Showing posts with label CR-1 Visa. Show all posts
Showing posts with label CR-1 Visa. Show all posts

Monday, August 26, 2013

ประสบการณ์การดำเนินการ CR-1 ตอนที่ 4: วันสัมภาษณ์

หลังจากเขียนตอนที่ 3 ไปนานมากแล้ว ดองมานานก็ขอเขียนตอนที่ 4 เลยนะคะ แต่เนื่องจากว่าเคยเขียนประสบการณ์การสัมภาษณ์ของตัวเองไปลงที่ usvisa4thai.com ไว้แล้ว ก็เลยขอก๊อปเอามาแปะเลยละกัน เป็นการเขียนหลังสัมภาษณ์ไม่นานนะคะ เราสัมภาษณ์เดือน ส.ค. 2012 ค่ะ

สวัสดีค่า มาเล่าประสบการณ์สัมภาษณ์ CR1 ให้ฟังตามสัญญา

วันนี้ 16 สค. นะคะ ตามหนังสือนัดสัมภาษณ์ที่ได้จาก NVC คือ 7 โมงเช้า
เราเตรียมเอกสารความสัมพันธ์เสร็จเรียบร้อยเมื่อคืนเอง
เล่าย้อนหลังไปอีกนิด เราส่งเอกสารชุด DS-230 กะแฟนส่ง AOS package ไปถึง NVC เมื่อวันที่ 28 กะ 29 มิย. ตอนนั้นคิดว่าอีกราว 10 วันน่าจะได้เมล์แจ้งวันสัมภาษณ์จาก NVC และจาก timeline เพื่อนๆ เราก็เดาว่าวันสัมภาษณ์เราน่าจะอยู่ราวๆ กลางเดือน สค.
ทีนี้เราสัญญาจะแฟนไว้ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว (เป็นการวางแผนรายปีว่าช่วงไหนจะมีวันหยุดหลายวันที่เราจะลางานไปหาเขาได้นานหน่อยอะค่ะ) ว่าเราจะไปหาเขาช่วงปลายเดือน ก.ค. ถึง ส.ค. ที่จริงอยากจะยกเลิก trip แต่ดูแฟนจะตั้งความหวังไว้มากอะค่ะ ทั้งที่เค้าเพิ่งมาหาเราเมื่อเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมาเอง ก็เลยเลือกวันไปคือ 20 กค. เพิ่งกลับมาถึงไทยวันที่ 13 สค. ที่ผ่านมานี้เอง จากนั้นเราตัดสินใจไปตรวจสุขภาพก่อนเลย เมื่อวันที่ 5 กค. ทั้งที่ไม่รู้วันสัมภาษณ์ เพราะกลัวถ้ารอกลับมาตรวจจะไม่ทัน และก็คิดไม่ผิด 
วันที่ 12 กค. เราได้รับเมล์แจ้งวันสัมภาษณ์ ว่าคือ 16 สค. เวลาเหมาะเจาะมากมาย (ไว้จะเล่าประสบการณ์การผ่าน ตม. จาก trip นี้ให้ฟังอีกทีต่างหาก) เราเริ่มเตรียมเอกสารสัมพันธ์ ที่จริงทำเสร็จแล้วตั้งแต่ก่อนเดินทาง แต่รู้สึกว่าทำด้วยความรีบ ไม่เรียบร้อยไงไม่รุ กลับมาเลยมีเวลาเตรียมเอกสารความสัมพันธ์ให้เสร็จอีกแค่ 2 วัน ก็เพิ่งทำเสร็จเมื่อคืน 

เอกสารความสัมพันธ์ที่เตรียมไปมี 12 เล่ม มี 
- รูปภาพ 1 เล่ม (กะ photobook อีก 2 เล่ม)
- video clips ที่เรากะแฟนส่งให้กัน 1 เล่ม
- sms 2 เล่ม
- chat 2 เล่ม (gtalk กะ ym อย่างละเล่ม)
- อีเมล์ 2 เล่ม (gmail กะ ymail อย่างละเล่ม)
- Facebook 1 เล่ม
- blog ที่เราเขียน 1 เล่ม เป็น blog ภาษาอังกฤษที่เราเขียนให้ข้อมูลชาวต่างชาติเกี่ยวกะประเทศไทย เล่าเรื่อง trip ต่างๆ ที่เราไปเที่ยวในไทยกะแฟนตั้งกะเริ่มคบกัน สูตรอาหารไทยที่เราทำกะแฟน และอีก blog หนึ่งเป็นบันทึกเรื่องต่างๆ ที่เราเขียน เราเลือกเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับแฟน เช่น how to ทำ music video ให้แฟน เรื่อง surprise ที่แฟนทำให้เรา บลา บลา บลา (ตัวนี้เราแค่เอาไปเผื่อไว้ ไม่ได้คิดว่ามันสำคัญเท่าไหร่ แต่มันกลายเป็นเอกสารที่กงสุลให้ความสนใจมากสุด)
- แฟ้ม gifts and cards 1 เล่ม
- แฟ้มเอกสารอื่นๆ 1 เล่ม อันนี้เป็นพวกสัญญาเช่าอพาร์ทเม้นต์ที่เราอยู่กะแฟนในไทยตัวจริง มีชื่อแฟนเราเป็นคนทำสัญญา และมีเชื่อเราเป็นผู้อาศัยร่วม (แฟนย้ายมาอยู่ไทยตอนเริ่มคบกะเรา แต่ย้ายกลับไปเมื่อปีที่แล้ว)
เจ้าหน้าที่เค้าเอาไปหมดทุกเล่ม ยกเว้นแฟ้ม 2 อันท้าย เค้าบอกว่าเดี๋ยวเค้าโน้ตให้ท่านกงสุลดูละกันว่ายังมีอีก เผื่อท่านเรียกดู

นอกจากเอกสารความสัมพันธ์ เอกสารอื่นๆ ที่ต้องเอาไปด้วย ก็มี
- บัตรประชาชน (ตอนฝากของก่อนเข้าสถานทูต ให้ใช้บัตรอื่นในการฝากของนะคะ เพราะบัตรประชาชนต้องใช้ด้านในค่ะ)
- ทะเบียนบ้าน (ตัวจริง)
- พาสปอร์ต เก่ากะใหม่ (เล่มเก่าเราเป็นนามสกุลก่อนแต่งงาน และมีวีซ่าท่องเที่ยว 10 ปีอยู่ สถานทูตต้องทำการ cancel วีซ่าท่องเที่ยวเราในพาสปอร์ตเก่าค่ะ)
- ซองผลการตรวจสุขภาพที่ยังปิดผนึกจาก รพ อยู่ (เอาซอง x-ray มาเผื่อด้วยนะคะ เผื่อเหลือดีกว่าเผื่อขาด แต่วันที่เราไปเขาขอแต่ซองผลการตรวจซอลเล็ก)
- เงินค่าไปรษณีย์ 350 บาท สำหรับส่ง passport พร้อมวีซ่าและเอกสารในซองน้ำตาลที่ต้องยื่นให้ ตม. (เอาไปเยอะกว่านี้ก็ดีค่ะ เผื่อเค้าขึ้นราคา)

เอาล่ะเข้าเรื่องวันนี้ ตื่นตี 4 ออกจากบ้านตี 5.10 ได้ ถึง BTS หมอชิด ตี 5 ครึ่ง BTS ยังไม่เปิดเลย -_-" ลืมเรื่องนี้ไปซะสนิท มัวแต่ห่วงว่าจะสาย BTS เปิด 6 โมงนะคะ เพื่อนๆ จะได้ไม่ต้องไปยืนหง่าวรอเหมือนเรา เราได้ BTS เที่ยวแรกวิ่งเวลาประมาณ ตี 5.50 ถึงสถานีเพลินจิด 6 โมงนิดๆ ใช้เวลาเดิน 15 นาทีถึงสถานทูต กลางทางจะมี 7-11 ให้แวะซื้อเสบียงตุนไว้ได้ เพราะไม่รู้จะเสร็จกี่โมง เคยอ่านประสบการณ์บางคนเสร็จเที่ยงนู่น

ไปถึงสถานทูต 6.30 น.​ แถวยาวพอควรแล้ว สังเกตเห็น คนที่ยืนหน้าเราไป 2 คนถือซองน้ำตาลใหญ่ๆ อยู่ด้วย เดาว่าคงเป็นถาวรเหมือนกัน รอไปๆ ก็มีคุณป้าคนนึงมาต่อแถว เล่าให้ฟังว่าแกใกล้เกษียณแล้ว เลยมีคนรู้จักแนะนำให้มาขอวีซ่าไว้ก่อน เดี๋ยวเกษียณแล้วจะขอยาก แล้วก็ช่วยคุยนู่นนี่นั่น จากนั้นก่อนเจ้าหน้าที่เริ่มออกมาจัดคิดได้แป๊บ แกก็อุทานว่า ว้ายตายแล้ว ลืมเอาพาสปอร์ตมา แต่อาจอยู่ในรถที่จอดไว้แถวนั้น เราเลยแนะนำให้ถามเจ้าหน้าที่เขาดูก่อนว่าทำไงได้มั่ง แต่สุดท้ายเราก็ไม่รู้ว่าเรื่องเป็นไงต่อ เพราะเข้าไปข้างในก่อน

ตอนเข้าแถวสัมภาษณ์แนะนำให้ถือใบนัดไว้ในมือเลยนะคะ เพราะว่าคนที่เราว่าอยู่ก่อนเราเค้าเอาใบนัดไว้ในกระเป๋า เจ้าหน้าที่ขอดูก็เสียเวลาค้นตั้งนาน เจ้าหน้าที่หันมาดูของเราเห็นอยู่ในมือแล้ว เค้าเช็ควันก็ให้บัตรสีม่วงเราถือไว้แล้วเดินไปรอหน้าประตูได้เลย เราไปยืนหน้าประตูสักพัก คนนั้นถึงตามหลังเรามา (การเรียกสัมภาษณ์วันนี้เรียกตามคิวนี้เลยค่ะ เพราะงั้นไปถึงก่อนและได้เข้าไปก่อน ก็จะได้สัมภาษณ์ก่อนนะคะ)

พอได้เข้าไปก็เดินเข้าไปยื่นเอกสารที่ ช่อง 6 เลย มีคนอยู่ก่อนหน้าเรา 2 คน คนแรกกะลังยื่นเอกสารให้เจ้าหน้าที่ มาวีซ่าอะไรไม่รู้เหมือนกัน คนก่อนหน้าเราวีซ่าคู่หมั้น คนหลังเราก็คือคนที่เราเห็นตั้งกะตอนเข้าแถว ส่วนคนที่ 5 นี่เรามาเห็นตอนเรามานั่งรอเรียกสัมภาษณ์แล้ว

ที่ช่อง 6 นี้ เป็นเจ้าหน้าที่ผู้หญิงคนไทย เค้าขอ passport เราไป 2 เล่ม เก่ากะใหม่ เล่มเก่ามีวีซ่าท่องเที่ยวเมกาอยู่ กะ stamp เข้าเมกา 3 ครั้งแรก เค้าถามเราว่าเคยไปเมกามากี่ครั้ง เราก็บอก 4 เค้าดูในใบที่เราเคยส่งไป (น่าจะเป็น DS-230) เราเขียนไว้แค่ 3 ครั้ง เพราะครั้งหลังสุดเพิ่งเดือนที่แล้วเอง เค้าก็ถามเราว่าเดินทางเมื่อไหร่และเขียนเพิ่มลงไปให้ แล้วก็ถามว่าเอาบัตรประชาชนกับทะเบียนบ้านมามั้ย เราก็ยื่นให้ไป ใบตรวจสุขภาพเค้าเอาซองเล็ก ซองใหญ่เราเลยยัดใส่เป้กลับมา เนื่องจากเราส่งเอกสารทั้งหมดไปที่ NVC แล้ว เค้าเลยไม่ถามหาเอกสารอะไรจากเรา จากนั้นเค้าให้แบบฟอร์มส่งไปรษณีย์กับเรามา มีชื่อเรากรอกไว้อยู่แล้ว ให้เราออกไปจ่ายที่ข้างนอก และเอาใบเสร็จกลับมายื่นที่เค้า ค่าไปรษณีย์ 350 บาทนะคะ อย่าลืมพกตังค์เข้าไปด้วย ที่เค้าจะส่งมาให้เราเป็นกล่องไซส์เบ้อเริ่มเลย เราแอบคิดในใจ สงสัยเค้าคงยึดเอกสารความสัมพันธ์ไว้ด้วยมั้ง และส่งกลับให้เราพร้อมวีซ่า เย้ จะได้ไม่ต้องหิ้วกลับ หนัก เพราะจะไปฉีดวัตซีนที่สถานเสาวภาต่อ เค้าให้ใบเสร็จเรามา 2 ใบ เอาไปยื่นคืนให้เจ้าหน้าที่ 1 ใบ จากนั้นก็นั่งรอเรียกสัมภาษณ์


ประมาณ 8 โมงก็เห็นฝรั่งผู้ชายมานั่งที่ช่อง 5 ค่ะ แล้วเริ่มเรียกสัมภาษณ์ คนแรกใช้เวลาประมาณครึ่ง ชม. ได้ รู้สึกน้านนาน สัมภาษณ์ภาษาอังกฤษ ผ่านมั้ยไม่รู้ แต่เหมือนชีอารมณ์ไม่ดี คนแรกเสร็จประมาณอึดใจ ก็เรียกคนที่ 2 เราเลยไปเข้าห้องน้ำก่อนเลย เพราะคิวต่อไปเราแล้ว คนที่สองสัมภาษณ์เป็นภาษาไทย (คือตรงที่นั่งรอสัมภาษณ์มันจะพอได้ยินนะคะว่าเค้าคุยกันตรงที่สัมภาษณ์ แต่ฟังไม่ชัดหรอกค่ะว่าคุยอะไรกันบ้าง) คนที่สองผ่าน เพราะเข้าเดินมาบอกคนที่ได้คิวต่อหลังเรา เพราะเค้านั่งคุยกันมาพักนึงแล้ว ส่วนเรานั่งเคร่งเครียดด้วยความตื่นเต้น ไม่คุยกะใครทั้งนั้น! 55)

ต่อไปเป็นชื่อเราแล้ว เราก็สะพายเป้เดินไป ก็เห็นนะว่าเป็นฝรั่งหล่อๆ แต่วินาทีนั้นไม่ได้ใส่ใจ เพราะมีอย่างอื่นสำคัญกว่า จนกระทั่งสัมภาษณ์เสร็จถึงได้คิดในใจว่าท่านกงสุลนี้ล้อหล่ออะ ด้วยความตื่นเต้น สมองเลยไม่ได้สั่งการให้จำการสนทนาเท่าไหร่ แต่ประมาณนี้
He: Can you speak english?
Me: Yes.
He: ให้สาบาน
Me: Yes.
He: Ok, then you sign on here. There is a pen for you out there. (แล้วยื่น DS-230 Part 2 ให้เรา)
Me: หยิบปากกาตัวเองออกมา แต่แล้วเปลี่ยนใจ ในเมื่อเค้ามีให้ใช้ก็ใช้ของเค้าดีกว่า แล้วหยิบปากกาตรงเคาน์เตอร์มาเซ็นต์ แล้วยื่นคืนท่านไป
He: So you have been married for a year now, right?
Me: Yes.
He: You work for government, right?
Me: Yes.
He: So how did you meet your husband?
Me: I met him at work. He was an instructor of a class at my work.
He: When was the class?
Me: Dec 2009… oh 2008… sorry!
He: So you started seeing him when he was here for the class?
Me: No, after he went back we started chatting and he came back again in Feb 2009. And then he had another class here in Mar 2009.
He: What was the class about?
Me: บอกไป (เกี่ยวกับ it security ในเชิงสืบสวนอะค่ะ)
He: ทำหน้าแบบ wow และถาม So you said he came back in Feb, did he have a class in Feb?
Me: No, he was here just to visit me and he had class again in Mar
He: Did you take that class too?
Me: Yes.
He: What was the class about? Same one?
Me: No. และบอกไปว่าเกี่ยวกับอะไร คล้ายของเดิม แต่ต่างกันโดยสิ้นเชิง
He: What program did you use?
Me: ทำหน้างง นึกไปถึงโปรแกรมการทำงาน โปรแกรมหลักสูตรการเรียนหรอ และถามไปว่า program? you mean…?
He: Website…
Me: Oh, I got it now. Yahoo, Facebook and google…
He: Is there any copy of his passport somewhere here? และเริ่มคุ้ยหาในกองเอกสาร
Me: I don't think so. I don't think he sent it. (ตรงนี้ขอบอกว่าตอนอยู่เมกาก็บอกแฟนเรื่องนี้แล้วว่าเค้าอาจจะขอดู แต่แฟนมันก็ว่า พาสปอร์ตไอ ยูจะไปมีได้ไง มันก็ต้องอยู่ที่ไอสิ เราเลยว่า เอาเป็น copy บางส่วนก็พอไม่ต้องเอาหมด (เพราะว่าแฟนเข้าประเทศไทยหลายครั้งมากค่ะ เค้าทำงานแบบที่ต้องเดินทางบ่อยๆ ตอนที่ไม่ได้เดินทางไปไหนก็จะมาอยู่เมืองไทย) แฟนก็พยักหน้าหงึกหงัก แต่ก็เฉย เราก็เลยคิด ช่างแม่ม ถ้าจะไม่ได้วีซ่าเพราะเหตุนี้ จะได้มาสมน้ำหน้าแฟนทีหลัง เพราะขานี้จะชอบแบบ ใน instruction ไม่มีบอกก็ไม่เห็นจะต้องส่ง ทั้งที่ของมันก็มีอยู่แล้วแท้ๆ แค่เอามา scan เอง เฮ้อ เบื่อเถียงกะแฟนเรื่องพวกนี้มาก)
He: ยังค้นอยู่ และพูดว่า That would help a lot.
Me: Yeah.. sorry..
He: เมื่อไม่มีพาสปอร์ตให้ดู แกก็หันไปสนใจกะเอกสารความสัมพันธ์แทน แบบแค่พลิกผ่านๆ และถาม So how many times did he come to see you?
Me: He actually lived with me here since 2009 but he moved back in 2011. แล้วก็ล้วงหยิบเอาแฟ้มที่มีสัญญาเช่าคอนโดมาเตรียมไว้กะว่าจะยื่นให้ดูแต่ก็ไม่ได้ยื่น ที่จริงส่งตัวสำเนาและใบแปลตัวจริงไปตั้งกะขั้น USCIS แล้ว
He: หยิบตัวที่เป็น blog ที่เราเตรียมเป็นเอกสารความสัมพันธ์ไปมาพลิกดูนานหน่อย อื่นๆ แค่พลิกผ่านๆ และถาม Why did he move back?
Me: He got a new job that required him to go to the office everyday so he had to move back.
He: พยักหน้าหงึกหงัก และว่า So we will return you this today และยื่นเอกสารความสัมพันธ์คืนให้ทั้งหมด
Me: รับคืนและคิดในใจ อ่าว นึกว่าไม่ต้องแบกกลับนะเนี่ย แล้วให้เราซื้อกล่องใหญ่บิ๊กเบ้งเพื่ออะไร
He: And this is all original documents you sent. Make sure you have it all back. และยื่นเอกสารคืนเรามา มีใบเกิด ในเปลี่ยนชื่แม่ สำเนาใบตำรวจ ทะเบียนบ้าน และบัตรประชาชน
Me: รับคืนมา
He: And we will keep your passports because we will issue your visa. Your visa will be issued on Tuesday and will be mailed in the afternoon the same day. It's gonna be a package and should be at your house on Wednesday. Do you live in Bangkok?
Me Yes, actually no, not in Bangkok but…
He: close by Bangkok?
Me: Yes.
He: So it should take a day to get to you and it should be Wednesday. So we are done here now.
Me: Thank you very much แล้วเดินจากมา (แอบมาเอาเอกสารพะรุงพะรังทั้งหลายยัดใส่เป้หน้าประตูก่อนเดินออกไป)

จากนั้นด้วยความครึ้มอกครึ้มใจ เราเลยเดินเท้าจากสถานทูตไปยังสถานเสาวภาเพื่อฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ค่ะ หลังจากฉีดครั้งแรกตอนไปตรวจสุขภาพที่บำรุงราษณ์มาแล้ว

Sunday, June 23, 2013

ประสบการณ์การดำเนินการ CR-1 ตอนที่ 2: การตรวจสอบ case status ในขั้น USCIS

ที่จริงไม่อยากจะเรียกว่าตอนที่ 2 เท่าไหร่เลย เพราะมันเหมือนเป็นตอนย่อยของตอนที่ 1 แต่เอาเหอะ ไม่อยากทำเป็นตอนย่อยอย่าง 1.1 ไรงี้ เพราะมันดูตลกๆ อะ เนื่องจากมีย่อยแค่ตอนเดียว เลยขอขึ้นเป็นตอน 2 ละกันนะคะ

ตอนนี้ก็ไม่มีอะไรมาก สั้นๆ ง่ายๆ

หลายๆ คนพอยื่น I-130 ไปแล้วก็ร้อนรยกระวนกระวายอยากรู้ว่าเคสเราไปถึงไหน เราเองก็คนหนึ่งล่ะ ไม่อยากจะบอกเลยว่าขั้น USCIS นี้แหละเป็นขั้นที่ยาวนานที่สุด เห็นเดี๋ยวนี้รอกันถึง 8 เดือน 13 เดือนยังมี นานฝุดๆ ของเรารอ 5 เดือนยังว่านานโพดๆ แล้ว มาเจอเพื่อนๆ ที่ยื่นปีนี้แล้วหน่ายแทนไปเลย

โอเค มาเข้าเรื่องกันดีกว่า จริงๆ เราแปะลิงค์ไว้ให้แล้วในตอน้ทายของ entry ที่แล้วว่าจะไปเช็คได้ที่ไหน แต่คราวนี้ขออธิบายละเอียดขึ้นมาอีกนิด

สิ่งที่ต้องมีในการเช็ค case status ในขั้น USCIS นี้ คือ
- receipt number ที่ได้จาก NOA1 ขึ้นต้นด้วย WAC ตามหลังด้วยเลข 10 หลัก

วิธีการเช็คเข้าได้ 2 ที่ คือ
1. http://www.uscis.gov/ ซึ่งเป็นหน้าแรกของเว็บไซต์ USCIS ที่มุมบนซ้ายมือจะมีกรอบเล็กๆ ให้เรากรอกเลข WACxxxxxxxxxx ของเราเพื่อเช็ค case status ได้

2. https://egov.uscis.gov/cris/Dashboard/CaseStatus.do เป็นหน้า check case status โดยตรง ซึ่งถ้าใช้วิธีแรกมันก็จะวิ่งมายังหน้าเว็บนี้ล่ะจ้า ซึ่งที่นี่จะมีคำอธิบายของแต่ละขั้นตอนให้ คลิกเลือกแต่ละขั้นเพื่อนอ่านรายละเอียดได้เลยค่ะ



ประสบการณ์การดำเนินการ CR-1 ตอนที่ 1: ภาพรวม timeline และการเริ่มยื่น CR-1 ขั้น USCIS

เนื่องจากเดือนนี้ของปีที่แล้วเป็นช่วงที่เราอยู่ในขั้นตอนที่ได้รับ case number จาก NVC และดำเนินการจ่าย fee ของ AOS และ IV package และดำเนินการเตรียมเอกสารและส่ง IV package เลยจะขอถือโอกาสนี้เขียนแชร์ประสบการณ์การดำเนินการ CR-1 ของเรานับตั้งแต่เริ่มยื่นจนจบได้วีซ่ามาครอบครองนะคะ แต่เนื่องจากอาจจะเป็นเอนทรีที่ยามมาก เลยจะขอเขียนแยกเป็นตอนๆ ละกัน

ขอเริ่มด้วยการโพสต์ Timeline ก่อนละกันนะคะ
เคสเราใช้เวลารับแต่เริ่มยื่นจนถึงวันได้วีซ่าประมาณ 7 เดือนครึ่งค่ะ
หมายเหตุ: สีแดง คือ ขั้น USCIS สีฟ้า คือ ขั้น NVC และสีเขียว คือ ขั้น US Embassy in Bangkok

2012 Jan 05      ส่ง I-130 Package ไปยัง USCIS
2012 Jan 06      I-130 ไปถึง USCIS (เช็คจาก mail tracking number)
2012 Jan 08      Receipt Notice (NOA1) issued โดย USCIS 
2012 Jan 14      ได้รับจดหมายแจ้ง NOA1 (ส่งมายังบ้านของสามีที่เมกา)
2012 May 09    Approval Notice (NOA2) issued โดย USCIS 
2012 May 12    ได้รับจดหมายแจ้ง NOA2 (ส่งมายังบ้านของสามีที่เมกา) 
2012 May 21    เราดำเนินการขอใบรับรองความประพฤติที่กองทะเบียนประวัติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
2012 Jun 06     ไปรับใบรับรองความประพฤติที่กองทะเบียนประวัติ 
2012 Jun 11     ได้รับแจ้ง Case Number และแจ้งให้จ่าย Affidavit of Support (AOS) fee bill received จาก NVC ทางอีเมล์
2012 Jun 12     สามีจ่าย AOS fee bill และเราส่ง DS-3032 ไปยัง NVC ทางอีเมล์
2012 Jun 13     AOS fee bill status ขึ้นว่าจ่ายแล้ว (NVC ได้รับ fee นี้เรียบร้อยแล้ว)
2012 Jun 20     ได้รับ DS-3032 receipt notice จาก NVC ทางอีเมล์ 
2012 Jun 21     IV fee bill ขึ้นในระบบให้จ่ายได้แล้วและสามีดำเนินการจ่าย
2012 Jun 26     เราส่ง IV Package (DS-230 Package) ไปถึง NVC จากประเทศไทย ใช้บริการส่งด่วนโดย DHL 3 วันถึง 
2012 Jun 28     สามีส่ง AOS Package (I-864 Package) ไปยัง NVC จาก CA และ IV package ของเราไปถึง NVC
2012 Jun 29     AOS Package ของสามีไปถึง NVC 
2012 Jul 05      เราไปตรวจสุขภาพที่บำรุงราษฎร์
2012 Jul 09      ได้รับอีเมล์แจ้ง “Checklist: AOS missing” บอกว่า NVC ได้รับ IV package แล้ว แต่ยังไม่ได้รับ AOS package
2012 Jul 11      ได้รับอีเมล์แจ้ง P4 (interview date) และเคสเราถูกส่งจาก NVC ไปยังสถานทูตอเมริกาที่กรุงเทพฯ
2012 Jul 20      เราเดินทางไปเยี่ยมสามีที่อเมริกาด้วยวีซ่าท่องเที่ยว
2012 Aug 14    เราเดินทางกลับจากเยี่ยมสามีที่อเมริกา
2012 Aug 16    วันสัมภาษณ์วีซ่า CR-1 ที่สถานทูตอเมริกาในกรุงเทพฯ
2012 Aug 17    CR1 visa issued และ วีซ่าท่องเที่ยวในพาสปอร์ตเก่าถูกประทับตรายกเลิก
2012 Aug 18    ได้รับพาสปอร์ตพร้อมวีซ่า CR-1 และเอกสารซองน้ำตาลทางไปรษณีย์

เราได้สมัครเป็นสมาชิกเว็บไซต์ visajourney.com ไว้ด้วย ซึ่งเค้ามีเครื่องมือให้สร้าง timeline ได้เพียงแค่กรอกวันที่ต่างๆ ลงไป หน้าตา timeline ที่ visajourney เป็นแบบนี้ค่ะ


โดยการเริ่มยื่น CR-1 นั้นมีเงื่อนไข คือ ต้องจดทะเบียนสมรสกับชาวอเมริกันไม่เกิน 2 ปีนับจากวันที่เริ่มยื่นขอ CR-1 เพราะฉะนั้น เพียงแค่จดทะเบียนสมรสเรียบร้อย มีใบทะเบียนสมรสไว้ในครอบครองแล้วก็สามารถยื่นขอ CR-1 ได้เลยค่ะ

เราแต่งงานเดือน ต.ค. 2011 ช่วงนั้นเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่พอดีค่ะ พอแต่งเสร็จเราเลยเดินทางไปๆ มาๆ เมกาอยู่ 2 รอบ เพราะที่ทำงานปิดเนื่องจากน้ำท่วมเป็นเดือน ประกอบกับเราได้ยื่นขอลาไปต่างประเทศไว้ก่อนหน้านั้นด้วยแล้วเพื่อจะไปฉลองคริสมาสต์กับปีใหม่กับแฟนที่เมกา

เพราะฉะนั้นตอนที่เรากับแฟนเริ่มยื่น CR-1 เป็นช่วงที่เราอยู่อเมริกาพอดีค่ะ เราใช้วิธีส่งเอกสารที่ต้องใช้ส่งไปพร้อม I-130 ไปที่อยู่แฟนทางไปรษณีย์ เผื่อโดนค้นกระเป๋าตอนเข้าเมกาจะได้ไม่สงสัยว่าเราจะเข้าไปอยู่เลยแล้วปรับสถานะหรืออะไรทำนองนั้น เพราะตอนนั้นเราเดินทางเข้าเมกาด้วยวีซ่าท่องเที่ยวในชื่อสกุลก่อนแต่งงาน

เอกสารที่ต้องส่งในขั้น USCIS นี้ หลักๆ ก็มีแบบฟอร์ม 2 อัน คือ
- I-130
- G-325A

โดย I-130 นี้ใช้ 1 ชุดต่อหนึ่งเคส ส่วน G-325A ใช้ 2 ชุด คือสามีกรอกชุดนึง และเรากรอกชุดนึงของใครของมัน รายละเอียดเกี่ยวกับแบบฟอร์ม ดาวน์โหลดแบบฟอร์มและ fee สำหรับขั้นตอนนี้สามารถไปดูได้ ที่นี่ 

เอกสารที่ใช้ส่งพร้อม I-130 นี้ให้ยึดตาม instructions ของ I-130 เป็นหลัก ให้ส่งให้ครบตามที่ instructions บอก ห้ามขาดเพราะจะถูกเรียกเอกสารเพิ่มทำให้เสียเวลาออกไปอีก และถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องส่งอะไรเกิน เพราะอาจเป็นประเด็นให้ จนท พิจารณามากขึ้น และอาจทำให้เสียเวลาได้เช่นกัน

ส่วนของเราตอนนั้น เอกสารที่เราส่งไปทั้งหมดแยกออกได้เป็น 3 ส่วน คือ
1. เอกสารของแฟนชาวอเมริกัน
          - G-325A กรอกและเซ็นต์เรียบร้อย
          - birth certificate
          - divorce decree
          - รูปถ่าย 2x2 นิ้ว 1 ใบ
2. เอกสารของเราชาวไทย
          - G-325A กรอกและเซ็นต์เรียบร้อย
          - รูปถ่าย 2x2 นิ้ว 1 ใบ
3. เอกสารร่วม
          - I-130 กรอกและเซ็นต์เรียบร้อย
          - เช็คสั่งจ่ายค่าธรรมเนียม I-130 (ดูรายละเอียดการจ่ายและจำนวนเงินใน instructions ของ I-130)
          - สำเนาใบสำคัญการสมรส (ใบกรอบดอกไม้)
          - ใบแปลใบสำคัญการสมรสเป็นภาษาอังกฤษ แปลและรับรองโดยเราเอง ตัวจริง
          - สำเนาหนังสือสัญญาเช่าอพาร์ทเม้นต์และตึกที่อยู่ร่วมกันที่ไทย (ส่วนนี้อยู่ในส่วนของเอกสารแสดงความสัมพันธ์ ซึ่งมีระบุใน instructions ของ I-130)

รวมรวมเอกสารเสร็จเรียบร้อยเราก็ส่งไป USCIS ตามที่อยู่ที่ระบุใน instructions ของ I-130

หลังจากเราส่ง I-130 ได้ 9 วันก็ได้รับ NOA 1 ซึ่งเป็นจดหมายที่ส่งมายังที่อยู่แฟนค่ะ ซึ่งจะมีเลข receipt number ที่ขึ้นต้นด้วย WACxxxxxxxxxx โดยเราสามารถนำเลขนี้ไปเช็ค case status ในขั้นของ USCIS ได้ที่ https://egov.uscis.gov/cris/Dashboard/CaseStatus.do ค่ะ

ตอนหน้ามาต่อที่ขั้น NVC กันนะคะ

Friday, January 25, 2013

CR-1/IR-1 Process for US Citizen's Spouse

เอนทรีนี้เขียนเป็นภาษาอังกฤษนะคะ เคยเขียนให้สามีอ่านตอนกำลังทำ CR-1 แต่เพิ่งได้เอามาเขียนใหม่ทั้งหมดเพราะมีเพื่อนของสามี (ชายชาวออสเตรเลีย) มีภรรยาเป็นอเมริกันและกำลังจะแต่งงานและเดินเรื่อง CR-1 เราเลยเขียนเรียบเรียงใหม่ทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษจากประสบการณ์เราโดยตรง โดยเราพยายามเขียนให้เข้าใจง่ายและสับสนน้อยที่สุด ก็เลยเลือกอธิบายตาม Timeline ของเรานะคะ เพราะงั้นสำหรับมือใหม่หรือใครที่อ่านที่อื่นมาแล้วรู้สึกสับสนว่าต้องทำอะไรตอนไหน ก็แค่ทำตาม Timeline เราได้เลยค่ะ รับรองไม่สับสนแน่นอน

เพราะงั้น ใครที่กำลังจะเดินเรื่อง CR-1 ก็เอาเอนทรีนี้ให้ภรรยาหรือสามีชาวเมกันอ่านได้เลยค่ะ แต่อย่างที่บอกว่าเป็นการเรียบเรียงแก้ไขใหม่จากการเขียนให้เพื่อนชาวออสซี่ที่มีภรรยาเมกันอ่าน เพราะงั้นเพื่อให้เข้าใจง่ายไม่สับสน ขอนิยามความหมายของคำเรียกบางคำ ดังนี้
alien spouse, he/she, him/her, your spouse, beneficiary = สามี/ภรรยาของชาวอเมริกันซิติเซ่น (ซึ่งหมายถึงตัวคุณที่เป็นคนไทยหรือเป็นคนชาติอื่นๆที่ไม่ใช่อเมริกันนะคะ)
you, petitioner = ตัวสามีหรือภรรยาของคุณที่เป็นชาวอเมริกันที่ต้องเดินเรื่องขอวีซ่าให้คุณค่ะ
หมายเหตุ - CR-1/IR-1 ในที่นี้เป็นการขอแบบคู่สมรสชาวอเมริกันยื่นเรื่องที่อเมริกานะคะ

I am writing this in English because a friend of my husband who is an australian and about to marry to an american woman asked me to give him some info on doing a spouse visa. I wrote him my experience on doing my CR-1 so this article will be from my own experience to him. Anyway I rewrote it here for any thai resident to give this to his/her US spouse to read and know about the visa.

Here are definition of words used in this article,
alien spouse, he/she, him/her, your spouse, beneficiary = US citizen's husband or wife
you, petitioner = US citizen

CR-1 / IR-1 Visa (Immigration Visas for Relatives) 


CR1
          - Is for a husband or wife of a US citizen who has been married for less than 2 years.
          - Provides the alien spouse a 2 years green card and a social security number once she/he enters
            the US with this visa. Both card will be automatically sent to his/her address in the US within a
            month after he/she enters the US.
          - After the alien spouse has lived in the US for 2 years with the 2 years green card, he/she can
            file for a new 10 years green card if he/she is still married to the same US citizen.
          - After the alien spouse has been a green card holder for 3 years and living in the US for over 18
            months out of those 3 years, he/she can take a test to be a citizen.

IR1
          - Is the same as CR1 but for a husband or wife of a US citizen who has been married for over 2
            years.
          - Provides the alien spouse a 10 years green card and a social security number once he/she enters
            the US with this visa. Both card will be automatically sent to his/her address in the US within a
            month after you enter the US.
          - After he/she has been a green card holder for 3 years and living in the US for over 18 months
            out of those 3 years, he/she can take a test to be a citizen.

For additional Info, read here.
http://travel.state.gov/visa/immigrants/types/types_1315.html

CR1/IR1 has 3 main steps
          - USCIS
          - NVC
          - US embassy in the country where the alien spouse lives

This is a blank table of all the numbers you and your spouse will receive from all the steps of your case. I made it to put all the numbers and info of my case in. You can replace the guide I have on the right column with your numbers and info once you receive it and keep it as a reference. (ในไฟล์ที่ทำเป็น word ค่ะ ส่วนนี้จะเป็นตารางที่เราทำขึ้นเพื่อเก็บของมูลของเราที่ได้จากขั้นตอนต่างๆ ก็เอาไปทำตามได้เลยนะคะ)



NVC contact info
          e-mail: NVCINQUIRY@state.gov
          Tel: (603) 334-0700 CR-1


B = Beneficiary
P = Petitioner





Timeline

To make it very easier to understand I will walk through my timeline and give you explanations for each one. Red is USCIS, Blue is NVC and Green is US embassy in BKK.
note: This is written by me who is a Thai so "I" means me. And in the timeline, M is me and H is my US husband.

2012 Jan 05      I-130 Package sent 
2012 Jan 06      I-130 Package received by USCIS 
2012 Jan 08      Receipt Notice (NOA1) issued by USCIS 
2012 Jan 14      NOA1 received in H’s mailbox 
2012 May 09    Approval Notice (NOA2) issued by USCIS 
2012 May 12    NOA2 receive in H’s mailbox 
2012 May 21    M requested for police certificate at Royal Thai Police 
2012 Jun 06     Police certificate picked up at RTP by M 
2012 Jun 11     Case Number and Affidavit of Support (AOS) fee bill received by e-mail from NVC 
2012 Jun 12     AOS fee bill paid by H and DS-3032 e-mailed to NVC by M 
2012 Jun 13     AOS fee bill status shown as paid 
2012 Jun 20     DS-3032 receipt notice by NVC received by e-mail 
2012 Jun 21     IV fee bill available to be paid and H paid the bill 
2012 Jun 26     IV Package (DS-230 Package) sent to NVC by M from Thailand 
2012 Jun 28     AOS Package (I-864 Package) sent to NVC by H from CA IV, 
                            Package delivered at NVC 
2012 Jun 29     AOS Package delivered at NVC 
2012 Jul 05      M went to get medical check* 
2012 Jul 09      “Checklist: AOS missing” received by e-mail 
2012 Jul 11      P4 (interview date) received by e-mail,
                           Case sent from NVC to US embassy in Bangkok. 
2012 Jul 20      M traveled to visit H with B1/B2 visa in the US 
2012 Aug 14    M arrived back in Thailand 
2012 Aug 16    Interview appointment at US embassy in BKK 
2012 Aug 17    CR1 visa issued and B1/B2 visa in M's old passport canceled 
2012 Aug 18    Passport with CR1 visa and CR1 package received at M’s address 

Explanations 
2012 Jan 05           I-130 Package sent to USCIS by H
The first thing to do is you and your alien spouse prepare a package together called I-130 package. US citizen is the person who will file the case and send the package. If the alien spouse is outside of the US at that time, tell him/her to mail all the documents needed from him/her to you and you will send them along with documents needed from you to USCIS.

Check here for the forms, instructions, fee and USCIS address at USCIS website. http://www.uscis.gov/portal/site/uscis/menuitem.5af9bb95919f35e66f614176543f6d1a/?vgnextoid=c67c7f9ded54d010VgnVCM10000048f3d6a1RCRD&vgnextchannel=db029c7755cb9010VgnVCM10000045f3d6a1RCRD

Documents my US husband and I sent to USCIS with I-130 package.
Note: Something may change now so please check the link above for the updated forms and instructions. 
          1. Cover letter (list of all documents being sent)
          2. Check or money of $420 payable to Department of Homeland Security
          3. Completed and signed I-130 by H
          4. Completed and signed G-325A by the H and M
          5. Original and a copy of H’s birth certificate
          6. A copy of H’s unexpired passport
          7. H’s Original Previous Marriage Termination Documentations
          8. A passport color photo with white background of H and M
          9. A copy of marriage certificate
        10. A copy of translated marriage certification → needed if the original is not in English
        11. A copy of LPN lease → Apartment we lived together in Thailand
        12. A copy of LPN recreation cards
        13. A copy of translated LPN recreation cards
        14. A copy of old office lease → a building we had as our photography studio in Thailand
        15. A copy of translated old office lease
        16. A copy of new office lease
        17. A copy of translated new office lease

2012 Jan 06           I-130 Package received by USCIS 
2012 Jan 08           Receipt Notice (NOA1) issued by USCIS 
2012 Jan 14           NOA1 received in H’s mailbox 
Once USCIS receives your I-130 package, the Receipt Notice will be issued. This notice is also called NOA1.
USCIS will mail NOA1 (I-797 or I-797C: Receipt Notice) to the US citizen’s address. This step could take from a few days to a few weeks.
Use the Receipt Number on NOA1 to check your case status online at https://egov.uscis.gov/cris/Dashboard.do

2012 May 09           Approval Notice (NOA2) issued by USCIS 
2012 May 12           NOA2 received at H’s address 
Once your case is done at USCIS, NOA2 (I-797 or I-797C: Approval Notice) will be issued and mailed to the US citizen’s address. This step could take from 2.5-5 months from the date you send the I-130 package to USCIS. All the documents from USCIS will be transferred to NVC now.
Once the you receive the NOA2, scan it and e-mail it to your alien spouse. He/She will need it to get police clearance certificate.

2012 May 21         M requested for police certificate at Royal Thai Police 
2012 Jun 06           Police certificate picked up at RTP by M
I brought a copy of NOA2 to Royal Thai Police to make a request for a police certificate. Be careful and get it ready as soon asap because it will take at least 3 weeks to get it. Check with the US embassy un BKK website for the instructions on how to get a police certificate. It will tell what a thai will need to bring and where to go here http://bangkok.usembassy.gov/root/pdfs/thaipoliceapr09.pdf

ขออธิบายเป็นไทยด้วยแล้วกันนะคะ เพราะส่วนนี้เราที่เป็นคนไทยต้องเป็นคนดำเนินการ
การไปขอใบรับรองความประพฤติจากตำรวจ จะต้องใช้ NOA2 ซึ่งสามี/ภรรยาชาวอเมริกันจะต้องทำการสแกนและส่งอีเมล์มาให้เรา เนื่องจาก NOA2 นี้จะเป็นกระดาษที่ NVC ส่งไปที่บ้านของคู่สมรสชาวอเมริกันของเรา คอยทวงให้เค้าสแกนส่งมาให้เราด้วยนะคะ เพราะต้องใช้
ขั้นตอนนี้จะรอให้ได้ case number ก่อนก็ได้ แต่ถ้ากลัวไม่ทัน มีแค่ NOA2 ก็ไปขอได้เลยค่ะ เพราะใช้เวลาอย่างน้อย 3 อาทิตย์กว่าจะได้ (ถ้าไม่ได้ใช้เส้นสายอะนะคะ) เราก็ไปขอก่อนได้ case number รายละเอียดเอกสารที่ใช้และสถานที่ต้องไปขอสามารถดูได้จากเว็บไซต์สถานทูตอเมริกาในไทยค่ะ  อันนี้คืออันที่เราดู แต่เช็คที่หน้าเว็บอีกทีนะคะ เผื่อมีการอัพเดทเปลี่ยนแปลงอะไร
http://bangkok.usembassy.gov/root/pdfs/thaipoliceapr09.pdf

ฟอร์มและ instructions ของขั้นตอนต่างๆ ที่ต้องทำในไทย เช่น การตรวจสุขภาพ การขอใบรับรองความประพฤติ การสัมภาษณ์ สามารถดูและดาวน์โหลดได้ที่นี่นะคะ http://bangkok.usembassy.gov/immigrant_visas/packets.html

2012 Jun 11         Case Number and Affidavit of Support (AOS) fee bill received by e-mail from NVC
Once NVC receives your case from USCIS, your case number and Affidavit of Support (AOS) fee bill will be issued. You will receive 2 e-mails, AOS fee bill and DS-3032. AOS fee bill will be addressed to your name and DS-3032 will be addressed to your alien spouse's name.
DS-3032 is a form for your alien spouse to appoint an agent to contact NVC on behalf of himself/herself. Normally your name and address will be put to be his/her agent. This means from this stage on, NVC will contact your alien spouse via you. Anyway, NVC nowadays seems to mostly contact you and your alien spouse via e-mail, so your alien spouse will always get a copy of each e-mail NVC sends to you.

ขั้นตอนนี้ NVC จะทำการส่งอีเมล์มา 2 ฉบับ ฉบับนึงชื่อผู้รับเป็น US citizen เป็น AOS fee bill ซึ่งหมายถึงว่า US citizen สามารถชำระค่า AOS (ค่าเอกสารที่สามีจะเป็นสปอนเซอร์ให้เรา) ได้แล้ว ก็ให้สามี/ภรรยาชาวเมกันไปดำเนินการจ่ายตาม instructions ที่ระบุในอีเมล์ได้เลย case number กะ invoice number อะไรต่างๆ จะอยู่ในนั้นหมด
อีกฉบับจะเป็น DS-3032 อันนี้จะส่งถึงชื่อของเราที่เป็นคู่สมรสชาวไทย หมายความว่าเราสามารถที่จะส่ง DS-3032 ซึ่งให้เราตั้ง agent ในการติดต่อกับ NVC และรับเอกสารแทนเราได้แล้ว โดยปกติเราจะใส่ชื่อและที่อยู่สามี/ภรรยาชาวเมกันของเราลงไปให้เป็น agent ของเราค่ะ หมายความว่าต่อจากนี้ NVC จะส่งเอกสารและติดต่อเราผ่านทางสามี/ภรรยาชาวเมกันของเรา แต่เดี๋ยวนี้ NVC เค้าติดต่อทางอีเมล์เป็นหลักค่ะ เพราะงั้นเราชาวไทยจะได้รับ copy ของอีเมล์แต่ละฉบับจาก NVC ด้วยค่ะ


2012 Jun 12         AOS fee bill paid by H and DS-3032 e-mailed to NVC by M
Pay the AOS fee bill online by following the instructions on the AOS fee bill. The url of the payment system to pay online will be found on the instructions. And your alien spouse sends DS-3032 to NVC via e-mail without using the form. See page 11 to see the template of the e-mail to send DS-3032 via e-mail.
เราชาวไทยต้องทำการส่ง DS-3032 กลับไปยัง NVC เพื่อตั้งสามี/ภรรยาชาวเมกันของเราให้เป็น agent ของเราตามที่บอกไว้ด้านบน ที่นี้เราจะทำการส่ง DS-3032 ไปทางอีเมล์นะคะ ขั้นตอนนี้สำคัญมาก ห้ามลืมส่งเด็ดขาด เพราะหลังจากเสร็จขั้นตอนนี้เรียบร้อยแล้วเราถึงจะสามารถส่งเอกสาร package ต่อไปได้
เราจะใช้วิธีส่ง DS-3032 ทางอีเมล์ เนื่องจากเร็วกว่า print แบบฟอร์มออกมาแล้วกรอกแล้วส่งทางไปรษณีย์เยอะ เพราะงั้นไม่ต้องไปสนใจแบบฟอร์ม DS-3032 ที่ NVC อีเมล์มาให้นะคะ สนแค่ case number พอ เพราะต้องใช้ในการส่งอีเมล์ การส่ง DS-3032 ทางอีเมล์นั้น จะต้องเขียนข้อความอะไรแบบไหน สามารถดูได้จาก template ข้างล่างเลยนะคะ (DS-3032 e-mail template) แล้วส่งไปที่ NVCINQUIRY@state.gov

2012 Jun 13         AOS fee bill status shown as paid
A day after you pay your fee bill online, log in again and you should see the status as PAID and also a button to print out AOS Barcode Cover Sheet. You will find instructions on what to do next for AOS here. US citizen is the person that will send AOS package to NVC. → See more info later on the date H sent his AOS package.

2012 Jun 20        DS-3032 receipt notice by NVC received by e-mail 
A week later you should receive an e-mail from NVC telling you they already receive your alien spouse's DS-3032.

2012 Jun 21        IV fee bill available to be paid and H paid the bill 
Once your alien spouse's DS-3032 is received by NVC, IV (Immigration Visa) fee bill will be generated and available for you to pay. Log into the payment system again to check and see if the bill is available, if so pay the bill.

2012 Jun 26        IV Package (DS-230 Package) sent to NVC by M from Thailand 
After you pay IV fee bill, log into the payment again to see if the status is PAID and also look for a button to print out Barcode Cover Sheet for your alien spouse's IV Package, if it’s there, tell your alien spouse to long in and print it out. This mean your alien spouse can mail your IV package to NVC now. You will also find what to do next and where to get the needed forms here. 
*Documents needed to be sent with IV Package are shown below. Your alien spouse should get everything ready by the time the barcode cover sheet is available.
These are what I sent with my IV package.
          1. Barcode Cover Sheet → print out from NVC system
          2. 2 Passport Size Photographs of myself (NVC Case Number, my full name, and date of birth are written on the back of both)
          3. DS-230 Part 1 completed and signed by me
          4. DS-230 Part 2 completed by me – unsigned, as of yet, per instructions
          5. Additional sheet for DS230 part I (No.13 Present Address, No.22 Father’s Current Address, No.27 Mother’s Current Address, No.32 Employment for the Last Ten Years) → extra sheet to fill what you can’t fill out in the form
          6. Photocopy of the Biographic Data Page of my Passport
          7. Original Birth Certificate of myself and a copy
          8. Original Marriage Certificate and a copy
          9. Original Police Certificate of myself and a copy
        10. Original Change of Name Deed of my mother and a copy → if either or both of your parents’ name is not the same as in your birth certificate, you will have to provide the evidence of the name change
         11. Cover Letter for IV package → look for the template below

You can read here for more info about IV package for now. But when the time comes for you, you will need to check the instructions sent to you by NVC. http://travel.state.gov/visa/immigrants/info/info_1339.html

ขั้นตอนนี้สำหรับชาวไทยเรานะคะ คือ หลังจากส่ง DS-3032 และ NVC ได้รับเรียบร้อยแล้ว NVC จะออก IV Fee Bill มาให้เราไปจ่ายตังค์ เมื่อจ่ายแล้วเราจะสามารถ print Barcode Cover Sheet ออกมาได้ ทำการ print ออกมานะคะ แล้วส่งไปพร้อมกับเอกสารตามรายการด้านบน ของเราส่งโดยใช้บริการของ DHL ใช้เวลา 3 วันจากไทยไปถึง NVC ที่เมกาค่ะ

2012 Jun 28          AOS Package (I-864 Package) sent to NVC by H from CA,
                                IV Package delivered at NVC
You mail NVC your AOS package. This can be done before, at the same time or after your alien spouse sends his/her IV package, depends on when it is ready. You can also find instructions on what to do and where to get the form on the payment system. You log into the payment system and print AOS Barcode Cover Sheet out to send with the AOS package.

These are what my US hanband sent with his AOS Package
          1. I-864 Coversheet (with barcode)
          2. Form I-864EZ (Signed and dated)
          3. 2011 Federal Tax Return, W2
          4. Letter of Employment
          5. Cover Letter for AOS package → look at the template below

2012 Jun 29         AOS Package delivered at NVC 
2012 Jul 05          M went to get medical check
Your alien spouse will need paper from the doctor on his/her interview date. Your alien spouse should do this when you receive an e-mail from NVC informing you the interview date (P4). He/She has to check at the US embassy in BKK website for the details on where he/she can meet the doctor to get the paper and what you need to do for the medical examination.
http://bangkok.usembassy.gov/root/pdfs/med_instructions_apr11.pdf
http://bangkok.usembassy.gov/immigrant_visas/medforms.html
If he/she passes the medical examination, the medical paper will be good for 6 months and he/she will need to enter the US with your CR1 visa before the medical paper expires.
** Check the medical forms about expiration.

การตรวจสุขภาพควรทำเมื่อได้รับแจ้งวันสัมภาษณ์แล้ว เนื่องจากผลการตรวจสุขภาพมีวันหมดอายุอยู่ และเราควรเดินทางเข้าอเมริกาก่อนผลการตรวจสุขภาพหมดอายุ เพราะฉะนั้น หากไม่ได้วางแผนว่าจะเดินทางทันทีหลังได้รับวีซ่า ก็ควรวางแผนส่วนนี้ไว้ด้วย
CR-1 วีซ่านั้นมีอายุ 6 เดือนนับแต่วันออกวีซ่า แต่ผลการตรวจสัมภาษณ์หากปกติ จะมีอายุ 6 เดือนเช่นกัน ดังนั้น CR-1 วีซ่าของเราก็จะถูกผูกกับผลการตรวจสุขภาพ อธิบายง่ายๆ ตัวอย่างเช่น เราตรวจสุขภาพวันที่ 16 ม.ค. ผลออกมาปกติ จะเท่ากับว่าผลการตรวจสุขภาพของเราจะใช้ได้ถึง 15 ก.ค. แต่หากวันสัมภาษณ์วีซ่าของเรา คือ กลางเดือน ก.พ. และวีซ่าเราออกวันที่ 16 ก.พ. จะเท่ากับว่าเราต้องเดินทางเข้าเมกาก่อน 15 ก.ค. (ไม่ใช่ 15 ส.ค.) ซึ่งเป็นวันที่ผลการตรวจสุขภาพจะหมดอายุ เท่ากับว่าแทนที่เราจะมีเวลา 6 เดือนนับจากได้รับวีซ่าในการอยู่เมืองไทย เราจะมีเวลาแค่ 5 เดือนเท่านั้น
สิ่งที่ต้องนำไปในการตรวจสุขภาพคือ เอกสารที่แสดง case number ของเรา เนื่องจากหมอต้องกรอกลงในแบบฟอร์ม และแบบฟอร์มการตรวจสุขภาพ ซึ่งสามารถดาวน์โหลดและดูข้อมูลของ รพ. ที่เราจะสามารถไปทำการตรวจสุขภาพได้ที่เว็บไซต์ของสถานทูต

http://bangkok.usembassy.gov/root/pdfs/med_instructions_apr11.pdf
http://bangkok.usembassy.gov/immigrant_visas/medforms.html

ควรทำการตรวจสอบวันหมดอายุของแบบฟอร์มและการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่อาจมีก่อนไปทำการตรวจสุขภาพที่
http://bangkok.usembassy.gov/immigrant_visas/packets.html


2012 Jul 09           “Checklist: AOS missing” received by e-mail 
We received this e-mail from NVC after H’s AOS package was already delivered at NVC. It says NVC already received my IV package but still waiting for AOS package from H. So H called the NVC call center and asked. They said this happened because it could take 10 days for NVC to open the package. So we just waited and then 2 days later we received an e-mail informing us the interview date in BKK.

2012 Jul 11           P4 (interview date) received by e-mail,
                                Case sent from NVC to US embassy in Bangkok
We received an e-mail telling us the interview date and also telling us our case was done at NVC and being sent to US embassy in BKK.

2012 Jul 20         M traveled to visit H with B1/B2 visa in the US 
2012 Aug 14       M arrived back in Thailand 

2012 Aug 16       Interview appointment at US embassy in BKK 
On the interview date, your alien spouse will need to bring the letter of appointment, so print that out and bring it. Your alien spouse will also need to bring any evidence showing relationship between your alien spouse and you is real. This could be chat logs, call logs, photo albums showing your relationship from time to time, pictures of gifts you have given to each other, stamps on his/her passport and a copy of stamps of your passport showing you are visiting each other. If he/she has a current valid US visa in an old passport, he/she should also bring it. They will ask for it because they will cancel it. If he/she passes the interview, they will keep the current passport and the old one with the valid US visa and return some paper you send to them during USCIS and NVC steps to him/her.

ในวันสัมภาษณ์จะต้อง print ใบนัดวันสัมภาณษ์และถือไว้ในมือตอนต่อแถวด้านหน้าสถานทูตด้วยนะคะ เวลาเค้าขอดูแล้วถ้าเราสามารถให้เค้าดูได้ทันที เค้าจะให้เราเข้าก่อนคนที่มาก่อนเราแต่มัวแต่ค้นกระเป๋าหยิบใบนัดให้เค้าดูไม่เจอสักที
สิ่งที่ต้องเอาไปในวันสัมภาษณ์นอกจากใบนัดก็มี ทะเบียนบ้านตัวจริง บัตรประชาชน พาสปอร์ตเล่มเก่าๆ ถ้ามีวีซ่าเมกาอยู่ และมี stamp เข้าออกเมกาตอนเราไปเยี่ยมแฟนหรือสามี เอกสารอื่นๆ ที่แสดงความสัมพันธ์ที่มีมาอย่างต่อเนื่อง เช่น ภาพถ่าย บันทึกการคุยผ่านอินเทอร์เน็ตตามช่องทางต่างๆ บันทึกการโทรศัพท์ sms โปสการ์ด เป็นต้น เอาใส่แฟ้มเอกสารขนาดไม่หนาและใหญ่เกินนะคะ เพราะต้องสอดเข้าช่องแคบๆ เล็กๆ ตรงเคาน์เตอร์ กระดาษขนาด A4 หนาไม่เกิน 1 นิ้ว สามารถสอดเข้าช่องได้แน่นอนค่ะ เพราะงั้นถ้ามันเยอะก็แบ่งเป็นหลายๆ เล่ม แต่ไม่อยากจะบอกเลยว่า ไม่จำเป็นต้อง print อะไรไปเยอะแยะ อีเมล์ก็ print แค่รายการอีเมล์ไปก็พอค่ะ ไม่ต้อง print เนื้อหาอีเมล์แต่ละฉบับไปด้วย ถ้าอยาก print ก็เลือกแค่ฉบับสำคัญๆ ก็พอ เพราะกงสุลท่านไม่อ่านหรอกค่ะ แค่พลิกไปพลิกมาเล่มละ 2-3 ทีเอง

2012 Aug 17 CR1 visa issued and B1/B2 visa in M's passport canceled 
2012 Aug 18 Passport with CR1 visa and CR1 package received at M’s address 
2 days after the interview, my passport and my visa package was mailed to my house. Here in Thailand, they have changed the way to send the passport and the package back by mail only since July 2012. Your alien spouse will receive 2 things from the embassy, his/her passport with CR-1 visa and a sealed big brown envelope. Don’t open the envelope. He/She will need to give it to the immigration at the airport in the US when he/she enter the US with CR-1 visa.

ก่อนทำการสัมภาณษ์ จนท. จะให้เราไปจ่ายค่างไปรษณีย์ ซึ่งจะผ่านหรือไม่ผ่านการสัมภาษณ์ก็ต้องจ่ายทุกคน จำนวนเงินจำไม่ได้ แต่ให้เตรียมเงินสดติดตัวเข้าไปด้วย 500 บาท เมื่อสัมภาษณ์ผ่านแล้วประมาณ 2 วัน (ถ้าไม่คิดวันหยุด) ไปรษณีย์จะเอาเอกสารมาส่ง ในกล่องเอกสารจะมีพาสปอร์ตเก่ากะใหม่ของเรา ในพาสปอร์ตเก่าที่หน้าวีซ่า B1/B2 มีปั๊ม CANCELLED ตัวบะเริ่ม ส่วนในเล่มใหม่มีวีซ่า CR-1 แปะอยู่ นอกจากนี้ก็มีเอกสาร 5 - 6 แผ่น ให้รายละเอียดการเข้าเมกาและบัตรประกันสังคม และสิ่งสุดท้ายคือเอกสารในซองสีน้ำตาลปิดผนึกและมีคำเตือนว่าห้ามเปิด เอกสารซองน้ำตาลนี้เราจะต้องถือไปยื่นให้ จนท. ตม. ตอนเข้าเมกา ห้ามแกะเด็ดขาด จนท. ตม. จะเป็นคนแกะค่ะ


DS-3032 E-mail Template

Subject: BBBXXXXXXXXXX – Your Name and last name
NVC Case No: BBBXXXXXXXXXX
CIS Case No: AAA-XX-XXX-XXXXX → this is receipt number on NOA1 from USCIS
Petitioner's Name: Your US spouse’s last name, name
Petitioner's Date of Birth: Your US spouse’s birthdate
Beneficiary's Name: Your last name, name
Beneficiary's Date of Birth: Your birthdate

Re: Declaration of Choice of Address and Agent for Immigrant Visa applicant

To whom it may concern:

My name is First name Last name, my visa case number is #BBBXXXXXXXXXX. Per the DS-3032 (Choice of Address and Agent for Immigrant Visa Applicants), I would like to appoint my husband as my agent of choice to receive all future correspondence from the U.S. Department of State. His contact information is provided below:

Name: Your US spouse’s last name, name
Address:
               Your spouse address
               Phone: your spouse phone number
               Email: your spouse’s email address

All mail from the U.S. Department of State concerning my immigrant visa should be sent to the address above.

Please let me know if you need additional information. Thank you for your help.


Sincerely yours,

Your last name, name
Telephone: your phone number
Email: your email address
Address: Your address


DS-230 Cover Letter Template 

NVC Case No: BBBXXXXXXXXXX
Petitioner's Name: Your US spouse’s last name, name
Preference Category: CR1 – SPOUSE OF UNITED STATES CITIZEN

National Visa Center
Check the address in the instructions

Re: Submitting Application for (CR-1) Immigrant Visa DS-230 for NVC Case Number BBBXXXXXXXXXX

To whom it may concern:

My name is Your Name and last name and I am the Beneficiary for NVC case number BBBXXXXXXXXXX. My spouse, Your US spouse’s name and last name, is the Petitioner of this case. Our I-130 has been approved and is currently on file with the NVC.

Please find enclosed the following items comprising the DS-230 packet. I would kindly request that originals and certified copies of pertinent documents be returned to me at the time of the interview in city where US embassy is, your country:
          1. Barcode Cover Sheet
          2. Two (2) Passport Size Photographs of Beneficiary (NVC Case Number, beneficiary’s full name, and date of birth are written on back of both)
          3. DS-230 Part 1 completed and signed by beneficiary
          4. DS-230 Part 2 completed by beneficiary – unsigned, as of yet, per instructions
          5. Additional sheet for DS230 part I (No.13 Present Address, No.22 Father’s Current Address, No.27 Mother’s Current Address, No.32 Employment for the Last Ten Years)
          6. Photocopy of the Biographic Data Page of Beneficiary’s Passport
          7. Original Birth Certificate of beneficiary and a copy
          8. Original Marriage Certificate and a copy
          9. Original Police Certificate for Beneficiary and a copy
        10. Original Change of Name Deed of beneficiary’s mother and a copy

Please do not hesitate to contact me if there are any concerns. My contact information is available below.

Thank you very much for your kind attention!

Sincerely yours,
<sign here>

your last name, your name 
Telephone: your phone number 
Email: your e-mail address 
Address: your mailing address 



I-864 Cover Letter Template

NVC Case No: BBBXXXXXXXXXX 
Petitioner's Name: Your US spouse’s last name, name [ SPONSOR ] 
Preference Category: CR1 – SPOUSE OF UNITED STATES CITIZEN 

National Visa Center
Check the address in the instructions 

Re: Submitting Affidavit of Support I-864 for NVC Case Number BBBXXXXXXXXXX 

To whom it may concern: 
Enclosed please find the Form I-864, Affidavit of Support for my spouse, Your name and last name, and supporting documents as follows: 
          1. I-864 Coversheet (with barcode) 
          2. Form I-864EZ (Signed and dated) 
          3. 2011 Federal Tax Return, W2 
          4. Letter of Employment 

Please process my petition at your earliest convenience and I am looking forward for an early approval. Please let me know if you need additional information. Thank you for your help. 

Sincerely yours, 
<sign here>

Your US spouse’s last name, name 
Address: Your US spouse’s address 
Phone: you US spouse’s phone number 
Email: you US spouse’s e-mail address


Sunday, December 30, 2012

ประสบการณ์เดินทางมาอเมริกา ด้วยวีซ่า CR-1 Dec 11, 2012 (BKK-NRT-LAX-SAN)

Timeline สั้นๆ ตั้งแต่เดินทางจนปัจจุบัน ดังนี้ (San Diego, CA)
Dec 10, 2012 - Left Thailand 11:15PM
Dec 11, 2012 - Arrived in the US. LAX as port of entry. SAN as final destination.
Dec 13, 2012 - SSN issued
Dec 15, 2012 - SSN arrived in mailbox
Dec 17, 2012 - Case received by USCIS (Green Card Case sent by IM at LAX)
Dec 20, 2012 - Receipt and Welcome Notice issued by USCIS
Dec 26, 2012 - Receipt and Welcome Notice arrived in mailbox. Checked case by receipt number at uscis.gov and green card was sent out on Dec 26.
Dec 27, 2012 - Went to DMV and ask for info. Green card needed to take a test.
Dec 28, 2012 - Green card arrived in mailbox

ก่อนอื่นนะคะ ขอยกให้เป็นการเดินทางมาอเมริกา ที่เหนื่อยและยาวนานที่สุดเดี๋ยวถ้ามีเวลาจะมาสรุปเปรียบเทียบการเดินทางมาอเมริกาทั้ง 5 ครั้งให้ดูอีกที เผื่อเป็นข้อมูลให้พี่ๆ น้องๆ เพื่อนๆ ตัดสินใจเดินทางมาเมกาตามโอกาสและด้วยวีซ่าต่างๆ ที่จริงแล้วอยากจะบอกว่า ครั้งที่ 4 เป็นครั้งที่อกสั่นขวันแขวนที่สุด เพราะเป็นการเดินทางครั้งแรกด้วยพาสปอร์ตใหม่ นามสกุลสามี ด้วยวีซ่าในพาสปอร์ตเล่มเก่าซึ่งเป็นนามสกุลก่อนแต่งงาน และครั้งนั้นเจอ ตม. เมกา มาดักรอที่ NRT ด้วยค่ะ นึกว่าจะโดนส่งกลับไทยที่โตเกียวซะแล้ว

มาเข้าเรื่องครั้งนี้ดีกว่า เราขอแบ่งเล่าเป็น 4 ตอนนะคะ ตามสนามบินที่เราต้องผ่านทั้งหมดเนื้อหาละเอียดและยาวหน่อย เพื่อเป็นข้อมูลให้ทุกท่าน จะได้ไม่ต้องกลัวและสับสนกับการเดินทางคนเดียว เชื่อว่าหลายท่านไม่คุ้นเคยกับการเดินทางและแอบกลัวการเดินทางไกลคนเดียวใช่มั้ยคะ เพราะเราก็เคยเป็นสำหรับท่านที่ขี้เกียจอ่านยาวๆ เยิ่นเย้อ เวิ่นเว้อ ก็อ่านข้อมูลโดยสรุปในรูปภาพแล้วกันนะคะ

คราวนี้เป็นการเดินทางไปอเมริกาด้วยตั๋วเที่ยวเดียวค่ะ ด้วยวีซ่า CR-1 เราได้วีซ่า CR-1 เมื่อ 17 ส.ค. 55 แต่เดินทางเดือน ธ.ค. ค่ะ เพราะรอยื่นเรื่องลาออกจากงานและอยากใช้เวลากับที่บ้านก่อนเดินทางเส้นทางที่เราเลือก คือ บินกับ American Airlines จาก BKK ไปลง NRT (นาริตะ) รอต่อเครื่อง 8 ชม. 50 นาที จากนั้น NRT ไป LAX (ลอสแองเจลิส) และจาก LAX ไป SAN (ซานดีเอโก้) ตามภาพ


ทีแรกเราจะเลือกเส้นทางอีกเส้นนึง คือ จาก BKK ไป NRT และจาก NRT ไป SAN เลย (แฟนเราบอกเส้นทางจากโตเกียวบินตรงมาซานดีเอโก้นี่ เพิ่งเปิดเดือนนี้นี่เองค่ะ) โดยขาแรกจะเป็นเครื่อง TG ของการบินไทย และอีกขาเป็น American Airlines แต่เรากังวลนิดหน่อยเรื่อง ตม. ที่สนามบินซานดีเอโก้ เพราะเป็นสนามบินนานาชาติเล็กๆ กลัวไม่แม่นเรื่อง immigrant visa อย่าง CR-1 ที่เราถือมาครั้งนี้ และก็จริงๆ เพราะเราค้นจนเจอ review ของคนที่ถือ CR-1 จากยุโรปมาลงที่ SAN เมื่อปีก่อน เล่าว่า ตม. ที่ SAN ดูไม่ถนัดกับวีซ่าประเภทนี้ เลยใช้เวลานาน และสุดท้ายมีการผิดพลาดซึ่ง ตม. ที่สนามบินแก้ไขให้ไม่ได้ ผ่านมาเกือบปีก็ยังตามแก้ไม่เสร็จเลยค่ะ เราเลยเปลี่ยนใจไปลง LAX ดีกว่า ต้องต่อเครื่องอีกรอบ แต่ก็สบายใจกว่า

ทีนี้ ครั้งที่แล้วที่เรามาเยี่ยมสามีช่วงก่อนวันสัมภาษณ์ ตม. เค้าบอกเราว่าคราวต่อไปที่เรามาด้วย CR-1 จะใช้เวลามากกว่าปกติในการผ่าน ตม. เพราะจะต้องมีการดำเนินการที่มากกว่า เราก็แอบห่วงเหมือนกันว่าเวลาต่อเครื่องจาก LAX ไป SAN คราวนี้จะพอหรือเปล่า แต่ก็วัดดวงเอา เพราะไม่อยากรอนานกว่านี้ แค่ที่โตเกียวก็ 9 ชม. ละ ตรงนี้เราเช็ค terminal แล้วก็แอบสบายใจ เพราะ AA จะมี terminal ของตัวเอง คือ terminal 4 แต่แอบงงนิดนึงตอนเช็คที่เว็บของ AA ว่าทำไมมีหมายเหตุว่าต้องเปลี่ยน terminal เพราะเครื่องเราลงที่ gate 41 และ ต้องขึ้นเครื่องอีกทีที่ gate 44 มันก็ terminal เดียวกันนี่นา เดี๋ยวเราเฉลยตรงนี้ทีหลังนะคะ

ถึงตรงนี้อยากอธิบายเรื่องสนามบิน LAX แต่กลัวจะยืดยาวเกินไป เราขอเอาไปอธิบายไว้ท้ายเรื่องแล้วกันนะคะ แต่อยากฝากเตือนไว้ว่า พี่ๆ น้องๆ เวลาจะซื้อตั๋ว เช็คเรื่องเวลาต่อเครื่องกับ terminal ให้ดีด้วยนะคะ ถ้าต้องเปลี่ยน terminal ให้เผื่อเวลาเดินทางจาก terminal นึงไปอีก terminal นึงด้วยนะคะ


วันที่ 10 ธ.ค. เราถึงสนามบิน 3 ทุ่ม เครื่องออก 11:15PM สายการบิน American Airlines จากไทยจะเป็น operated by JAL นะคะ เพราะงั้นก็ check in ที่เคาน์เตอร์ของ JAL รับ boarding pass ใบ tag ที่กระเป๋าเดินทางจะมีปลายทางที่ SAN แต่อย่างที่บอกว่าต้องรับกระเป๋าที่ LAX ซึ่งเป็น port of entry ของเราในการเข้าเมกา และ recheck อีกทีไป SAN

มาดู boarding pass ทั้ง 3 ใบ ที่ได้จากการ check in ที่สนามบินสุวรรณภูมิของเรากันใบแรก จาก BKK ไป NRT สายการบิน AA5865 บน boarding pass เขียนว่า JL718 sold as AA5865 เพราะอย่างที่บอกค่ะว่า operated by JAL เพราะงั้นก็คือเครื่อง JAL นั่นเองใบที่ 2 จาก NRT ไป LAX ใบนี้ยังไม่รู้เกท เพราะงั้นต้องไปเช็กอีกทีบนบอร์ดที่สนามบิน NRTใบที่ 3 จาก LAX ไป SAN ยังไม่รู้เกท

ก่อนขึ้นเครื่องเราแลกเงินเยนมาเผื่อไว้ด้วย 4,000 เยน ใครที่รอต่อเครื่องนานๆ ก็อย่าลืมพกเงินเยนมาด้วยนะคะ เราขอข้ามเวลาอยู่บนเครื่องบนไปนะคะ


เครื่องมาถึงนาริตะเร็วกว่ากำหนดค่ะ โดยถึงราวๆ 6:30AM เครื่องเรามาลงที่ terminal 2 (และเราต้องต่อเครื่องที่ terminal นี้ด้วย) ลงเครื่องแล้วก็มองหาป้าย International Connecting Flight แล้วเดินตามป้ายไป ทีแรกเรากะจะขอ shore pass เพื่อออกไปเที่ยวนอกสนามบินระหว่างคอยค่ะ แต่ปรากฏว่าที่ terminal 2 นี่เคาน์เตอร์ Connection flight ดันอยู่หลังจุด security check point และแถวผ่าน security ยาวมาก ชม. กว่าๆ เราถึงผ่านไปได้ แถมพอผ่านมาได้ ที่เคาน์เตอร์ connection flight ก็คนต่อคิวรอรับบริการเยอะมาก เราเลยชักขี้เกียจ ไม่ขอดีกว่าชอร์พ้งชอร์พาสเนี่ย เดินเล่นในสนามบินก็ได้ ง่วงด้วย เพราะงั้นถ้าใครรอต่อเครื่องนานๆ แล้วกะจะออกไปเที่ยวแน่นอนก็ควรขอ transit visa จากไทยไปเลยนะคะเราก็เดินเล่นนั่งเล่นฆ่าเวลาไปเรื่อย มีห้อง daily room ให้เช่าอาบน้ำนอนพักได้ด้วย ชม. ละ 1,500 เยนแน่ะ เลยไม่เอาดีกว่า มีติดตัวแค่ 4,000 เอง อินเทอร์เน็ตก็ไม่มีให้เล่น จะมีเฉพาะที่เกทเท่านั้น เราเลยเดินไปนั่งที่เกทชาวบ้าน เพราะยังไม่รู้เกทตัวเอง ถือโอกาสนี้เช็คเกทที่เราจะไปลงและขึ้นต่อเครื่องที่เมกาด้วยเลย โดยเปิดเว็บ AA เพื่อ check flight status ก็รู้ว่าลงเกท 41 และขึ้นเกท 44J terminal เดียวกันน่าจะชิลๆ เพราะเคยนั่ง Delta กะ United ที่มี terminal ของตัวเอง คนไม่เยอะ น่าจะใช้เวลาผ่าน ตม. กะ Custom ไม่นาน ระหว่างนี้ก็แชทกะแม่ไปด้วย

พอรู้เกทตัวเองจากบอร์ดแล้วเราก็ไปที่เกทตัวเอง ซึ่งต้องนั่งรถไฟฟ้าระหว่างอาคารไป แป๊บเดียวก็ถึง พอบ่ายสามก็เปิดเว็บ check flight status อีกทีเพื่อความมั่นใจเรื่องเกท ถึงได้รู้ว่าไฟล์ทที่เรากะลังจะต้องขึ้นจาก NRT ไป LAX อะ delayed ชม. นึง โหย มาถึงก็เร็วแล้ว ยังได้ไปช้ากว่าเดิมอีก ชม. เท่ากับว่าเราอยู่ที่ NRT นี่ตั้งกะฟ้าสางยันตะวันตกดิน ก่อนถึงเวลาขึ้นเครื่องสักครึ่ง ชม. เราก็ได้ยินที่เคาน์เตอร์ที่เกทประกาศชื่อผู้โดยสาร ซึ่งมีชื่อเราด้วย เราก็ไปเข้าแถว พอถึงคิว เค้าก็ขอ boarding pass อีก 2 อันที่เราได้มาจากสุวรรณภูมิไป แล้วเปลี่ยนเป็น boarding pass ของ AA ให้เราแทน แต่ใบสุดท้ายก็ยังไม่ระบุเกทที่จะขึ้นเครื่องไป SAN อยู่ดี แถมเครื่องมาดีเลย์แบบนี้ เราจะมีเวลาต่อเครื่องพอมั้ยเนี่ย เฮ้อ

อะ โอเค ได้ขึ้นเครื่องละ ก็ขอข้ามไปถึงตอนลงเครื่องที่ LAX เลยละกัน อ้อ ตอนอยู่บนเครื่อง อย่าลืมขอใบ custom กะ i-94 จากแอร์มากรอกไว้ด้วยนะ ขอมาทั้ง 2 ใบแหละค่ะ กันเหนียว ใบ custom ต้องใช้แน่นอน แต่ I-94 นี่ ใช้/ไม่ใช้ก็ถือไปเกินดีกว่าขาด


ที่ LAX เครื่องลงที่ Gate 41 จริงอย่างๆ ที่เช็คมา ตอน 9:40AM ได้พอลงเครื่องปุ๊บ เดินพ้นประตูเครื่องมาได้นี้ดดดเดียวด็เจอป้ายติดไว้ว่าใครที่ต่อเครื่องไปเมืองตามนี้ให้ไปหยิบ boarding pass ที่วางเรียงไว้ให้ด้วย มีซานดีเอโก้ด้วย เราก็หา boarding pass ของเรา ซึ่งทุกอันที่วางเรียงไว้ให้นี่จะเป็นซองสีส้มๆ เขียนว่า Express Connection ใครที่ได้แบบนี้ให้ถือไว้ในมือนะคะ ห้ามเอาใส่กระเป๋า เอาถือไว้ให้ทุกคนเห็นถ้วนทั่วกัน เพราะมันแปลว่าถ้ามัวชักช้าคุณจะตกเครื่องต่อไปค่ะ ตอนแรกเราก็ไม่รู้ ไม่ได้อ่านอะไรบนซองเลย แต่ไม่มีเวลาเอาเก็บเลยถือไว้ตลอด พอหยิบได้ปุ๊บเราก็เดินตามป้ายที่บอกว่าไป Immigration ซึ่งพอเดินๆ ไปก็เอะใจว่า เอ๊ะ ทำไมมันออกมานอกอาคาร และป้ายบอกทางยังเป็นป้ายที่ไป Tom Bradley International Terminal (TBIT) ด้วย เลยถึงบางอ้อว่า ไอ้ที่มีหมายเหตุว่าต้องเปลี่ยน terminal มันเพราะอย่างนี้นี่เอง

คือสรุปว่า ถึงจะมี Terminal 4 เป็นของตัวเอง แต่ไม่มี ตม. กะ custom เป็นของตัวเองค่ะ ต้องใช้ร่วมกับ Tom Bradley พอถึงตรงนี้เราก็ชักหนาวๆ ว่าจะตกเครื่องต่อไปมั้ยฟะกรู เพราะที่ terminal นี้จะรวมหลายสายการบิน ทำให้คนเยอะมากกกกก พอเดินไปถึง ตม. ก็อยากอุทานว่า OMG คนเยอะโพด เราถูกเจ้าหน้าที่ไล่ให้เดินไปเข้าไปช่องในๆ เรื่อยๆ ซึ่งจะดูโล่งๆ กว่า เราก็เข้าใจว่าคนคงขี้เกียจเดินเข้าไปข้างในกัน เลยมากองกันอยู่ข้างนอกทำให้คนเยอะ แต่ปรากฏว่ามี จนท. คนนึงเค้าชี้ซองส้มๆ ในมือเราแล้วบอกว่ายูอะ Express Connection เดินไปช่อง 1 นู่น เลย เราก็ถึงบางอ้อว่า อ้อ ไอ้ซองนี่มันอำนวยความเร็วให้เรานี่หว่า ไม่ต้องไปต่อช่องคนเยอะๆ จากนั้นเราเลยแทบอยากเอาแปะไว้ที่หน้าผากให้เห็นกันชัดๆ


แป๊บเดียวเราก็ได้มายืนอยู่หน้า จนท. ตม. เค้าก็ใช้มีดพกแกะซองน้ำตาลของเราที่ได้มาจากสถานทูต โยนซองทิ้งลงถังขยะ แล้วเอา I-94 ของเราโยนไปอีกทาง ให้เราแสกนมือขวา 4 นิ้ว ถอดแว่นตามองกล้อง (ทำหน้าตาดีๆ สวยๆ นะคะ เพราะรูปตอนนี้แหละที่จะไปปรากฏบน green card เราไม่รู้ มาเห็นเอาอีตอนได้ green card นี่แหละ) และคืนเอกสารในซองพร้อมพาสปอร์ตที่ stamp แล้วกับใบ custom คืนมาให้เรา บอกให้เราเดินไปอีกช่องนึงตรงนู้น จะมีคนมาพิมพ์มือให้ และไม่ถามอะไรเราสักคำ

เราก็เดินๆ ไป คิดว่า ช่องนี้มั้งวะนะ ก็เดินเข้าไป เจอป้ายว่า New Immigrant wait here เราก็รอ โดยไม่มีใครมาสนใจเราเลย เลยส่งพลังจิตจ้องหลังยัย จนท. ช่องนั้นให้หันมา แล้วนึกในใจว่า “กรูรีบนะโว้ย” สักพักชีก็หันมา ขอเอกสารเราไป และให้เราพิมพ์มือ คือ นิ้วชี้ขวานิ้วเดียว 2 ครั้ง และเซ็นต์เอกสาร 4 ครั้ง และมองที่ซองส้มๆ ของเราพร้อมถามว่าไฟล์ทยูกี่โมง เราบอก 11:40AM ชีบอก “oh, you are not gonna make it” เราพูดออกไปในทันที “no?” ประมาณว่า เห้ย จิงดิ เราต้องตกเครื่องจิงดิ จากนั้นชีก็บอก ยูไปนั่งรอตรงนู้นนะ เราก็ไป ตอนนั้นประมาณ 10:10AM

ตรงที่นั่งรอมีหนุ่มสาวคู่หนึ่งนั่งอยู่ คาดว่าคงกะลังรออยู่เหมือนเรา เห็น เจ๊ จนท. คนนั้นเรียกไปคุย 2-3 ที พักนึงก็เสร็จ ส่วนเราก็รอๆ คิดว่าคงอีกไม่นานเพราะเจ๊คงกะลังทำเรื่องของเราละ เพราะหนุ่มสาวคู่นั้นมันไปละ สักอึดใจ เจ๊แกก็เรียกด้วยสายตาว่าเสร็จแล้ว เราก็รีบหยิบข้าวของวิ่งไปเอาพาสปอร์ตพร้อมใบ custom จากเจ๊แก ตอนนั้นประมาณ 10:45AM ตอนนั้นไม่มีเวลาดูว่ามีกระดาษ 2 ใบแนบมาด้วย มาดูทีหลังมันคือใบที่เราเซ็นต์ไปตอนพิมพ์มือ ให้เรารู้ว่าจะต้องยื่นปรับกรีนการ์ดเป็นสิบปีเมื่อไหร่ และประกันสังคมน่าจะได้เมื่อไหร่

เสร็จตรงนี้ปุ๊บเรารีบวิ่งไปเอากระเป๋า โอ้ แม่เจ้า มันอยู่อีกฟากของจุด ตม. จะกี้เลย ระหว่างทางเจอกรงหมาหมุนอยู่บนสายพานอื่น และตรงสายพานเราก็มีกรงหมา 2-3 กรงวางอยู่บนพื้น เห่ากันบ๊งๆ แต่ไม่มีเวลาไปสนใจ รอแป๊บนึงก็ได้กระเป๋าใบแรก รออีกอึดใจก็ได้ใบทีสอง ระหว่างรอก็ส่องหาแถวสั้นๆ เล็งไว้จะไปต่อ พอได้กระเป๋าครบก็เอาขึ้นรถเข็น (รถเข็นที่สนามบินนี้ฟรีนะ) เข็นไปต่อแถวชาวบ้านด้วยความไม่รู้อีกแล้ว โชคดีมี จนท. มาย้ายแถวและมาเห็นซองส้มๆ ของเรา ก็เลยบอกให้เราไปช่อง Express Connection ตรงกลางนู่น เลยรีบเข็นรถวิ่งไป ช่องนั้นไม่มีคนเลย เย้ (เป็นช่องที่มีทางเข้าเดียวกันกับพวกนักบินและลูกเรือ) จนท. Custom ถาม ยูมาทำอะไร คิดในใจกรูจะตอบไงดีล่ะ ไม่ได้มาเที่ยวเหมือนคราวก่อนๆ นี่เฟ้ย เลยตอบว่า I am a new immigrant เค้าก็บอก อ๋อ หรอ แล้วบอกให้เราเข็นกระเป๋าไปช่อง A นู่นเลย แม่เจ้า กรูยิ่งรีบๆ อยู่ ให้กรูไปสแกนกระเป๋าอีก แต่ดีที่ไม่มีคนเหมือนกัน เข็นถึงปุ๊บ สแกนปั๊บ เสร็จ เข็นออกมาคืนใบ custom ให้ จนท. แล้วเข็นมุ่งหน้าไปตามป้าย Exit เลย

พ้น custom มานี้ดดดเดียวก็เจอป้าย คือ ทางซ้ายนี่คือ exit ออกไปเลย ถ้าไม่ได้ต่อเครื่องก็ออกทางนี้ จะไปเจอคนที่มายืนรอรับ แต่ของเราต้องต่อเครื่องก็ต้องตามป้ายทางขวาที่เขียนว่า Connection หรือ Connecting อะไรประมาณนี้แหละ ไม่มีเวลาจำ เราก็รีบเข็นไป ตามทางจะมีป้ายบอกว่า Baggage Drop กะ Recheck มันลำบากอีตรงที่ต้องเข็นกระเป๋าหนักๆ ขึ้นเนินนี่แหละ พอถึงจุด จนท. มารับกระเป๋า ดู tag เราและถาม ซานดีเอโก้หรอ กี่โมง 11:40 หรอ เราก็ได้แค่ตอบว่า แฮ่กๆ เพราะกะลังหอบ ทิ้งกระเป๋าเสร็จเราก็วิ่งต่อโดยมีซองส้มๆ ในมือ เจอ จนท. ถามต่อ AA ใช่เปล่า ออกประตูแล้วเดินไปทางขวาเลย เราก็เดินไป โอ้แม่เจ้า เห็น terminal 4 อยู่ลิบๆ ตอนนั้น 11:00AM ซึ่ง boarding time ของเราคือ 11:10AM เราก็วิ่งไปๆ แต่ก็คิดในใจว่า กรูเหนื่อยแล้วเฟ้ย วิ่งไม่ไหวแล้ว ไม่ทันก็ช่างแม่ม แล้วก็ชลอฝีเท้าลงหน่อย

เครื่องบินในประเทศของ American Eagles ค่ะ สภาพดีกว่าของ United หลายขุม

ถึง terminal 4 ก็รีบสอดส่ายสายตาหาทางไปที่เกท ต้องขึ้นบันไดเลื่อน ก็มุ่งหน้าไปโดยมีซองสีส้มอยู่ในมือให้เห็นแบบเด่นๆ โดยทั่วกันตลอดเวลา พอขึ้นไปสุดบันได้เลื่อนก็เจอ จนท. ผู้หญิง ขอดูบอร์ดดิ้งพาส พอเห็นซองสีส้มของเราก็บอกเราว่า “Go to the old guy over there. He will help you.” (ไปหาลุงคนนั้นที่ฝั่งนู้นนะคะ เดี๋ยวลุงจะช่วยยูเอง) เราก็เดินไป ไม่ไกลมาก พอถึงเราก็โชว์ซองส้มให้ลุงดู ลุงก็พาลัดคิวด้วยการยกสายกั้นขึ้นให้เราเข้าไปหาเจ้าหน้าที่ข้างในเลย รู้สึกเป็นคนพิเศษมาก อิอิ เข้าไปได้เราก็ถอดเสื้อแจ็คเก็ต รองเท้า เอา laptop ออกจากกระเป๋า และอื่นๆ วิ่งเข้าตู้สแกนไปยืนยกมือเหนือหัวเพื่อสแกนตัว ผ่านไปอย่างรวดเร็วก็วิ่งไปที่เกท ถึงเกท 44 เพื่อขึ้นรถ shuttle bus ไป gate 44J (ขออธิบายเรื่องเกทรวมกะเรื่อง terminal ต่างๆ ของ LAX ทีหลังนะ) พอถึงก็ยืนรอหน้า 44J เวลา 11:10AM พอดีแต่รู้สึกแหม่งๆ ว่าทำไมไม่เห็นมีคนรอขึ้นเครื่องเท่าไหร่ จากการที่วิ่งและรีบร้อนมาตลอดทางตั้งแต่ลงเครื่องเลยคอแห้งมาก พอดีมีเงินแบงค์เล็กๆ ที่เหลือจากการมาคราวก่อนติดตัวอยู่ เลยไปหยอดเงินซื้อน้ำขวดกินที่ตู้ขายน้ำ เดินกลับมาที่เกทก็ยังเงียบอยู่ สัก 11:30AM ก็ได้ยินแว่วๆ เหมือนเรียกชื่อเราให้ไปที่เกทอะไรสักอย่างที่ไม่ใช่ 44J เราเลยเอะใจไปดูบอร์ด เอ้า San Diego มันจะออกที่ 44C นี่หว่า เลยรีบบึ่งไป แล้วเกทนั้นมันดันลึกลับซับซ้อนมาก กว่าจะหาเจอ พอเจอก็รีบไปที่เคาน์เตอร์ เค้าก็ให้เราขึ้นเครื่อง เราก็ Sorry ใหญ่ คิดว่าคงรอเราอยู่คนเดียว ขึ้นเครื่องก็เห็นคนนั่งกันเรียบร้อยเต็มลำ หาที่นั่งเจอก็เข้าไปนั่ง สักพักก็มีคนขึ้นมาอีก 2-3 คน เราก็โล่งใจ นึกว่าทั้งเครื่องรอเราอยู่คนเดียวซะอีก พอเครื่องจะออกก็ส่ง message บอกสามี


แป๊บเดียวก็ถึง Commuter Terminal ของ SAN เราชอบ terminal นี้มากเลย เคยนั่งมาลงครั้งนึงคราวก่อน จาก LAX เป็น terminal เล็กๆ ไม่วุ่นวายดี ลงเครื่องเดินเข้าประตูมาถ้ามองตรงไปจะเป็นประตูออกนอกอาคารด้านหน้า ถ้ามองไปทางขวามือก็จะเป็นสายพานรับกระเป๋า เป็นสายพานเล็กๆ มีอยู่อันเดียว เพราะงั้นไม่ต้องกลัวหากระเป๋ายาก รับกระเป๋าก็เข็นเดินออกประตูอาคารได้เลย ของเราเข็นกระเป๋าคนเดียวไม่ไหวเลยต้องเสียตังค์ 2 เหรียญหยอดเอารถเข็นมาหนึ่งคัน (ที่นี่ไม่ฟรีอะ ต้องหยอดตู้ด้วยแบงค์ ราคา $2 ต่อรถเข็น 1 คัน) แล้วก็เข็นออกไปยืนรอสามีหน้าอาคารเลย แป๊บเดียวรถสามีก็แล่นมาจอดเทียบ ส่งเราถึงบ้านแล้วก็กลับไปทำงาน เราอาบน้ำเสร็จก็งีบไปทั้งที่ท้องร้องโครกๆ สามีกลับบ้านมานอนงีบข้างๆ กันเมื่อไหร่มะรุ อิอิ

นี่ตอนลงเครื่องและกำลังเดินเข้าอาคารที่ Commuter Terminal ที่ SAN ค่ะ เครื่องที่เห็นเป็นเครื่อง United ที่เราเคยนั่งตอนมาครั้งที่แล้วค่ะ ทั้งเล็ก ทั้งเก่า ยิ่งกว่ารถทัวร์บ้านเราอีก





All contents and pictures in this blog is copyrighted@2009 by monkey-girl. All right reserved.

Back to TOP