Showing posts with label ขั้นตอน. Show all posts
Showing posts with label ขั้นตอน. Show all posts

Sunday, June 23, 2013

ประสบการณ์การดำเนินการ CR-1 ตอนที่ 1: ภาพรวม timeline และการเริ่มยื่น CR-1 ขั้น USCIS

เนื่องจากเดือนนี้ของปีที่แล้วเป็นช่วงที่เราอยู่ในขั้นตอนที่ได้รับ case number จาก NVC และดำเนินการจ่าย fee ของ AOS และ IV package และดำเนินการเตรียมเอกสารและส่ง IV package เลยจะขอถือโอกาสนี้เขียนแชร์ประสบการณ์การดำเนินการ CR-1 ของเรานับตั้งแต่เริ่มยื่นจนจบได้วีซ่ามาครอบครองนะคะ แต่เนื่องจากอาจจะเป็นเอนทรีที่ยามมาก เลยจะขอเขียนแยกเป็นตอนๆ ละกัน

ขอเริ่มด้วยการโพสต์ Timeline ก่อนละกันนะคะ
เคสเราใช้เวลารับแต่เริ่มยื่นจนถึงวันได้วีซ่าประมาณ 7 เดือนครึ่งค่ะ
หมายเหตุ: สีแดง คือ ขั้น USCIS สีฟ้า คือ ขั้น NVC และสีเขียว คือ ขั้น US Embassy in Bangkok

2012 Jan 05      ส่ง I-130 Package ไปยัง USCIS
2012 Jan 06      I-130 ไปถึง USCIS (เช็คจาก mail tracking number)
2012 Jan 08      Receipt Notice (NOA1) issued โดย USCIS 
2012 Jan 14      ได้รับจดหมายแจ้ง NOA1 (ส่งมายังบ้านของสามีที่เมกา)
2012 May 09    Approval Notice (NOA2) issued โดย USCIS 
2012 May 12    ได้รับจดหมายแจ้ง NOA2 (ส่งมายังบ้านของสามีที่เมกา) 
2012 May 21    เราดำเนินการขอใบรับรองความประพฤติที่กองทะเบียนประวัติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
2012 Jun 06     ไปรับใบรับรองความประพฤติที่กองทะเบียนประวัติ 
2012 Jun 11     ได้รับแจ้ง Case Number และแจ้งให้จ่าย Affidavit of Support (AOS) fee bill received จาก NVC ทางอีเมล์
2012 Jun 12     สามีจ่าย AOS fee bill และเราส่ง DS-3032 ไปยัง NVC ทางอีเมล์
2012 Jun 13     AOS fee bill status ขึ้นว่าจ่ายแล้ว (NVC ได้รับ fee นี้เรียบร้อยแล้ว)
2012 Jun 20     ได้รับ DS-3032 receipt notice จาก NVC ทางอีเมล์ 
2012 Jun 21     IV fee bill ขึ้นในระบบให้จ่ายได้แล้วและสามีดำเนินการจ่าย
2012 Jun 26     เราส่ง IV Package (DS-230 Package) ไปถึง NVC จากประเทศไทย ใช้บริการส่งด่วนโดย DHL 3 วันถึง 
2012 Jun 28     สามีส่ง AOS Package (I-864 Package) ไปยัง NVC จาก CA และ IV package ของเราไปถึง NVC
2012 Jun 29     AOS Package ของสามีไปถึง NVC 
2012 Jul 05      เราไปตรวจสุขภาพที่บำรุงราษฎร์
2012 Jul 09      ได้รับอีเมล์แจ้ง “Checklist: AOS missing” บอกว่า NVC ได้รับ IV package แล้ว แต่ยังไม่ได้รับ AOS package
2012 Jul 11      ได้รับอีเมล์แจ้ง P4 (interview date) และเคสเราถูกส่งจาก NVC ไปยังสถานทูตอเมริกาที่กรุงเทพฯ
2012 Jul 20      เราเดินทางไปเยี่ยมสามีที่อเมริกาด้วยวีซ่าท่องเที่ยว
2012 Aug 14    เราเดินทางกลับจากเยี่ยมสามีที่อเมริกา
2012 Aug 16    วันสัมภาษณ์วีซ่า CR-1 ที่สถานทูตอเมริกาในกรุงเทพฯ
2012 Aug 17    CR1 visa issued และ วีซ่าท่องเที่ยวในพาสปอร์ตเก่าถูกประทับตรายกเลิก
2012 Aug 18    ได้รับพาสปอร์ตพร้อมวีซ่า CR-1 และเอกสารซองน้ำตาลทางไปรษณีย์

เราได้สมัครเป็นสมาชิกเว็บไซต์ visajourney.com ไว้ด้วย ซึ่งเค้ามีเครื่องมือให้สร้าง timeline ได้เพียงแค่กรอกวันที่ต่างๆ ลงไป หน้าตา timeline ที่ visajourney เป็นแบบนี้ค่ะ


โดยการเริ่มยื่น CR-1 นั้นมีเงื่อนไข คือ ต้องจดทะเบียนสมรสกับชาวอเมริกันไม่เกิน 2 ปีนับจากวันที่เริ่มยื่นขอ CR-1 เพราะฉะนั้น เพียงแค่จดทะเบียนสมรสเรียบร้อย มีใบทะเบียนสมรสไว้ในครอบครองแล้วก็สามารถยื่นขอ CR-1 ได้เลยค่ะ

เราแต่งงานเดือน ต.ค. 2011 ช่วงนั้นเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่พอดีค่ะ พอแต่งเสร็จเราเลยเดินทางไปๆ มาๆ เมกาอยู่ 2 รอบ เพราะที่ทำงานปิดเนื่องจากน้ำท่วมเป็นเดือน ประกอบกับเราได้ยื่นขอลาไปต่างประเทศไว้ก่อนหน้านั้นด้วยแล้วเพื่อจะไปฉลองคริสมาสต์กับปีใหม่กับแฟนที่เมกา

เพราะฉะนั้นตอนที่เรากับแฟนเริ่มยื่น CR-1 เป็นช่วงที่เราอยู่อเมริกาพอดีค่ะ เราใช้วิธีส่งเอกสารที่ต้องใช้ส่งไปพร้อม I-130 ไปที่อยู่แฟนทางไปรษณีย์ เผื่อโดนค้นกระเป๋าตอนเข้าเมกาจะได้ไม่สงสัยว่าเราจะเข้าไปอยู่เลยแล้วปรับสถานะหรืออะไรทำนองนั้น เพราะตอนนั้นเราเดินทางเข้าเมกาด้วยวีซ่าท่องเที่ยวในชื่อสกุลก่อนแต่งงาน

เอกสารที่ต้องส่งในขั้น USCIS นี้ หลักๆ ก็มีแบบฟอร์ม 2 อัน คือ
- I-130
- G-325A

โดย I-130 นี้ใช้ 1 ชุดต่อหนึ่งเคส ส่วน G-325A ใช้ 2 ชุด คือสามีกรอกชุดนึง และเรากรอกชุดนึงของใครของมัน รายละเอียดเกี่ยวกับแบบฟอร์ม ดาวน์โหลดแบบฟอร์มและ fee สำหรับขั้นตอนนี้สามารถไปดูได้ ที่นี่ 

เอกสารที่ใช้ส่งพร้อม I-130 นี้ให้ยึดตาม instructions ของ I-130 เป็นหลัก ให้ส่งให้ครบตามที่ instructions บอก ห้ามขาดเพราะจะถูกเรียกเอกสารเพิ่มทำให้เสียเวลาออกไปอีก และถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องส่งอะไรเกิน เพราะอาจเป็นประเด็นให้ จนท พิจารณามากขึ้น และอาจทำให้เสียเวลาได้เช่นกัน

ส่วนของเราตอนนั้น เอกสารที่เราส่งไปทั้งหมดแยกออกได้เป็น 3 ส่วน คือ
1. เอกสารของแฟนชาวอเมริกัน
          - G-325A กรอกและเซ็นต์เรียบร้อย
          - birth certificate
          - divorce decree
          - รูปถ่าย 2x2 นิ้ว 1 ใบ
2. เอกสารของเราชาวไทย
          - G-325A กรอกและเซ็นต์เรียบร้อย
          - รูปถ่าย 2x2 นิ้ว 1 ใบ
3. เอกสารร่วม
          - I-130 กรอกและเซ็นต์เรียบร้อย
          - เช็คสั่งจ่ายค่าธรรมเนียม I-130 (ดูรายละเอียดการจ่ายและจำนวนเงินใน instructions ของ I-130)
          - สำเนาใบสำคัญการสมรส (ใบกรอบดอกไม้)
          - ใบแปลใบสำคัญการสมรสเป็นภาษาอังกฤษ แปลและรับรองโดยเราเอง ตัวจริง
          - สำเนาหนังสือสัญญาเช่าอพาร์ทเม้นต์และตึกที่อยู่ร่วมกันที่ไทย (ส่วนนี้อยู่ในส่วนของเอกสารแสดงความสัมพันธ์ ซึ่งมีระบุใน instructions ของ I-130)

รวมรวมเอกสารเสร็จเรียบร้อยเราก็ส่งไป USCIS ตามที่อยู่ที่ระบุใน instructions ของ I-130

หลังจากเราส่ง I-130 ได้ 9 วันก็ได้รับ NOA 1 ซึ่งเป็นจดหมายที่ส่งมายังที่อยู่แฟนค่ะ ซึ่งจะมีเลข receipt number ที่ขึ้นต้นด้วย WACxxxxxxxxxx โดยเราสามารถนำเลขนี้ไปเช็ค case status ในขั้นของ USCIS ได้ที่ https://egov.uscis.gov/cris/Dashboard/CaseStatus.do ค่ะ

ตอนหน้ามาต่อที่ขั้น NVC กันนะคะ

Wednesday, May 29, 2013

วีซ่าท่องเที่ยวอเมริกา

เอนทรีนี้ขอเล่าเรื่องการทำวีซ่าท่องเที่ยวนะคะ ที่จริงเป็นเรื่องเก่าที่เราเคยเขียนแชร์ประสบการณ์ไว้เมื่อตอนทำวีซ่าท่องเที่ยวต้นปี 2011 เราเขียนไว้ที่บล็อกเก่า ขออนุญาตก๊อปปี้มาแปะนะคะ

จริงๆ แล้วข้อมูลขั้นตอนการสมัครวีซ่าท่องเที่ยวสามารถอ่านแบบอัพเดทที่เว็บสถานทูตได้นะคะ ลิงค์นี้ค่ะ http://thai.bangkok.usembassy.gov/non-immigrant_visas.html

ส่วนขั้นตอนและคำอธิบายโดยย่อจากประสบการณ์ตรงของเราก็ตามนี้ค่ะ เรา rewrite เพื่ออัพเดทข้อมูลให้ด้วยแล้วบางส่วนนะคะ เช่น ลิงค์ต่างๆ และค่าธรรมเนียมค่ะ

เป็นการเดินทางมาอเมริกาครั้งแรก และคนเดียวค่ะ เลยอยากเอามาเขียนเล่าประสบการณ์ เริ่มแรกเลยก็เริ่มจากตั้งแต่ตอนไปขอวีซ่านะคะ ก็คือช่วงต้นเดือนธันวา 2553 คือ เรามีความคิดจะขอมา 2 ปีแล้ว แต่ก็กล้าๆ กลัวๆ อยู่ แฟนก็บอกให้ไปขอไว้เผื่อจะได้เดินทางไปด้วยกัน แต่เราก็ไม่มีแพลนที่แน่นอน ก็เลยไม่กล้าขอ เพราะต้องกรอกลงไปในใบขอวีซ่าด้วย บางคนก็บอกต้องแนบในจองโรงแรม ใบจองตั๋วเครื่องบิน บลา บลา บลา เราก็เลยไม่กล้าสักที

ทีนี้ ช่วงเดือน ธ.ค. ตามที่บอก อยู่ๆ เราก็นึกอยากขอขึ้นมาอีก และไปอ่านบอร์ดพันทิป ปรากฏว่ามีหลายคนมาโพสต์ว่า ขอแล้วได้มาสิบปี เราก็เลย เอ๊ะ ช่วงนี้เค้าให้ง่ายหรือเปล่า เราก็เลยตัดสินใจวันนั้นว่า เอาล่ะ จะเอาจริงแล้วนะ เราก็เลยศึกษาขั้นตอนเพิ่ม จากนั้นก็เริ่มลงมือเลย ตามนี้

1. กรอกใบ ds-160 บนเว็บไซต์ https://ceac.state.gov/genniv/ ขั้นตอนนี้ต้องเตรียมข้อมูลให้พร้อมนะคะ ที่ต้องกรอกที่จำได้ก็มีช่วงเวลาที่จะไปวันไหนถึงวันไหน ที่อยู่ที่จะพักในอเมริกาอะไรทำนองนี้ ชื่อพ่อแม่ภาษาอังกฤษด้วย อ้อ อย่าลืมไฟล์ภาพถ่ายด้วยนะคะ อ่านรายละเอียดการกรอกได้ที่นี่นะคะ เค้าทำไว้ละเอียดดีมากเลย
http://thai.bangkok.usembassy.gov/niv_visaforms_photoreq.html เสร็จแล้ว print ใบ confirmation มาด้วยนะคะ ต้องนำไปยื่นวันสัมภาษณ์ค่ะ การกรอกนี้ไม่จำเป็นต้องกรอกให้เสร็จรวดเดียวนะคะ เราสามารถ save แล้วมากรอกทีหลังต่อได้อีกค่ะ

2. ซื้อ pin สำหรับจองวันสัมภาษณ์ออนไลน์โดยจะต้องสร้าง account ที่ 
https://thailand.us-visaservices.com/forms/DetermineTCN.aspx ขั้นตอนนี้ต้องเตรียมเลข confirmation ที่ได้จากตอนกรอกใบ ds-160 ไว้ด้วยนะคะ และบัตรเครดิตค่ะ ถ้าไม่มีบัตรเครดิต จะไปจ่ายเงินที่ไปรษณีย์ทีหลังก็ได้ค่ะ อ่านดูได้ที่นี่ค่ะ https://thailand.us-visaservices.com/Forms/SelfServicePaymentOptns.aspx ค่าซื้อ PIN เพื่อจองวันสัมภาษณ์ปัจจุบัน $12 ค่ะ ดูได้ที่ลิงค์ที่ให้ตะกี้เลยค่ะ

3. จองวันสัมภาษณ์ หลังจากซื้อ pin แล้วก็ไปจองวันสัมภาษณ์ค่ะ ขั้นตอนนี้ถือว่ายากที่สุด เนื่องจากว่าคิวมักเต็มยาวจนสุดตาราง บางคนเตรียมพร้อมหมดทุกอย่างแล้วแต่ก็ถอดใจเพราะขั้นตอนนี้ค่ะ ตารางจองเค้าจะมีขึ้นแค่ 2 เดือนนะคะ ถ้าเต็มหมดแล้วเนี่ยจำเป็นที่จะต้องคอยเข้ามาเฝ้าตาราง เพราะบางทีมีคน cancel มันก็จะว่างมาให้เรารีบคลิกจองค่ะ ตัวผู้เขียนนั่งเฝ้ากลางดึกมา 1 อาทิตย์เต็มๆ ก็ได้มาค่ะ เพราะฉะนั้น ควรจะวางแผนขอวีซ่าก่อนเดินทางอย่างน้อยสัก 3 เดือนนะคะ เดี๋ยวขอไม่ทันแต่จองที่พักและซื้อตั๋วซื้ออะไรไว้แล้วจะลำบากค่ะ
อ้อ ขั้นตอนนี้ระวังจองผิดนะคะ ถ้าเราจะขอวีซ่าแบบ B2 คือเพื่อไปท่องเที่ยวก็ต้องเลือกให้ถูกนะคะ หากเลือกเป็น B1 ซึ่งสำหรับคนขอไปเพื่อธุรกิจ (เช่น บริษัทส่งไปทำงาน ไปสัมมนา อบรมอะไรประมาณนี้) จะได้วันสัมภาษณ์ง่าย เพราะเค้าเปิดให้คนกลุ่มนี้ตลอด แต่ตอนไปสัมภาษณ์ต้องเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้องไปด้วย เช่น หนังสือติดต่อระหว่างหน่วยงาน หลักฐานการส่งไปอบรมอะไรประมาณนี้ บางคนจะไปเที่ยว แต่ลักไก่ไปจองวันสัมภาษณ์เป็น B1 พอไปถึงหน้าสถานทูตวันสัมภาษณ์ เค้าจะขอดูเอกสารค่ะ และเค้ามีรายชื่อไว้ด้วยว่าวันนั้นมีใครจองวันสัมภาษณ์ประเภทไหนเวลาอะไร ลักไก่ไม่ได้เลยค่ะ ถ้าจองไปผิดประเภท เค้าจะไล่คุณให้กลับไปจองใหม่ และคุณจะต้องเสียเวลาและเสียเงินซื้อ pin ใหม่ด้วยค่ะ วันนั้นที่ไปสัมภาษณ์ เจอคนโดนไล่กลับไปหลายคนเลย

4. ชำระค่าธรรมเนียมวีซ่าที่ไปรษณีย์ ปัจจุบันจำนวน $160 เหรียญ เป็นเงินไทยเท่าไหร่ที่ไปรษณีย์จะบอกเองค่ะ แล้วแต่ค่าเงิน เก็บใบเสร็จไว้นะคะ เพราะต้องนำไปยื่นวันสัมภาษณ์ค่ะ ลองเช็คตารางราคาดูได้ที่นี่นะคะ http://thai.bangkok.usembassy.gov/niv_visafees.html

5. เตรียมเอกสารสำหรับวันสัมภาษณ์
หลักๆ ก็มี 
5.1 พาสปอร์ตทุกเล่มที่มี ทั้งเก่าใหม่ ถ้าโชว์ว่าเคยเป็นเที่ยวประเทศอื่นๆ มาด้วยยิ่งดี
5.2 ใบ ds-160 confirmation
5.3 ใบเสร็จค่าธรรมเนียมวีซ่าที่ได้จากไปรษณีย์ (ตัวจริง)
5.4 ใบจองวันสัมภาษณ์
5.5 รูปถ่าย 5x5 ซม. (ถึงแม้ว่ารูปที่คุณอัพโหลดจะผ่านแล้วก็ต้องเตรียมไปด้วยค่ะ ของเราเค้าเอารูปที่เราถือไปไปสแกนใหม่ในวันสัมภาษณ์ค่ะ และรูปที่ลงในวีซ่าเราก็เป็นรูปอันใหม่นี้แหละ) ตอนนั้นดูเดี่ยว 8 ที่โน้สอุดมเล่าเรื่องไปขอวีซ่าเมกา แล้วเล่าเรื่องรูปถ่าย เรากังวลม้าก มาก กลัวรูปถ่ายใชัไม่ได้ เลยต้องถ่อไปถ่ายถึงสยามทั้งที่บ้านอยู่รังสิต หูในภาพข้างนึงมันก็เห็นไม่ชัดเพราะหูเรามันไม่กางออกมา แต่ตอนที่ไปรอแถวหน้าสถานทูตเพื่อสัมภาษณ์ ไม่เห็นมีเจ้าหน้าที่คนไหนสนใจเรื่องรูปถ่ายเลยค่ะ เค้าไม่ดูเลยด้วยซ้ำ เพราะงั้น เราว่านะ ไปถ่ายร้านไหนก็ได้ ให้เห็นหน้าชัด ขนาดถูกต้อง สีพื้นหลังถูกต้องก็ใช้ได้แล้วล่ะ
5.6 หนังสือรับรองการทำงาน (หนังสือรับรองการเป็นนักศึกษา กรณียังเรียนอยู่)
5.7 หนังสือเชิญไปเที่ยว (ถ้ามี)

6 รายการข้างต้นเป็นสิ่งที่ต้องใช้นะคะ
นอกจากนี้ก็เตรียมของพวกนี้ไปด้วยเผื่อกงสุลขอเรียกดูค่ะ
5.8 ใบลางาน
5.9 bank statement เป็นสมุดบัญชีทั้งเล่มก็ได้ถ้ามีการอัพสมุดเป็นประจำ ถ้าไม่อัพประจำก็ขอ statement จากธนาคารย้อนหลังอย่างน้อย 6 เดือนค่ะ
5.10 เอกสารการเป็นเจ้าของทรัพย์สินต่างๆ เช่น เอกสารการผ่อนบ้าน โฉนดที่ดิน (ถ้ามี)
5.11 ข้อมูลโรงแรมที่จะพัก
5.12 แผนการท่องเที่ยวคร่าวๆ
5.13 จดหมายแนะนำตัวเอง ว่าเป็นใคร ทำงานอะไร จะไปเมกาเพื่ออะไร และทำไมถึงจะกลับมา เช่น ภาระทางบ้านที่ไทย หรืออื่นๆ ที่จะชักจูงให้กงสุลเชื่อได้ว่าเราไปเที่ยวจริงและจะกลับมาแน่นอน อันนี้คือตัวอย่างจดหมายแนะนำตัวเองค่ะ http://ready2gointer.blogspot.com/2012/03/blog-post_101.html นอกจากนี้ยังมีจดหมายอื่นๆ ที่อ่านต้องใช้ดูได้ที่นี่ค่ะ http://ready2gointer.blogspot.com/2012/03/blog-post_3419.html

ทีนี้ขอเล่าถึงวันสัมภาษณ์บ้างค่ะ

วันนั้นเรามีนัดสัมภาษณ์ตอน 8 โมง เราไปถึงประมาณ 7 โมง เคยได้ยินคนบอกว่าให้ไปตี 5 เพราะแถวยาว แต่ไม่จำเป็นเลยค่ะ เพราะเค้าจะดูเวลาตามรอบค่ะ ตอนเราไปถึง เค้าก็ให้ยืนรอค่ะ จนคนรอบก่อนหน้าหมดแล้วถึงให้เราเข้าได้ (รอบก่อนหน้าเรา คือ 7:30 น.)

พอเข้าไปจะมีโต๊ะเจ้าหน้าที่ตรวจเอกสาร เค้าจะเอาเอกสารเราใส่ซองใสๆ เค้าขอแค่ใบ ds-160 confirmation กับ หนังสือรับรองการทำงาน และจดหมายเชิญ (ถ้ามี) กับรูปถ่ายที่เราถือไป จากนั้นก็ให้ซองใสๆ นั้นมา พร้อมเลขคิว จากนั้นก็ไปนั่งรอเรียกเข้าไปข้างในเป็นกลุ่มๆ ค่ะ ระหว่างรอเราจะแอบเอาเอกสารอะไรใส่เพิ่มไปก็ได้นะคะ ถ้าคิดว่ามันจะช่วยให้ได้วีซ่า แต่เราก็ไม่ได้ใส่อะไรเข้าไปเพิ่มเลยค่ะ เราเตรียมใบลาที่เจ้านายเซ็นต์แล้วไปด้วย แต่ก็ตัดสินใจไม่เอาใส่ไปค่ะ

นั่งรอสักพัก เค้าก็เรียกเข้าข้างใน เข้าไปก็คนเยอะอยู่ค่ะ ไปถึงก็เดินไปที่เคาน์เตอร์ตรวจเอกสารอีกที จะเป็นเจ้าหน้าที่ไทยค่ะ เค้าจะสัมภาษณ์เราเหมือนเป็นเตรียมพร้อมให้เราตอบคำถามรอบจริงกับกงสุล แต่เค้าจะถามแบบเคี่ยวๆ ค่ะ ของเราเค้าทำหน้าตาแบบไม่เชื่อ ประมาณว่า ไปเที่ยวเองคนเดียวเนี่ยนะ คนในอเมริกาก็ไม่รู้จัก แล้วก็ ไหนขอดูใบจองโรงแรมหน่อยซิ เราก็ยื่นให้เป็นปึก แต่ไม่ใช่ใบจองโรงแรมนะ เพราะเราไม่ได้จอง แต่เป็นใบข้อมูลโรงแรมที่เราเช็คบนเน็ตมา บอกราคาของช่วงวันที่เราใส่ไปมาให้เสร็จสรรพ แล้วก็มีแผนท่องเที่ยวคร่าวๆ หนีบอยู่ด้วยกัน เจ๊แกก็ว่า แล้วโปรแกรมท่องเที่ยวเนี่ย เขียนเอง นึกเอาเองเลยรึ ทำเอาเราใจแป้วเล็กๆ เสร็จแล้วก็ได้บัตรคิวอีกใบแล้วไปนั่งรอเรียกสัมภาษณ์รอบจริงกับกงสุล

วันนั้นบัตรคิวเราขึ้นต้นด้วยเลข 2 ซึ่งก็ไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร คนที่เข้ามาพร้อมๆ กับเราได้เลข 8 กันหมด เรารอนานมากจนคนเลข 8 ที่เข้ามาพร้อมๆ กันเสร็จไปหมดแล้วถึงได้เริ่มเรียกเลข 2 นั่งรออยู่ 2 ชม. ก็ถูกเรียก ได้ช่องเบอร์ 9 เป็นกงสุลผู้ชาย เค้าก็ถามเป็นภาษาอังกฤษไม่กี่คำถาม เช่น ทำงานที่ไหน แล้วก็ดูหนังสือรับรองการทำงานเรา ถามว่ารู้จักใครที่เมกามั้ย ก็ตอบว่าไม่ ถามว่าเดินทางกับใคร ก็ตอบว่าคนเดียว แล้วก็ถามเรื่องงานอีกว่าทำเกี่ยวกับอะไร ประมาณนี้ ก็ตอบไปตามตรง (ผ่านมา 3 เดือนแล้ว ณ วันที่เขียนประสบการณ์นี้ ก็จำได้ไม่ละเอียด แต่เค้าไม่ได้ขอดูเอกสารอะไรเพิ่มเลย) นอกนี้ก็ถามว่าเคยไปประเทศไหนมาบ้าง เราก็ตอบไป เท่านี้เค้าก็บอกว่าเราได้วีซ่า เราก็ถามกลับว่าได้กี่ปี เค้าก็ตอบ 10 ปี เราก็ขอบคุณมาก แล้วเดินออกไปซื้อซองไปรษณีย์เพื่อให้ส่งพาสปอร์ตพร้อมวีซ่ากลับ

พอออกมาก็รับโทรศัพท์ที่ฝากไว้ แล้วก็เปิดเครื่องส่ง message ไปหาแฟนว่าได้วีซ่าแล้ว 10 ปี แฟนก็ดีใจใหญ่

จากนั้นรอ 3 วันก็ได้พาสปอร์ตคืนพร้อมวีซ่า วันที่ได้วีซ่าตรงกับวันเกิดแฟนพอดีเลย อิอิ ในใบ ds-160 เรากรอกที่อยู่ในเมกาว่าเป็นโรงแรม แต่ถึงวันจริงเราไม่ได้พักที่โรงแรมนั้น แต่พักบ้านพ่อแม่แฟน และวันเดินทางก็ไม่ตรงตามที่กรอกไว้เลย เพราะเปลี่ยนแผนทีหลัง เพราะงั้น ข้อมูลส่วนนี้ เราสามารถกรอกไปคร่าวๆ ได้นะคะ ตอนเดินทางถึงเมกา ตม. ก็ไม่ได้ถามค่ะว่าทำไมไม่ตรงกะตอนที่บอกไว้ในวันสัมภาษณ์ ไม่ได้พูดอะไรถึงวันสัมภาษณ์เลยด้วยค่ะ

Friday, February 8, 2013

จดทะเบียนสมรสกับชาวอเมริกัน ตอนที่ 1: ใบรับรองโสด

สวัสดีค่า หลังจากไม่ได้เขียนบล็อกมาหลายวัน วันนี้ก็ถือเป็นโอกาสดีที่จะมานั่งเขียน เพราะฝนตกพรำๆ ตลอด ไม่ได้ออกจากบ้านไปไหน แถมทำอะไรอย่างอื่นก็เสร็จแล้ว เลยเปิดหนัง Alien ภาคแรกให้มันนั่งดูเราเขียน blog ละกัน (ให้มันดูเรา เพราะเราไม่ได้ดูมันอะ แหะๆ เปิดไปงั้นให้มีเสียงทีวีเป็นเพื่อน)

ที่จริงมีหลายเรื่องให้เขียนมาก แต่วันนี้ขอเขียนเรื่องการจดทะเบียนสมรสละกัน เพราะถือเป็นขั้นแรกของการเดินทางย้ายถิ่นฐานมาอยู่อเมริกาสำหรับคนที่จะขอวีซ่าแบบแต่งงานเรียบร้อยแล้วที่เมืองไทย เช่น CR-1 หรือ IR-1
หมายเหตุ: อ่านรายละเอียดเรื่อง CR-1/IR-1 ได้ที่นี่นะคะ เขียนเป็นภาษาอังกฤษพร้อมคำอธิบายภาษาไทยในขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับเราที่เป็นคู่สมรสชาวไทยค่ะ

เราจดทะเบียนเมื่อปี 2011 นะคะ เพราะงั้นเราไม่ขอเขียนแชร์ประสบการณ์นะ เพราะจำรายละเอียดไม่ได้แล้ว แต่มาขอแชร์ขั้นตอนการดำเนินการและเอกสารต่างๆ เพราะเชื่อว่ามีพี่ๆ น้องๆ และเพื่อนๆ หลายคนที่กำลังจะจดทะเบียนสมรสกับแฟนชาวอเมริกันที่กำลังจะเดินทางมาเมืองไทยและมีเวลาจำกัดในการดำเนินการ เพราะงั้นการมีข้อมูลแน่นๆ จะช่วยให้สามารถดำเนินเรื่องผ่านไปด้วยดีและทันเวลานะคะ

**เริ่มเรื่องเลยขอย้ำก่อน การจดทะเบียนสมรสที่ไทย ใช้เวลาอย่างน้อย 2 วันนะคะ**
วันแรก - ดำเนินการเรื่องใบรับรองโสด
วันที่สอง - ทำการจดทะเบียนสมรสที่สำนักงานเขต

หลายคนว่าทำไมต้องใช้เวลา 2 วัน วันเดียวไม่เสร็จเหรอ ขอตอบว่าไม่เสร็จค่ะ เพราะช้าที่กงสุลไทยนี่แหละค่ะ อิอิ เอาล่ะมาอธิบายเรื่องตามหัวข้อเอนทรีนี้กันเลยละกันนะคะ ส่วนเรื่องจดทะเบียนสมรสที่เขตขอยกยอดไปเอนทรีหน้านะคะ

วันแรก - ดำเนินการเรื่องใบรับรองโสด แยกเป็น 3 ส่วน ดังนี้
1. สถานทูตอเมริกันในประเทศไทย
2. กงสุลไทยที่แจ้งวัฒนะ (ที่เราไปทำพาสปอร์ตกันนั่นแหละค่ะ)


อธิบาย
1. สถานทูตอเมริกันในประเทศไทย
          * สำหรับแฟนชาวอเมริกัน
          * ดำเนินการที่สถานทูตอเมริกันในประเทศไทย
          * ต้องทำการนัดล่วงหน้าบนเว็บสถานทูต
          * หากแฟนชาวอเมริกันเคยหย่าร้าง ให้นำเอกสารการหย่าร้างไปยื่นที่สถานทูตด้วย

สำหรับแฟนชาวเมกันของเรานะคะ เอกสารที่ต้องใช้ในการจดทะเบียนสมรส คือ ใบรับรองโสดพร้อมใบแปลที่รับรองโดยกงสุลไทยและพาสปอร์ต
ปัจจุบันอเมริกันซิติเซ่นที่ต้องการขอเอกสารหรือใช้บริการต่างๆ ที่สถานทูตอเมริกาในประเทศไทยจะต้องทำการนัดหมายล่วงหน้านะคะ ถ้าไม่ใช่กรณีฉุกเฉิน เจ้าหน้าที่จะไม่ให้บริการค่ะ สามารถนัดหมายออนไลน์และดาวน์โหลดแบบฟอร์มใบรับรองโสด (Affidavit) มากรอกล่วงหน้าได้ที่นี่ค่ะ
http://bangkok.usembassy.gov/service/marriage.html

นี่คือข้อความที่เค้าระบุไว้นะคะว่าต้องทำการนัดล่วงหน้าก่อน เรา capture มาจากเว็บสถานทูต (http://bangkok.usembassy.gov/service.html) วันที่ 8 ก.พ. 2013 @2:26PM (ตามเวลาท้องถิ่นที่ San Diego ค่ะ)


ควรไปถึงสถานทูตแต่เช้านะคะ เมื่อได้รับใบรับรองโสดจากสถานทูตแล้วให้นำไปแปลเป็นภาษาไทยโดยทันทีค่ะ เพื่อให้สามารถนำไปถึงสถานกงสุลที่แจ้งวัฒนะได้เร็วที่สุด

2. แปลใบรับรองโสดเป็นภาษาไทย
เมื่อได้ใบรับรองโสดมาแล้วให้นำไปแปลเป็นภาษาไทยโดยทันทีนะคะ แนะนำให้ไปให้ถึงสถานกงสุลก่อนแล้วหาแปลเอาแถวนั้นก็ได้ค่ะ เพราะอย่างน้อยก็สบายใจว่าถึงสถานกงสุลแล้ว 

ที่ฝั่งตรงข้ามสถานกงสุลมีบริการแปลเอกสารอยู่ค่ะ หรือที่สถานกงสุลเองก็มีคนเดินเกร่ไปมาคอยประกาศรับแปลเอกสารด่วนอยู่หลายรายค่ะ ค่าใช้จ่ายไม่รู้เหมือนกัน เพราะเราใช้วิธีแปลเอง เนื่องจากที่ทำงานเราอยู่ข้างกงสุลค่ะ เราเลยใช้วิธีแปลเองไว้เสร็จเรียบร้อยล่วงหน้า เว้นไว้แค่ชื่อและตำแหน่งของกงสุลอเมริกันที่เซ็นต์ลงท้ายใบรับรองโสด เพราะงั้น ถ้าสะดวกไป print ไฟล์ที่ไหนที่ไม่เสียเวลามาก เราแนะนำว่าทำเองดีกว่าค่ะ ชัวร์ดี ไปพึ่งบริการแปลนี่เราก็ไม่รู้ว่าด่วนแค่ไหนและค่าใช้จ่ายสูงมั้ยก็ไม่รู้อะค่ะ หรือไม่งั้นก็ให้แฟนไปขอใบรับรองโสดคนเดียว ส่วนเรารออยู่บ้าน พอแฟนได้ปุ๊บก็โทรมาบอกเราว่าคนเซ็นต์ชื่อกะตำแหน่งอะไร เราก็พิมพ์เพิ่มไปและ print ให้เสร็จสรรพ แล้วไปเจอกะแฟนที่กงสุลก็ได้ค่ะ ไม่เสียเวลาดี

เรากะแฟนไปสถานทูตตอน 7 โมง กว่าจะเสร็จก็ 8 โมงได้ นั่งแท็กซี่จากถนนวิทยุมากงสุลที่แจ้งวัฒนะ แวะเข้าที่ทำงานเราก่อนเพื่อพิมพ์ชื่อกะตำแหน่งของกงสุลเมกันที่เซ็นต์ใบรับรองโสดของแฟนลงไป เสร็จแล้วก็ print ออกมาและรีบเดินไปที่กงสุลค่ะ

3. กงสุลไทยที่แจ้งวัฒนะ (ที่เราไปทำพาสปอร์ตกันนั่นแหละค่ะ)
          * ขอยื่นรับรองเอกสารแบบด่วน คือ รอรับภายในวันเดียวกัน
          * เช็คเว็บไซต์กงสุลด้วยว่า แบบด่วนต้องยื่นภายในกี่โมงของวันนั้น

เราไปถึงกงสุลน่าจะราว 10 โมงเช้าค่ะ ขึ้นไปชั้นสองทางซ้ายมือของเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์นะคะ จะมีบันไดเล็กๆ ขึ้นไป บอก จนท. ว่ายื่นแบบด่วน แล้วก็นั่งรอ เค้าจะเรียกชื่อเราให้เราเข้าพบเจ้าหน้าที่ ในห้องเล็กๆ จนท. ก็ถามอะไรนิดหน่อย เสร็จก็นั่งรอต่อ คอยตามเรื่องด้วยนะคะ 

ของเรารู้สึกว่านานมากเลยไปตามดู ปรากฏว่าเค้าจะให้เราแก้อะไรไม่รู้ไร้สาระ (แล้วก็ไม่เรียกซะตั้งนานฟะ เอาของตรูมาวางไว้ตรงนี้นานเท่าไหร่แล้วเนี่ย) คือ เค้าจะให้เราแก้วิธีสะกดนามสกุลแฟนค่ะ เค้าบอกภาษาอังกฤษสะกดแบบนี้ ภาษาไทยก็ควรต้องสะกดแบบนี้ (ซึ่งอ่านคนละเรื่องกับที่แฟนเราอ่านชื่อเค้าเอง) เราบอกแฟนหนูเค้าเรียกชื่อตัวเองแบบที่หนูสะกดไปน่ะค่ะถูกแล้ว เค้าเลยบอกงั้นถูกแล้วนะ ไม่แก้นะ ยืนยันตามนั้นนะ เราก็ค่ะ แล้วเค้าก็ส่งเรื่องกลับไปรอตราประทับรับรอง (ช้าโดยใช่เหตุอะ) กว่าจะเสร็จก็บ่าย 3 กว่า ไม่ทันจดทะเบียนสมรสแล้วค่ะ

ปล. จะว่าของเราช้าเพราะเรื่องที่เค้าจะให้เราแก้การสะกดนามสกุลแฟนก็ไม่น่าใช่ เพราะคนอื่นๆ ที่มารอรับรองเอกสารที่นี่ก็เสร็จเวลาพอๆ กับเรา วันนั้นมีคู่นึงที่เอาเอกสารไปรับรองเหมือนกัน วันรุ่งขึ้นก็เจอคู่นั้นไปจดทะเบียนสมรสที่เขตพร้อมเราค่ะ

**เช็คข้อมูลจากสถานกงสุลด้วยนะคะ เรื่องรับรองเอกสารแปลแบบด่วน ว่าต้องยื่นก่อนกี่โมง** ถ้ายื่นหลังเวลาที่กำหนด เค้าจะไม่ทำแบบด่วนให้ค่ะ ถ้าจำไม่ผิด ของเราโทรไปถาม เค้าบอกว่าต้องยื่นก่อนเที่ยงค่ะ

คำแปลใบรับรองโสด*



(คำแปล)
ราชอาณาจักรไทย
กรุงเทพมหานคร
สถานเอกอัครราชฑูตสหรัฐอเมริกา 

ข้าพเจ้า, ____________ ได้มาปรากฎตัวด้วยตนเอง ทำสัตย์ปฎิญาณอย่างถูกต้อง ให้การและกล่าวดังนี้:

1. ข้าพเจ้าเกิดเมื่อวันที่                           ที่                                                 และเป็นผู้ถือหนังสือเดินทาง
                                           (วันเดือนปี)                (เมือง/รัฐ)           (ประเทศ)
เลขที่                                                       ออกให้เมื่อวันที่                                 โดย   กระทรวงการต่าง
               (ชนิดและหมายเลขพาสปอร์ต)                                    (วันที่ออก)                             (หน่วยงานที่ออก)
ประเทศของสหรัฐอเมริกา     และหมดอายุวันที่                              
                                                                                (วันที่หมดอายุ)

2. ที่อยู่ในประเทศไทยของข้าพเจ้า คือ                                         และที่อยู่ในสหรัฐอเมริกาของข้าพเจ้า คือ                                                      

3. ชื่อมารดาของข้าพเจ้า คือ                          ชื่อบิดาของข้าพเจ้า คือ                         

4. ปัจจุบัน ข้าพเจ้าทำงานให้กับ                                        
                                                           (ชื่อของผู้ว่าจ้าง)

5. อาชีพของข้าพเจ้า คือ                            และ รายได้ของข้าพเจ้าเท่ากับ                          ดอลล่าร์สหรัฐต่อเดือน

6. ข้าพเจ้า                          มีคุณสมบัติครบถ้วนและสามารถสมรสกับพลเมืองประเทศ                         
                  (โสด หย่าหรือหม้าย)                                                                                              (สัญชาติ)
ได้ตามกฎหมายไทย

7. ข้าพเจ้า                          ผู้อยู่ในอุปการะหรือต้องอุปการะบุคคลอื่น
                           (มี/ไม่มี)

8. ผู้อ้างอิง 2 คน ในประเทศสหรัฐอเมริกา
                 1.                                                                    2.                         

9. สถานทูตสหรัฐอเมริกาไม่ขอรับประกันเนื้อหาที่ข้าพเจ้าให้สัตย์ปฏิญาณต่อถ้อยคำนี้ 

ภายใต้บทลงโทษฐานให้การเท็จ ช้าพเจ้า ขอรับผิดชอบสำหรับความสัตย์จริงของสิ่งที่กล่าวอ้างในที่นี้ทุกประการ


                    -ลายมือชื่อ-                    
             
                                    ลายมือชื่อและทำสัตย์ปฎิญาณต่อหน้าข้าพเจ้าเมื่อวันที่                                        
 (ตราประทับสถานเอกอัครราชฑูตสหรัฐอเมริกา ณ กรุงเทพมหานคร)
                                                                                                                           -ลายมือชื่อ-                    
                                                                                                       อำนาจรับผิดชอบ: มีอำนาจเต็ม
                                                                                                       เคอร์รี่ เว็บบ์
                                                                                                       ผู้ช่วยกงสุลสหรัฐอเมริกา



*คำแปลนี้เป็นตามแบบฟอร์มที่แฟนเราใช้ ณ ตอนนั้นนะคะ อาจแตกต่างจากแบบฟอร์มปัจจุบันไปบ้างนิดหน่อย ก็ปรับเปลี่ยนรูปแบบและคำแปลให้ตรงตามฟอร์มที่ใช้นะคะ ส่วนชื่อและตำแหน่งกงสุลอเมริกันก็อาจแตกต่างกันไป ลองค้นหาคำแปลแบบอื่นๆ ได้บนอินเทอร์เน็ตค่ะ

Friday, January 25, 2013

CR-1/IR-1 Process for US Citizen's Spouse

เอนทรีนี้เขียนเป็นภาษาอังกฤษนะคะ เคยเขียนให้สามีอ่านตอนกำลังทำ CR-1 แต่เพิ่งได้เอามาเขียนใหม่ทั้งหมดเพราะมีเพื่อนของสามี (ชายชาวออสเตรเลีย) มีภรรยาเป็นอเมริกันและกำลังจะแต่งงานและเดินเรื่อง CR-1 เราเลยเขียนเรียบเรียงใหม่ทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษจากประสบการณ์เราโดยตรง โดยเราพยายามเขียนให้เข้าใจง่ายและสับสนน้อยที่สุด ก็เลยเลือกอธิบายตาม Timeline ของเรานะคะ เพราะงั้นสำหรับมือใหม่หรือใครที่อ่านที่อื่นมาแล้วรู้สึกสับสนว่าต้องทำอะไรตอนไหน ก็แค่ทำตาม Timeline เราได้เลยค่ะ รับรองไม่สับสนแน่นอน

เพราะงั้น ใครที่กำลังจะเดินเรื่อง CR-1 ก็เอาเอนทรีนี้ให้ภรรยาหรือสามีชาวเมกันอ่านได้เลยค่ะ แต่อย่างที่บอกว่าเป็นการเรียบเรียงแก้ไขใหม่จากการเขียนให้เพื่อนชาวออสซี่ที่มีภรรยาเมกันอ่าน เพราะงั้นเพื่อให้เข้าใจง่ายไม่สับสน ขอนิยามความหมายของคำเรียกบางคำ ดังนี้
alien spouse, he/she, him/her, your spouse, beneficiary = สามี/ภรรยาของชาวอเมริกันซิติเซ่น (ซึ่งหมายถึงตัวคุณที่เป็นคนไทยหรือเป็นคนชาติอื่นๆที่ไม่ใช่อเมริกันนะคะ)
you, petitioner = ตัวสามีหรือภรรยาของคุณที่เป็นชาวอเมริกันที่ต้องเดินเรื่องขอวีซ่าให้คุณค่ะ
หมายเหตุ - CR-1/IR-1 ในที่นี้เป็นการขอแบบคู่สมรสชาวอเมริกันยื่นเรื่องที่อเมริกานะคะ

I am writing this in English because a friend of my husband who is an australian and about to marry to an american woman asked me to give him some info on doing a spouse visa. I wrote him my experience on doing my CR-1 so this article will be from my own experience to him. Anyway I rewrote it here for any thai resident to give this to his/her US spouse to read and know about the visa.

Here are definition of words used in this article,
alien spouse, he/she, him/her, your spouse, beneficiary = US citizen's husband or wife
you, petitioner = US citizen

CR-1 / IR-1 Visa (Immigration Visas for Relatives) 


CR1
          - Is for a husband or wife of a US citizen who has been married for less than 2 years.
          - Provides the alien spouse a 2 years green card and a social security number once she/he enters
            the US with this visa. Both card will be automatically sent to his/her address in the US within a
            month after he/she enters the US.
          - After the alien spouse has lived in the US for 2 years with the 2 years green card, he/she can
            file for a new 10 years green card if he/she is still married to the same US citizen.
          - After the alien spouse has been a green card holder for 3 years and living in the US for over 18
            months out of those 3 years, he/she can take a test to be a citizen.

IR1
          - Is the same as CR1 but for a husband or wife of a US citizen who has been married for over 2
            years.
          - Provides the alien spouse a 10 years green card and a social security number once he/she enters
            the US with this visa. Both card will be automatically sent to his/her address in the US within a
            month after you enter the US.
          - After he/she has been a green card holder for 3 years and living in the US for over 18 months
            out of those 3 years, he/she can take a test to be a citizen.

For additional Info, read here.
http://travel.state.gov/visa/immigrants/types/types_1315.html

CR1/IR1 has 3 main steps
          - USCIS
          - NVC
          - US embassy in the country where the alien spouse lives

This is a blank table of all the numbers you and your spouse will receive from all the steps of your case. I made it to put all the numbers and info of my case in. You can replace the guide I have on the right column with your numbers and info once you receive it and keep it as a reference. (ในไฟล์ที่ทำเป็น word ค่ะ ส่วนนี้จะเป็นตารางที่เราทำขึ้นเพื่อเก็บของมูลของเราที่ได้จากขั้นตอนต่างๆ ก็เอาไปทำตามได้เลยนะคะ)



NVC contact info
          e-mail: NVCINQUIRY@state.gov
          Tel: (603) 334-0700 CR-1


B = Beneficiary
P = Petitioner





Timeline

To make it very easier to understand I will walk through my timeline and give you explanations for each one. Red is USCIS, Blue is NVC and Green is US embassy in BKK.
note: This is written by me who is a Thai so "I" means me. And in the timeline, M is me and H is my US husband.

2012 Jan 05      I-130 Package sent 
2012 Jan 06      I-130 Package received by USCIS 
2012 Jan 08      Receipt Notice (NOA1) issued by USCIS 
2012 Jan 14      NOA1 received in H’s mailbox 
2012 May 09    Approval Notice (NOA2) issued by USCIS 
2012 May 12    NOA2 receive in H’s mailbox 
2012 May 21    M requested for police certificate at Royal Thai Police 
2012 Jun 06     Police certificate picked up at RTP by M 
2012 Jun 11     Case Number and Affidavit of Support (AOS) fee bill received by e-mail from NVC 
2012 Jun 12     AOS fee bill paid by H and DS-3032 e-mailed to NVC by M 
2012 Jun 13     AOS fee bill status shown as paid 
2012 Jun 20     DS-3032 receipt notice by NVC received by e-mail 
2012 Jun 21     IV fee bill available to be paid and H paid the bill 
2012 Jun 26     IV Package (DS-230 Package) sent to NVC by M from Thailand 
2012 Jun 28     AOS Package (I-864 Package) sent to NVC by H from CA IV, 
                            Package delivered at NVC 
2012 Jun 29     AOS Package delivered at NVC 
2012 Jul 05      M went to get medical check* 
2012 Jul 09      “Checklist: AOS missing” received by e-mail 
2012 Jul 11      P4 (interview date) received by e-mail,
                           Case sent from NVC to US embassy in Bangkok. 
2012 Jul 20      M traveled to visit H with B1/B2 visa in the US 
2012 Aug 14    M arrived back in Thailand 
2012 Aug 16    Interview appointment at US embassy in BKK 
2012 Aug 17    CR1 visa issued and B1/B2 visa in M's old passport canceled 
2012 Aug 18    Passport with CR1 visa and CR1 package received at M’s address 

Explanations 
2012 Jan 05           I-130 Package sent to USCIS by H
The first thing to do is you and your alien spouse prepare a package together called I-130 package. US citizen is the person who will file the case and send the package. If the alien spouse is outside of the US at that time, tell him/her to mail all the documents needed from him/her to you and you will send them along with documents needed from you to USCIS.

Check here for the forms, instructions, fee and USCIS address at USCIS website. http://www.uscis.gov/portal/site/uscis/menuitem.5af9bb95919f35e66f614176543f6d1a/?vgnextoid=c67c7f9ded54d010VgnVCM10000048f3d6a1RCRD&vgnextchannel=db029c7755cb9010VgnVCM10000045f3d6a1RCRD

Documents my US husband and I sent to USCIS with I-130 package.
Note: Something may change now so please check the link above for the updated forms and instructions. 
          1. Cover letter (list of all documents being sent)
          2. Check or money of $420 payable to Department of Homeland Security
          3. Completed and signed I-130 by H
          4. Completed and signed G-325A by the H and M
          5. Original and a copy of H’s birth certificate
          6. A copy of H’s unexpired passport
          7. H’s Original Previous Marriage Termination Documentations
          8. A passport color photo with white background of H and M
          9. A copy of marriage certificate
        10. A copy of translated marriage certification → needed if the original is not in English
        11. A copy of LPN lease → Apartment we lived together in Thailand
        12. A copy of LPN recreation cards
        13. A copy of translated LPN recreation cards
        14. A copy of old office lease → a building we had as our photography studio in Thailand
        15. A copy of translated old office lease
        16. A copy of new office lease
        17. A copy of translated new office lease

2012 Jan 06           I-130 Package received by USCIS 
2012 Jan 08           Receipt Notice (NOA1) issued by USCIS 
2012 Jan 14           NOA1 received in H’s mailbox 
Once USCIS receives your I-130 package, the Receipt Notice will be issued. This notice is also called NOA1.
USCIS will mail NOA1 (I-797 or I-797C: Receipt Notice) to the US citizen’s address. This step could take from a few days to a few weeks.
Use the Receipt Number on NOA1 to check your case status online at https://egov.uscis.gov/cris/Dashboard.do

2012 May 09           Approval Notice (NOA2) issued by USCIS 
2012 May 12           NOA2 received at H’s address 
Once your case is done at USCIS, NOA2 (I-797 or I-797C: Approval Notice) will be issued and mailed to the US citizen’s address. This step could take from 2.5-5 months from the date you send the I-130 package to USCIS. All the documents from USCIS will be transferred to NVC now.
Once the you receive the NOA2, scan it and e-mail it to your alien spouse. He/She will need it to get police clearance certificate.

2012 May 21         M requested for police certificate at Royal Thai Police 
2012 Jun 06           Police certificate picked up at RTP by M
I brought a copy of NOA2 to Royal Thai Police to make a request for a police certificate. Be careful and get it ready as soon asap because it will take at least 3 weeks to get it. Check with the US embassy un BKK website for the instructions on how to get a police certificate. It will tell what a thai will need to bring and where to go here http://bangkok.usembassy.gov/root/pdfs/thaipoliceapr09.pdf

ขออธิบายเป็นไทยด้วยแล้วกันนะคะ เพราะส่วนนี้เราที่เป็นคนไทยต้องเป็นคนดำเนินการ
การไปขอใบรับรองความประพฤติจากตำรวจ จะต้องใช้ NOA2 ซึ่งสามี/ภรรยาชาวอเมริกันจะต้องทำการสแกนและส่งอีเมล์มาให้เรา เนื่องจาก NOA2 นี้จะเป็นกระดาษที่ NVC ส่งไปที่บ้านของคู่สมรสชาวอเมริกันของเรา คอยทวงให้เค้าสแกนส่งมาให้เราด้วยนะคะ เพราะต้องใช้
ขั้นตอนนี้จะรอให้ได้ case number ก่อนก็ได้ แต่ถ้ากลัวไม่ทัน มีแค่ NOA2 ก็ไปขอได้เลยค่ะ เพราะใช้เวลาอย่างน้อย 3 อาทิตย์กว่าจะได้ (ถ้าไม่ได้ใช้เส้นสายอะนะคะ) เราก็ไปขอก่อนได้ case number รายละเอียดเอกสารที่ใช้และสถานที่ต้องไปขอสามารถดูได้จากเว็บไซต์สถานทูตอเมริกาในไทยค่ะ  อันนี้คืออันที่เราดู แต่เช็คที่หน้าเว็บอีกทีนะคะ เผื่อมีการอัพเดทเปลี่ยนแปลงอะไร
http://bangkok.usembassy.gov/root/pdfs/thaipoliceapr09.pdf

ฟอร์มและ instructions ของขั้นตอนต่างๆ ที่ต้องทำในไทย เช่น การตรวจสุขภาพ การขอใบรับรองความประพฤติ การสัมภาษณ์ สามารถดูและดาวน์โหลดได้ที่นี่นะคะ http://bangkok.usembassy.gov/immigrant_visas/packets.html

2012 Jun 11         Case Number and Affidavit of Support (AOS) fee bill received by e-mail from NVC
Once NVC receives your case from USCIS, your case number and Affidavit of Support (AOS) fee bill will be issued. You will receive 2 e-mails, AOS fee bill and DS-3032. AOS fee bill will be addressed to your name and DS-3032 will be addressed to your alien spouse's name.
DS-3032 is a form for your alien spouse to appoint an agent to contact NVC on behalf of himself/herself. Normally your name and address will be put to be his/her agent. This means from this stage on, NVC will contact your alien spouse via you. Anyway, NVC nowadays seems to mostly contact you and your alien spouse via e-mail, so your alien spouse will always get a copy of each e-mail NVC sends to you.

ขั้นตอนนี้ NVC จะทำการส่งอีเมล์มา 2 ฉบับ ฉบับนึงชื่อผู้รับเป็น US citizen เป็น AOS fee bill ซึ่งหมายถึงว่า US citizen สามารถชำระค่า AOS (ค่าเอกสารที่สามีจะเป็นสปอนเซอร์ให้เรา) ได้แล้ว ก็ให้สามี/ภรรยาชาวเมกันไปดำเนินการจ่ายตาม instructions ที่ระบุในอีเมล์ได้เลย case number กะ invoice number อะไรต่างๆ จะอยู่ในนั้นหมด
อีกฉบับจะเป็น DS-3032 อันนี้จะส่งถึงชื่อของเราที่เป็นคู่สมรสชาวไทย หมายความว่าเราสามารถที่จะส่ง DS-3032 ซึ่งให้เราตั้ง agent ในการติดต่อกับ NVC และรับเอกสารแทนเราได้แล้ว โดยปกติเราจะใส่ชื่อและที่อยู่สามี/ภรรยาชาวเมกันของเราลงไปให้เป็น agent ของเราค่ะ หมายความว่าต่อจากนี้ NVC จะส่งเอกสารและติดต่อเราผ่านทางสามี/ภรรยาชาวเมกันของเรา แต่เดี๋ยวนี้ NVC เค้าติดต่อทางอีเมล์เป็นหลักค่ะ เพราะงั้นเราชาวไทยจะได้รับ copy ของอีเมล์แต่ละฉบับจาก NVC ด้วยค่ะ


2012 Jun 12         AOS fee bill paid by H and DS-3032 e-mailed to NVC by M
Pay the AOS fee bill online by following the instructions on the AOS fee bill. The url of the payment system to pay online will be found on the instructions. And your alien spouse sends DS-3032 to NVC via e-mail without using the form. See page 11 to see the template of the e-mail to send DS-3032 via e-mail.
เราชาวไทยต้องทำการส่ง DS-3032 กลับไปยัง NVC เพื่อตั้งสามี/ภรรยาชาวเมกันของเราให้เป็น agent ของเราตามที่บอกไว้ด้านบน ที่นี้เราจะทำการส่ง DS-3032 ไปทางอีเมล์นะคะ ขั้นตอนนี้สำคัญมาก ห้ามลืมส่งเด็ดขาด เพราะหลังจากเสร็จขั้นตอนนี้เรียบร้อยแล้วเราถึงจะสามารถส่งเอกสาร package ต่อไปได้
เราจะใช้วิธีส่ง DS-3032 ทางอีเมล์ เนื่องจากเร็วกว่า print แบบฟอร์มออกมาแล้วกรอกแล้วส่งทางไปรษณีย์เยอะ เพราะงั้นไม่ต้องไปสนใจแบบฟอร์ม DS-3032 ที่ NVC อีเมล์มาให้นะคะ สนแค่ case number พอ เพราะต้องใช้ในการส่งอีเมล์ การส่ง DS-3032 ทางอีเมล์นั้น จะต้องเขียนข้อความอะไรแบบไหน สามารถดูได้จาก template ข้างล่างเลยนะคะ (DS-3032 e-mail template) แล้วส่งไปที่ NVCINQUIRY@state.gov

2012 Jun 13         AOS fee bill status shown as paid
A day after you pay your fee bill online, log in again and you should see the status as PAID and also a button to print out AOS Barcode Cover Sheet. You will find instructions on what to do next for AOS here. US citizen is the person that will send AOS package to NVC. → See more info later on the date H sent his AOS package.

2012 Jun 20        DS-3032 receipt notice by NVC received by e-mail 
A week later you should receive an e-mail from NVC telling you they already receive your alien spouse's DS-3032.

2012 Jun 21        IV fee bill available to be paid and H paid the bill 
Once your alien spouse's DS-3032 is received by NVC, IV (Immigration Visa) fee bill will be generated and available for you to pay. Log into the payment system again to check and see if the bill is available, if so pay the bill.

2012 Jun 26        IV Package (DS-230 Package) sent to NVC by M from Thailand 
After you pay IV fee bill, log into the payment again to see if the status is PAID and also look for a button to print out Barcode Cover Sheet for your alien spouse's IV Package, if it’s there, tell your alien spouse to long in and print it out. This mean your alien spouse can mail your IV package to NVC now. You will also find what to do next and where to get the needed forms here. 
*Documents needed to be sent with IV Package are shown below. Your alien spouse should get everything ready by the time the barcode cover sheet is available.
These are what I sent with my IV package.
          1. Barcode Cover Sheet → print out from NVC system
          2. 2 Passport Size Photographs of myself (NVC Case Number, my full name, and date of birth are written on the back of both)
          3. DS-230 Part 1 completed and signed by me
          4. DS-230 Part 2 completed by me – unsigned, as of yet, per instructions
          5. Additional sheet for DS230 part I (No.13 Present Address, No.22 Father’s Current Address, No.27 Mother’s Current Address, No.32 Employment for the Last Ten Years) → extra sheet to fill what you can’t fill out in the form
          6. Photocopy of the Biographic Data Page of my Passport
          7. Original Birth Certificate of myself and a copy
          8. Original Marriage Certificate and a copy
          9. Original Police Certificate of myself and a copy
        10. Original Change of Name Deed of my mother and a copy → if either or both of your parents’ name is not the same as in your birth certificate, you will have to provide the evidence of the name change
         11. Cover Letter for IV package → look for the template below

You can read here for more info about IV package for now. But when the time comes for you, you will need to check the instructions sent to you by NVC. http://travel.state.gov/visa/immigrants/info/info_1339.html

ขั้นตอนนี้สำหรับชาวไทยเรานะคะ คือ หลังจากส่ง DS-3032 และ NVC ได้รับเรียบร้อยแล้ว NVC จะออก IV Fee Bill มาให้เราไปจ่ายตังค์ เมื่อจ่ายแล้วเราจะสามารถ print Barcode Cover Sheet ออกมาได้ ทำการ print ออกมานะคะ แล้วส่งไปพร้อมกับเอกสารตามรายการด้านบน ของเราส่งโดยใช้บริการของ DHL ใช้เวลา 3 วันจากไทยไปถึง NVC ที่เมกาค่ะ

2012 Jun 28          AOS Package (I-864 Package) sent to NVC by H from CA,
                                IV Package delivered at NVC
You mail NVC your AOS package. This can be done before, at the same time or after your alien spouse sends his/her IV package, depends on when it is ready. You can also find instructions on what to do and where to get the form on the payment system. You log into the payment system and print AOS Barcode Cover Sheet out to send with the AOS package.

These are what my US hanband sent with his AOS Package
          1. I-864 Coversheet (with barcode)
          2. Form I-864EZ (Signed and dated)
          3. 2011 Federal Tax Return, W2
          4. Letter of Employment
          5. Cover Letter for AOS package → look at the template below

2012 Jun 29         AOS Package delivered at NVC 
2012 Jul 05          M went to get medical check
Your alien spouse will need paper from the doctor on his/her interview date. Your alien spouse should do this when you receive an e-mail from NVC informing you the interview date (P4). He/She has to check at the US embassy in BKK website for the details on where he/she can meet the doctor to get the paper and what you need to do for the medical examination.
http://bangkok.usembassy.gov/root/pdfs/med_instructions_apr11.pdf
http://bangkok.usembassy.gov/immigrant_visas/medforms.html
If he/she passes the medical examination, the medical paper will be good for 6 months and he/she will need to enter the US with your CR1 visa before the medical paper expires.
** Check the medical forms about expiration.

การตรวจสุขภาพควรทำเมื่อได้รับแจ้งวันสัมภาษณ์แล้ว เนื่องจากผลการตรวจสุขภาพมีวันหมดอายุอยู่ และเราควรเดินทางเข้าอเมริกาก่อนผลการตรวจสุขภาพหมดอายุ เพราะฉะนั้น หากไม่ได้วางแผนว่าจะเดินทางทันทีหลังได้รับวีซ่า ก็ควรวางแผนส่วนนี้ไว้ด้วย
CR-1 วีซ่านั้นมีอายุ 6 เดือนนับแต่วันออกวีซ่า แต่ผลการตรวจสัมภาษณ์หากปกติ จะมีอายุ 6 เดือนเช่นกัน ดังนั้น CR-1 วีซ่าของเราก็จะถูกผูกกับผลการตรวจสุขภาพ อธิบายง่ายๆ ตัวอย่างเช่น เราตรวจสุขภาพวันที่ 16 ม.ค. ผลออกมาปกติ จะเท่ากับว่าผลการตรวจสุขภาพของเราจะใช้ได้ถึง 15 ก.ค. แต่หากวันสัมภาษณ์วีซ่าของเรา คือ กลางเดือน ก.พ. และวีซ่าเราออกวันที่ 16 ก.พ. จะเท่ากับว่าเราต้องเดินทางเข้าเมกาก่อน 15 ก.ค. (ไม่ใช่ 15 ส.ค.) ซึ่งเป็นวันที่ผลการตรวจสุขภาพจะหมดอายุ เท่ากับว่าแทนที่เราจะมีเวลา 6 เดือนนับจากได้รับวีซ่าในการอยู่เมืองไทย เราจะมีเวลาแค่ 5 เดือนเท่านั้น
สิ่งที่ต้องนำไปในการตรวจสุขภาพคือ เอกสารที่แสดง case number ของเรา เนื่องจากหมอต้องกรอกลงในแบบฟอร์ม และแบบฟอร์มการตรวจสุขภาพ ซึ่งสามารถดาวน์โหลดและดูข้อมูลของ รพ. ที่เราจะสามารถไปทำการตรวจสุขภาพได้ที่เว็บไซต์ของสถานทูต

http://bangkok.usembassy.gov/root/pdfs/med_instructions_apr11.pdf
http://bangkok.usembassy.gov/immigrant_visas/medforms.html

ควรทำการตรวจสอบวันหมดอายุของแบบฟอร์มและการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่อาจมีก่อนไปทำการตรวจสุขภาพที่
http://bangkok.usembassy.gov/immigrant_visas/packets.html


2012 Jul 09           “Checklist: AOS missing” received by e-mail 
We received this e-mail from NVC after H’s AOS package was already delivered at NVC. It says NVC already received my IV package but still waiting for AOS package from H. So H called the NVC call center and asked. They said this happened because it could take 10 days for NVC to open the package. So we just waited and then 2 days later we received an e-mail informing us the interview date in BKK.

2012 Jul 11           P4 (interview date) received by e-mail,
                                Case sent from NVC to US embassy in Bangkok
We received an e-mail telling us the interview date and also telling us our case was done at NVC and being sent to US embassy in BKK.

2012 Jul 20         M traveled to visit H with B1/B2 visa in the US 
2012 Aug 14       M arrived back in Thailand 

2012 Aug 16       Interview appointment at US embassy in BKK 
On the interview date, your alien spouse will need to bring the letter of appointment, so print that out and bring it. Your alien spouse will also need to bring any evidence showing relationship between your alien spouse and you is real. This could be chat logs, call logs, photo albums showing your relationship from time to time, pictures of gifts you have given to each other, stamps on his/her passport and a copy of stamps of your passport showing you are visiting each other. If he/she has a current valid US visa in an old passport, he/she should also bring it. They will ask for it because they will cancel it. If he/she passes the interview, they will keep the current passport and the old one with the valid US visa and return some paper you send to them during USCIS and NVC steps to him/her.

ในวันสัมภาษณ์จะต้อง print ใบนัดวันสัมภาณษ์และถือไว้ในมือตอนต่อแถวด้านหน้าสถานทูตด้วยนะคะ เวลาเค้าขอดูแล้วถ้าเราสามารถให้เค้าดูได้ทันที เค้าจะให้เราเข้าก่อนคนที่มาก่อนเราแต่มัวแต่ค้นกระเป๋าหยิบใบนัดให้เค้าดูไม่เจอสักที
สิ่งที่ต้องเอาไปในวันสัมภาษณ์นอกจากใบนัดก็มี ทะเบียนบ้านตัวจริง บัตรประชาชน พาสปอร์ตเล่มเก่าๆ ถ้ามีวีซ่าเมกาอยู่ และมี stamp เข้าออกเมกาตอนเราไปเยี่ยมแฟนหรือสามี เอกสารอื่นๆ ที่แสดงความสัมพันธ์ที่มีมาอย่างต่อเนื่อง เช่น ภาพถ่าย บันทึกการคุยผ่านอินเทอร์เน็ตตามช่องทางต่างๆ บันทึกการโทรศัพท์ sms โปสการ์ด เป็นต้น เอาใส่แฟ้มเอกสารขนาดไม่หนาและใหญ่เกินนะคะ เพราะต้องสอดเข้าช่องแคบๆ เล็กๆ ตรงเคาน์เตอร์ กระดาษขนาด A4 หนาไม่เกิน 1 นิ้ว สามารถสอดเข้าช่องได้แน่นอนค่ะ เพราะงั้นถ้ามันเยอะก็แบ่งเป็นหลายๆ เล่ม แต่ไม่อยากจะบอกเลยว่า ไม่จำเป็นต้อง print อะไรไปเยอะแยะ อีเมล์ก็ print แค่รายการอีเมล์ไปก็พอค่ะ ไม่ต้อง print เนื้อหาอีเมล์แต่ละฉบับไปด้วย ถ้าอยาก print ก็เลือกแค่ฉบับสำคัญๆ ก็พอ เพราะกงสุลท่านไม่อ่านหรอกค่ะ แค่พลิกไปพลิกมาเล่มละ 2-3 ทีเอง

2012 Aug 17 CR1 visa issued and B1/B2 visa in M's passport canceled 
2012 Aug 18 Passport with CR1 visa and CR1 package received at M’s address 
2 days after the interview, my passport and my visa package was mailed to my house. Here in Thailand, they have changed the way to send the passport and the package back by mail only since July 2012. Your alien spouse will receive 2 things from the embassy, his/her passport with CR-1 visa and a sealed big brown envelope. Don’t open the envelope. He/She will need to give it to the immigration at the airport in the US when he/she enter the US with CR-1 visa.

ก่อนทำการสัมภาณษ์ จนท. จะให้เราไปจ่ายค่างไปรษณีย์ ซึ่งจะผ่านหรือไม่ผ่านการสัมภาษณ์ก็ต้องจ่ายทุกคน จำนวนเงินจำไม่ได้ แต่ให้เตรียมเงินสดติดตัวเข้าไปด้วย 500 บาท เมื่อสัมภาษณ์ผ่านแล้วประมาณ 2 วัน (ถ้าไม่คิดวันหยุด) ไปรษณีย์จะเอาเอกสารมาส่ง ในกล่องเอกสารจะมีพาสปอร์ตเก่ากะใหม่ของเรา ในพาสปอร์ตเก่าที่หน้าวีซ่า B1/B2 มีปั๊ม CANCELLED ตัวบะเริ่ม ส่วนในเล่มใหม่มีวีซ่า CR-1 แปะอยู่ นอกจากนี้ก็มีเอกสาร 5 - 6 แผ่น ให้รายละเอียดการเข้าเมกาและบัตรประกันสังคม และสิ่งสุดท้ายคือเอกสารในซองสีน้ำตาลปิดผนึกและมีคำเตือนว่าห้ามเปิด เอกสารซองน้ำตาลนี้เราจะต้องถือไปยื่นให้ จนท. ตม. ตอนเข้าเมกา ห้ามแกะเด็ดขาด จนท. ตม. จะเป็นคนแกะค่ะ


DS-3032 E-mail Template

Subject: BBBXXXXXXXXXX – Your Name and last name
NVC Case No: BBBXXXXXXXXXX
CIS Case No: AAA-XX-XXX-XXXXX → this is receipt number on NOA1 from USCIS
Petitioner's Name: Your US spouse’s last name, name
Petitioner's Date of Birth: Your US spouse’s birthdate
Beneficiary's Name: Your last name, name
Beneficiary's Date of Birth: Your birthdate

Re: Declaration of Choice of Address and Agent for Immigrant Visa applicant

To whom it may concern:

My name is First name Last name, my visa case number is #BBBXXXXXXXXXX. Per the DS-3032 (Choice of Address and Agent for Immigrant Visa Applicants), I would like to appoint my husband as my agent of choice to receive all future correspondence from the U.S. Department of State. His contact information is provided below:

Name: Your US spouse’s last name, name
Address:
               Your spouse address
               Phone: your spouse phone number
               Email: your spouse’s email address

All mail from the U.S. Department of State concerning my immigrant visa should be sent to the address above.

Please let me know if you need additional information. Thank you for your help.


Sincerely yours,

Your last name, name
Telephone: your phone number
Email: your email address
Address: Your address


DS-230 Cover Letter Template 

NVC Case No: BBBXXXXXXXXXX
Petitioner's Name: Your US spouse’s last name, name
Preference Category: CR1 – SPOUSE OF UNITED STATES CITIZEN

National Visa Center
Check the address in the instructions

Re: Submitting Application for (CR-1) Immigrant Visa DS-230 for NVC Case Number BBBXXXXXXXXXX

To whom it may concern:

My name is Your Name and last name and I am the Beneficiary for NVC case number BBBXXXXXXXXXX. My spouse, Your US spouse’s name and last name, is the Petitioner of this case. Our I-130 has been approved and is currently on file with the NVC.

Please find enclosed the following items comprising the DS-230 packet. I would kindly request that originals and certified copies of pertinent documents be returned to me at the time of the interview in city where US embassy is, your country:
          1. Barcode Cover Sheet
          2. Two (2) Passport Size Photographs of Beneficiary (NVC Case Number, beneficiary’s full name, and date of birth are written on back of both)
          3. DS-230 Part 1 completed and signed by beneficiary
          4. DS-230 Part 2 completed by beneficiary – unsigned, as of yet, per instructions
          5. Additional sheet for DS230 part I (No.13 Present Address, No.22 Father’s Current Address, No.27 Mother’s Current Address, No.32 Employment for the Last Ten Years)
          6. Photocopy of the Biographic Data Page of Beneficiary’s Passport
          7. Original Birth Certificate of beneficiary and a copy
          8. Original Marriage Certificate and a copy
          9. Original Police Certificate for Beneficiary and a copy
        10. Original Change of Name Deed of beneficiary’s mother and a copy

Please do not hesitate to contact me if there are any concerns. My contact information is available below.

Thank you very much for your kind attention!

Sincerely yours,
<sign here>

your last name, your name 
Telephone: your phone number 
Email: your e-mail address 
Address: your mailing address 



I-864 Cover Letter Template

NVC Case No: BBBXXXXXXXXXX 
Petitioner's Name: Your US spouse’s last name, name [ SPONSOR ] 
Preference Category: CR1 – SPOUSE OF UNITED STATES CITIZEN 

National Visa Center
Check the address in the instructions 

Re: Submitting Affidavit of Support I-864 for NVC Case Number BBBXXXXXXXXXX 

To whom it may concern: 
Enclosed please find the Form I-864, Affidavit of Support for my spouse, Your name and last name, and supporting documents as follows: 
          1. I-864 Coversheet (with barcode) 
          2. Form I-864EZ (Signed and dated) 
          3. 2011 Federal Tax Return, W2 
          4. Letter of Employment 

Please process my petition at your earliest convenience and I am looking forward for an early approval. Please let me know if you need additional information. Thank you for your help. 

Sincerely yours, 
<sign here>

Your US spouse’s last name, name 
Address: Your US spouse’s address 
Phone: you US spouse’s phone number 
Email: you US spouse’s e-mail address


Tuesday, January 15, 2013

การเดินทางเข้าอเมริกา for Dummies

เห็น for Dummies กะลังฮิต เลยเอามั่ง อิอิ

สำหรับมือใหม่หรือคนที่ยังหวั่นๆ กับการเดินทางเข้าเมกาอยู่ เราก็ขอให้ข้อมูลคร่าวๆ เป็น concept ในการเดินทางและต่อเครื่องนะคะ ซึ่งการเดินทางไปไม่ว่าปลายทางจะเป็นประเทศใด หลักการก็คล้ายๆ กัน แต่เมกาจะพิเศษหน่อยตรงที่ ลงเมกาที่สนามบินไหนเป็นที่แรก จะต้องผ่าน ตม. และรับกระเป๋าเดินทาง ณ สนามบินนั้นก่อนเสมอ เนื่องจากต้องผ่าน custom ที่จะทำการพิจารณาว่าจะค้นกระเป๋าเราหรือไม่ที่ตรงนี้ ถึงแม้ว่าสนามบินนั้นจะไม่ใช่สนามบินปลายทางของคุณก็ตาม (แม้จะแค่แวะต่อเครื่องที่อเมริกาไปประเทศอื่นก็ต้องทำตามนี้ค่ะ จึงจำเป็นต้องมี transit visa ในการต่อเครื่องหากไม่มี visa ของอเมริกาอยู่เลย

การเดินทางไปอเมริกาโดยมากจะต้องต่อเครื่องนะคะ ขั้นตอนคร่าวๆ ตามนี้
หมายเหตุ บรรทัดสีดำคือ step สั้นๆ ค่ะ ส่วนสีเขียวคือคำอธิบาย หากไม่อยากอ่านยาว เวิ่นเว้อ ก็ข้ามไปอ่านแต่เฉพาะบรรทัดสีดำนะคะ แต่หากอยากได้รายละเอียดก็อ่านสีเขียวด้วยค่ะ

Step ขั้นตอนการเดินทางไปต่างประเทศ

ตอนที่ 1 สนามบินต้นทาง (ขาออกจากประเทศไทย)
            - เมื่อถึงสนามบิน เช็คที่บอร์ดขาออกเพื่อหาเคาน์เตอร์ check in ของ flight ของคุณจาก flight number
ยกตัวอย่างการเดินทางของเราจาก entry นี้ ประสบการณ์เดินทางมาอเมริกา ด้วยวีซ่า CR-1 Dec 11, 2012 (BKK-NRT-LAX-SAN) เมื่อถึงสนามบินสุวรรณภูมิเราก็เช็คที่บอร์ดขาออก ก็พบว่าเราต้อง check in ที่เคาน์เตอร์ของ JAL ทั้งที่ไฟล์เราเป็น AA ทั้งนี้เพราะเป็น code share ที่เป็นการร่วมบินของ JAL และ AA (จาก BKK ไป NRT เป็น operated by JAL) 
            - check in ที่เคาน์เตอร์ตามที่ปรากฏบนบอร์ด
เราก็ไป check in ที่เคาน์เตอร์ JAL เข้าเมกาต้องโชว์วีซ่าที่เคาน์เตอร์ check in ด้วย การ check in ต้องทำก่อนเวลาเครื่องออกไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมง เนื่องจากต้องเพื่อเวลาการผ่าน security check และ ตม. ที่อาจต้องต่อแถวยาวและใช้เวลานาน และเผื่อเวลาสำหรับเหตุฉุกเฉินอื่นๆ ด้วย เช่น ลืมของ เป็นต้น
            - ที่เคาน์เตอร์ check in:
                    = จนท. จะทำการออก boarding pass ให้และ check in กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ หรือสัมภาระที่เราไม่ต้องการนำติดตัวขึ้นเครื่อง
                    = ท่านอาจจะได้ boarding pass ครบทุกใบตลอดเส้นทางการบิน หากไม่ได้รับ ให้ทำการติดต่อ connecting counter ที่สนามบินที่ต้องต่อเครื่องถัดไปเพื่อขอ boarding pass ใบต่อไป
โดยปกติจะได้รับ boarding pass ครบทุกใบในการ check in แต่อาจจะต้องทำการเปลี่ยน boarding pass ใบใหม่ ซึ่งให้ทำการติดต่อเคาน์เตอร์ของสายการบินที่สนามบินถัดไปเพื่อขอ boarding pass ใบใหม่ เช่น สายการบินมีการยิกเลิกเที่ยวบิน และจัดเที่ยวบินใหม่ให้เรา หรือมีการเปลี่ยนที่นั่ง หรือกรณี code share อย่างของเรา จะต้องเปลี่ยน boarding pass จาก JAL เป็น AA เป็นต้น
                    = ทำการตรวจสอบที่ tag ที่ จนท. print มาติดสัมภาระที่โหลดใต้ท้องเครื่องให้แน่ใจว่าไปถึงสนามบินปลายทางสุดท้ายอย่างถูกต้อง
เมื่อชั่งน้ำหนักกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว จนท. ที่ print tag ยาวๆ ซึ่งเป็นสติ๊กเกอร์และเอาติดกระเป๋าที่เรา check in ทุกใบ ที่ tag นี้จะมีข้อมูล คือ ชื่อของท่าน สนามบินต้นทาง สนามบินกลางทางที่เราแวะเปลี่ยนเครื่องและสนามบินปลายทาง อย่างของเราก็จะมีชื่อเรา และกระเป๋าจะ check through ไปถึง SAN ดังนี้ NRT/LAX/SAN
โดยมากสายการบินจะอนุญาตให้เรานำกระเป๋าติดตัวได้ 2 ใบ ซึ่งเช็คขนาดและน้ำหนักได้ที่เว็บไซต์ของสายการบิน โดยมากขนาดจะต้องให้สามารถสอดไว้ใต้ที่นั่งหรือช่องเก็บกระเป๋าเหนือหัวบนเครื่องได้ เราไม่จำเป็นต้องชั่งน้ำหนัก carry on ถ้า จนท. check in ไม่ร้องขอ ซึ่ง carry on ของเราปกติจะหนักมาก ถ้าชั่งคงได้เสียเงินค่าน้ำหนักเกินเป็นแน่ เพราะมีทั้งกล้องถ่ายรูปตัวใหญ่พร้อมเลนส์ทั้งหลาย และ laptop และอุปกรณ์ gadget ต่างๆ อีกเพียบ
ให้ทำการเช็คข้อมูลด้วยว่ามีของต้องห้ามอะไรบ้างที่ห้าม carry on ที่แน่ๆ คือ ของเหลว สามารถพกของเหลวได้ไม่เกิน 100ml เท่านั้น
            - กรอกใบ ตม. ไทยขาออก ถ้าเคาน์เตอร์ check in ไม่ได้ให้มา สามารถหากรอกได้ก่อนผ่านช่อง ตม.
ใบ ตม. จะมี 2 ส่วนซึ่งเป็นชุดเดียวกัน ประกอบด้วยใบขาออก (Departure Card) และใบขาเข้า (Arrival Card) ตอนนี้ให้กรอกแค่ Departure Card ซึ่ง ตม. จะเก็บไว้ตอนเราผ่านด่าน ตม. ขาออก และคืน Arrival Card กลับมาให้เรา ให้เก็บใบ Arrival Card ไว้เพื่อใช้อีกครั้งตอนกลับเข้าประเทศไทย
            - เช็คเวลา boarding บน boarding pass เพื่อเผื่อเวลาในการผ่าน security check และ ตม.
หลังเช็คอินแล้ว ให้ดู boarding time ที่อยู่บน boarding pass ซึ่ง boarding time คือเวลาที่เราจะต้องไปอยู่ที่เกทเพื่อขึ้นเครื่อง หากไปที่เกทไม่ทันก็จะตกเครื่องได้ ในการที่จะเข้าไปที่เกทได้นั้นจะต้องผ่านด่าน Security Check Point และด่าน ตม. ก่อน ซึ่งการผ่านด่านทั้งสองนี้อาจให้เวลาเป็น ชม. หรือนานกว่านั้น ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้เดินทางในเวลานั้นๆ และรายละเอียดการค้นตัวและสัมภาระติดตัวหาด จนท. เกิดสงสัยและต้องการค้นตัวขึ้นมา
            - ผ่านด่าน security check point เพื่อตรวจของที่เรานำติดตัว
ตรวจสอบรายการสิ่งของต้องห้ามได้ที่เว็บไซต์ของสายการบินหรือสนามบิน
            - ผ่านด่าน ตม.
สำหรับคนไทยแล้ว ใช้เวลาไม่นาน เนื่องจากที่สนามบินสุวรรณภูมิมีการเปลี่ยนจากการผ่าน จนท. ตม. มาเป็นช่องผ่านอัตโนมัติ โดยใช้การ scan boarding pass, passport, ลายนิ้วมือ และกล้องถ่ายภาพโดยมี จนท. คอยช่วยเหลือ
            - เดินหาเกทและไปรอที่เกทก่อนเวลา boarding
เมื่อผ่าน ตม. เข้าไปด้านในสนามบินแล้วก็เดินไปที่เกทที่เขียนไว้บน boarding pass ให้ทันตามเวลา boarding time ควรทำการตรวจสอบที่บอร์ดขาออกด้วยว่ามีการเปลี่ยนเกทหรือไม่ โดยเช็คได้จาก flight number และเวลาเครื่องออก


ตอนที่ 2 สนามบินระหว่างทาง (กรณีแวะเปลี่ยนเครื่อง)
            - ลงเครื่องแล้วให้มองหาป้าย International Connecting หรือ Transfer อะไรทำนองนี้ แล้วเดินตามป้ายไป
            - ผ่าน Security Check Point เพื่อไปยังเกทต่อไป
            - ถ้ายังไม่มี boarding pass ของเครื่องต่อไปให้ติดต่อที่ Connecting หรือ Transfer Counter เพื่อขอ boarding pass อันต่อไป
            - เช็คที่บอร์ดเพื่อดูเกทของเครื่องต่อไป
แม้จะทราบเกทแล้วก็ควรเช็คก่อนถึงเวลาบอร์ดดิ้งด้วย เนื่องจากอาจมีการเปลี่ยนเกท หากมัวแต่ไปรอที่เกทเดิมโดยไม่รู้ว่ามีการเปลี่ยนเกท ก็อาจทำให้มาที่เกทใหม่ไม่ทันและตกเครื่องได้
ถ้ามีเวลาเหลือเฟือก็เดินเล่น หาอะไรกิน (ควรแลกเงินของสนามบินประเทศนั้นติดตัวมาไว้ก่อนตั้งแต่ที่เมืองไทยด้วย เพราะการมาแลกที่สนามบิน ณ ประเทศนั้นอาจมีขั้นตอนการแลกที่อาจยุ่งยากกว่าและอาจสื่อสารกันไม่รู้เรื่องก็เป็นได้
            - ไปรอที่เกทต่อไปให้ทันเวลา boarding time


ตอนที่ 3 สนามบินแรกในอเมริกา (Port of Entry)
            - เตรียมใบ I-94 (ฟอร์มสีขาว) และ ใบ Custom Declaration (ฟอร์มสีฟ้า) ให้พร้อม (กรอกเรียบร้อยตั้งแต่บนเครื่อง)
ตอนอยู่บนเครื่องแอร์หรือสจ๊วตจะเดินแจกแบบฟอร์ม ให้เราขอแบบฟอร์มมา 2 อัน คือ ใบ Custom Declaration และ I-94 
ใบ I-94 กรณีที่เค้าไม่ยื่น I-94 ให้ ให้เราขอเขาเองเลย คนไทยที่ถือพาสปอร์ตไทยเข้าประเทศอเมริกาด้วยวีซ่าจะต้องยื่นใบ I-94 ให้เจ้าหน้าที่ ตม. ใบนี้จะมี 2 ส่วน ส่วนหนึ่ง ตม. จะเก็บไว้เมื่อเราเข้าประเทศ และอีกส่วนจะเย็บลงในพาสปอร์ตเรา ซึ่งเราจะต้องคืนให้สายการบินตอนออกจากเมกาเพื่อเป็นหลักฐานว่าเราออกจากเมกาแล้ว แต่ถ้าเดินทางด้วยกรีนการ์ด หรือพาสปอร์ตเมกัน หรือพาสปอร์ตประเทศอื่นที่สามารถเข้าเมกาได้โดยไม่ต้องใช้วีซ่า ก็ไม่ต้องใช้ใบ I-94 ค่ะ
ใบ Custom Declaration ใบนี้ต้องเขียนทุกคน เพราะเค้าต้องการทราบว่าเรามีอะไรติดตัวที่ต้อง declare ในการเข้าประเทศอเมริกาหรือเปล่า
            - ลงเครื่อง เดินตามป้าย Immigrations
ทุกคนที่ลงเครื่องในอเมริกา ไม่ว่าจะเพื่อเข้าอเมริกาหรือเพื่อต่อเครื่องภายในประเทศหรือต่างประเทศ (เรียกง่ายๆ ว่าเป็นสนามบินแรกที่เราเหยียบอเมริกาหลังจากนั่งเครื่องมาจากภายนอกประเทศเมกานั่นเอง) จะต้องผ่าน Immigration หรือ ตม. เสมอ
            - หาช่อง Visiters แล้วต่อแถว
ถ้าไม่ได้มาด้วยการถือกรีนการ์ดหรือพาสปอร์ตอเมริกันก็ต้องต่อแถว Visitors นะคะ
            - ผ่าน ตม. โดย ตม. จะทำการสัมภาษณ์ และ stamp passport ให้
ตม. จะถามว่ามาทำอะไร มากับใคร พักที่ไหน รู้จักใครในเมกา ที่อยู่ที่เรากรอกว่าจะไปพักน่ะบ้านใคร ถ้าไปเที่ยวคนเดียวก็อาจถูกถามว่าแล้วจะเดินทางท่องเที่ยวยังไงในอเมริกา ถ้าเค้าเกิดรู้สึกแหม่งๆ เค้าก็สามารถขุดคำถามสารพัดมาพยายามจับผิดเราค่ะ ถ้าเราบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้จะแอบไปเที่ยวหรือไปหนีวีซ่าก็ตอบมั่นๆ ไปค่ะ อย่าทำลุกลี้ลุกลนให้เค้าเข้าใจผิด ถ้า ตม. stamp ให้เข้าประเทศ ก็มักจะ stamp ให้ 6 เดือนค่ะ
            - รอรับกระเป๋าที่สายพาน
หลายคนคงมีคำถามว่าต้องรับการเป๋าที่ไหน ขอตอบว่าถ้าเป็นการเข้าอเมริกาจะต้องรับกระเป๋าที่สนามบินแรกที่เราเหยียบอเมริกาค่ะ ถึงแม้สนามบินนั้นจะแค่เป็นที่ที่เราต้องลงเครื่องเพื่อต่อเครื่องภายในประเทศไปยังเมืองหรือรัฐอื่นในอเมริกาเอง หรือเพื่อต่อเครื่องเพื่อเดินทางไปยังประเทศปลายทางที่ไม่ใช่อเมริกา (เช่นจะเดินทางไปแคนาดาจากไทย แต่เส้นทางการบินจะต้องทำการแวะเปลี่ยนเครื่องที่อเมริกา เป็นต้น) ก็จะต้องมาผ่านด่าน ตม. และรับกระเป๋าออกมาเพื่อผ่านด่าน custom ที่สนามบินนี้ จากนั้นเมื่อผ่าน ตม. และ custom เรียบร้อยแล้ว จึงจะสามารถนำกระเป๋าไป recheck ที่จุด recheck ของสายการบินเพื่อโหลดกระเป๋าขึ้นเครื่องต่อไปได้
            - ผ่านเจ้าหน้าที่ Custom (CBP) เจ้าหน้าที่จะพิจารณาว่าจะตรวจกระเป๋าเราหรือไม่
เมื่อได้กระเป๋าแล้วก็จะต้องผ่านเจ้าหน้าที่ custom ค่ะ เจ้าหน้าที่ตรงนี้จะถามเราคล้ายๆ กับที่ ตม. ถาม และอาจถามว่าเราพกเงินสดมาเท่าไหร่ เพราะต้องดูว่าเกินจำนวนที่ต้อง declare หรือเปล่า ถ้าจำไม่ผิด พกเกิน $10,000 ต้อง declare นะคะ จะมีช่องให้ติ๊กอยู่ในแบบฟอร์มใบสีฟ้า ตอบไปตามปกติค่่ะ ถ้าเค้าไม่สงสัยเค้าก็ให้เราผ่านเลยโดยไม่เปิดกระเป๋าหรือ x-ray กระเป๋าค่ะ ถ้าได้ผ่านเลยจะช่วยเรื่องเวลาได้เยอะ เพราะบางทีคิวรอเปิดกระเป๋าตรวจหรือ x-ray กระเป๋ายาว ทำให้เสียเวลาค่ะ
            - ถ้าต้องต่อเครื่อง ให้มองหาป้าย Connecting หรือ Connection แล้วเดินตามป้ายไป
พอผ่าน ตม. จะมีป้ายค่ะ ถ้าไม่ต่อเครื่องไปไหนต่อก็ Exit ไปหาคนที่มารอรับ แต่ถ้าต้องต่อเครื่องให้เดินตามป้าย Connecting อะไรประมาณนี้ไป ระหว่างทางจะมีจุด recheck กระเป๋าค่ะ
            - Recheck สัมภาระที่รับมาเพื่อผ่าน Custom
จุด recheck กระเป๋า กรณีที่การเดินทางเรายังไม่จบตามเส้นทางการเดินทาง พอผ่าน custom มาแล้วและเดินตามป้าย connecting ไปจะเจอจุด recheck กระเป๋าอยู่ระหว่างทางค่ะ ป้ายที่เห็นก็จะมีประมาณว่า recheck หรือ baggage drop อะไรประมาณนี้ เราก็แค่เอากระเป๋าที่รับมาตอนลงเรื่องไปทิ้งไว้ ดูให้แน่ใจว่าถูกจุดนะคะ ถ้ามี จนท. รอรับก็ถามให้ชัวร์ก็ได้ เพราะไฟล์ต่อเครื่องไม่ได้มีของเราไฟล์เดียว วางผิดกระเป๋าอาจไปโผล่ไหนไม่รู้ได้ค่ะ ที่จริงเค้าจะดู tag เราก่อนอยู่แล้วว่าไฟล์ทไหน แต่ความผิดพลาดอาจเกิดขึ้นได้เสมอค่ะ เพราะงั้นเอาชัวร์ไว้ก่อน ถ้าเวลาต่อเครื่องจวนตัวก็รีบทิ้งกระเป๋าให้ จนท. จัดการแล้วเราวิ่งต่อได้เลยค่ะ
            - ไปที่ Terminal ที่ต้องต่อเครื่อง หรือเดินหาทางเข้ากรณีอยู่ใน Terminal เดียวกัน
พอ recheck กระเป๋าแล้ว ถ้าเวลาน้อยก็รีบวิ่งไปที่เกทต่อไปเลยค่ะ ถ้าอยู่ terminal เดียวกันก็โชคดีไป ไม่ต้องเดินไกล แต่ถ้าอยู่กันคนละ terminal ก็กะเวลาดีๆ นะคะ
            - ผ่าน Security Check Point
ก่อนเข้า gate ได้ก็ต้องผ่าน security check point ก่อนค่ะ ถึงจะเข้าไปยังด้านในสนามบิน เพื่อเข้า gate ได้
            - ตรวจสอบบอร์ดเพื่อดูเกทที่ต้องขึ้นเครื่องต่อไป
เมื่อผ่าน security check point แล้ว อย่าลืมนะคะ ควรทำให้ติดเป็นนิสัย เช็คที่บอร์ดค่ะว่าเครื่องต่อไปของเราอยู่เกทไหน อย่ายึดติดกับสิ่งที่เห็นบน boarding pass เพราะอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา อย่างของเราเพิ่งได้ boarding pass มาตอนลงเครื่องที่ LAX ก่อนเครื่องต่อไปออก ชม. เดียวแท้ๆ ยังมีการเปลี่ยน gate เฉยเลย เกือบตกเครื่องเพราะมัวแต่รอที่ gate บน boarding pass ดีที่ได้ยินเค้าเรียกชื่อเราให้ไปอีก gate
            - เดินไปรอขึ้นเครื่องที่เกทให้ทันตาม boarding time
พอทราบ gate แบบชัวร์ๆ แล้วก็เดินไปที่เกทค่ะ อย่างที่บอก เช็คให้ชัวร์ก่อนเดินไป gate เพราะบางทีเกทเก่ากะเกทใหม่อาจห่างกันลิบ หรือหายาก อย่าของเราเกทหายากเกือบหลงอะค่ะ เพราะมันลึกลับเหลือเกิน รีบก็รีบ เฮ้อ

ตอนแรกเราว่าจะเขียนเรื่องสนามบิน LAX ด้วย แต่แค่ที่เขียนมาก็ใช้เวลาเป็นอาทิตย์กว่าจะเขียนเสร็จ เลยขอยกไปไว้อีก entry นึงแล้วกันนะคะ

หวังว่าบทความนี้จะช่วยนักเดินทางมือใหม่ได้บ้างนะคะ มีอะไรสงสัยถามมาได้เลยค่ะ ถ้าตอบได้ยินดีอย่างยิ่งที่จะตอบค่ะ ^^

All contents and pictures in this blog is copyrighted@2009 by monkey-girl. All right reserved.

Back to TOP