือนในพาสปอร์ตใหม่ ก็ควรพกเอกสารเกี่ยวกับการเปลี่ยนชื่อ/สกุลที่แปลเป็นภาษาอังกฤษติดตัวไปด้วยเผื่อไว้ เพราะเราอาจจะดวงซวยเจอ ตม. โหดๆ (งี่เง่า) ก็ได้ค่ะ

All contents and pictures in this blog is copyrighted@2009 by monkey-girl. All right reserved.

Back to TOP