เห็น for Dummies กะลังฮิต เลยเอามั่ง อิอิ
สำหรับมือใหม่หรือคนที่ยังหวั่นๆ กับการเดินทางเข้าเมกาอยู่ เราก็ขอให้ข้อมูลคร่าวๆ เป็น concept ในการเดินทางและต่อเครื่องนะคะ ซึ่งการเดินทางไปไม่ว่าปลายทางจะเป็นประเทศใด หลักการก็คล้ายๆ กัน แต่เมกาจะพิเศษหน่อยตรงที่ ลงเมกาที่สนามบินไหนเป็นที่แรก จะต้องผ่าน ตม. และรับกระเป๋าเดินทาง ณ สนามบินนั้นก่อนเสมอ เนื่องจากต้องผ่าน custom ที่จะทำการพิจารณาว่าจะค้นกระเป๋าเราหรือไม่ที่ตรงนี้ ถึงแม้ว่าสนามบินนั้นจะไม่ใช่สนามบินปลายทางของคุณก็ตาม (แม้จะแค่แวะต่อเครื่องที่อเมริกาไปประเทศอื่นก็ต้องทำตามนี้ค่ะ จึงจำเป็นต้องมี transit visa ในการต่อเครื่องหากไม่มี visa ของอเมริกาอยู่เลย
การเดินทางไปอเมริกาโดยมากจะต้องต่อเครื่องนะคะ ขั้นตอนคร่าวๆ ตามนี้
หมายเหตุ บรรทัดสีดำคือ step สั้นๆ ค่ะ ส่วนสีเขียวคือคำอธิบาย หากไม่อยากอ่านยาว เวิ่นเว้อ ก็ข้ามไปอ่านแต่เฉพาะบรรทัดสีดำนะคะ แต่หากอยากได้รายละเอียดก็อ่านสีเขียวด้วยค่ะ
Step ขั้นตอนการเดินทางไปต่างประเทศ
ตอนที่ 1 สนามบินต้นทาง (ขาออกจากประเทศไทย)
- เมื่อถึงสนามบิน เช็คที่บอร์ดขาออกเพื่อหาเคาน์เตอร์ check in ของ flight ของคุณจาก flight number
ยกตัวอย่างการเดินทางของเราจาก entry นี้ ประสบการณ์เดินทางมาอเมริกา ด้วยวีซ่า CR-1 Dec 11, 2012 (BKK-NRT-LAX-SAN) เมื่อถึงสนามบินสุวรรณภูมิเราก็เช็คที่บอร์ดขาออก ก็พบว่าเราต้อง check in ที่เคาน์เตอร์ของ JAL ทั้งที่ไฟล์เราเป็น AA ทั้งนี้เพราะเป็น code share ที่เป็นการร่วมบินของ JAL และ AA (จาก BKK ไป NRT เป็น operated by JAL)
- check in ที่เคาน์เตอร์ตามที่ปรากฏบนบอร์ด
เราก็ไป check in ที่เคาน์เตอร์ JAL เข้าเมกาต้องโชว์วีซ่าที่เคาน์เตอร์ check in ด้วย การ check in ต้องทำก่อนเวลาเครื่องออกไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมง เนื่องจากต้องเพื่อเวลาการผ่าน security check และ ตม. ที่อาจต้องต่อแถวยาวและใช้เวลานาน และเผื่อเวลาสำหรับเหตุฉุกเฉินอื่นๆ ด้วย เช่น ลืมของ เป็นต้น
- ที่เคาน์เตอร์ check in:
= จนท. จะทำการออก boarding pass ให้และ check in กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ หรือสัมภาระที่เราไม่ต้องการนำติดตัวขึ้นเครื่อง
= ท่านอาจจะได้ boarding pass ครบทุกใบตลอดเส้นทางการบิน หากไม่ได้รับ ให้ทำการติดต่อ connecting counter ที่สนามบินที่ต้องต่อเครื่องถัดไปเพื่อขอ boarding pass ใบต่อไป
โดยปกติจะได้รับ boarding pass ครบทุกใบในการ check in แต่อาจจะต้องทำการเปลี่ยน boarding pass ใบใหม่ ซึ่งให้ทำการติดต่อเคาน์เตอร์ของสายการบินที่สนามบินถัดไปเพื่อขอ boarding pass ใบใหม่ เช่น สายการบินมีการยิกเลิกเที่ยวบิน และจัดเที่ยวบินใหม่ให้เรา หรือมีการเปลี่ยนที่นั่ง หรือกรณี code share อย่างของเรา จะต้องเปลี่ยน boarding pass จาก JAL เป็น AA เป็นต้น
= ทำการตรวจสอบที่ tag ที่ จนท. print มาติดสัมภาระที่โหลดใต้ท้องเครื่องให้แน่ใจว่าไปถึงสนามบินปลายทางสุดท้ายอย่างถูกต้อง
เมื่อชั่งน้ำหนักกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว จนท. ที่ print tag ยาวๆ ซึ่งเป็นสติ๊กเกอร์และเอาติดกระเป๋าที่เรา check in ทุกใบ ที่ tag นี้จะมีข้อมูล คือ ชื่อของท่าน สนามบินต้นทาง สนามบินกลางทางที่เราแวะเปลี่ยนเครื่องและสนามบินปลายทาง อย่างของเราก็จะมีชื่อเรา และกระเป๋าจะ check through ไปถึง SAN ดังนี้ NRT/LAX/SAN
โดยมากสายการบินจะอนุญาตให้เรานำกระเป๋าติดตัวได้ 2 ใบ ซึ่งเช็คขนาดและน้ำหนักได้ที่เว็บไซต์ของสายการบิน โดยมากขนาดจะต้องให้สามารถสอดไว้ใต้ที่นั่งหรือช่องเก็บกระเป๋าเหนือหัวบนเครื่องได้ เราไม่จำเป็นต้องชั่งน้ำหนัก carry on ถ้า จนท. check in ไม่ร้องขอ ซึ่ง carry on ของเราปกติจะหนักมาก ถ้าชั่งคงได้เสียเงินค่าน้ำหนักเกินเป็นแน่ เพราะมีทั้งกล้องถ่ายรูปตัวใหญ่พร้อมเลนส์ทั้งหลาย และ laptop และอุปกรณ์ gadget ต่างๆ อีกเพียบ
ให้ทำการเช็คข้อมูลด้วยว่ามีของต้องห้ามอะไรบ้างที่ห้าม carry on ที่แน่ๆ คือ ของเหลว สามารถพกของเหลวได้ไม่เกิน 100ml เท่านั้น
- กรอกใบ ตม. ไทยขาออก ถ้าเคาน์เตอร์ check in ไม่ได้ให้มา สามารถหากรอกได้ก่อนผ่านช่อง ตม.
ใบ ตม. จะมี 2 ส่วนซึ่งเป็นชุดเดียวกัน ประกอบด้วยใบขาออก (Departure Card) และใบขาเข้า (Arrival Card) ตอนนี้ให้กรอกแค่ Departure Card ซึ่ง ตม. จะเก็บไว้ตอนเราผ่านด่าน ตม. ขาออก และคืน Arrival Card กลับมาให้เรา ให้เก็บใบ Arrival Card ไว้เพื่อใช้อีกครั้งตอนกลับเข้าประเทศไทย
- เช็คเวลา boarding บน boarding pass เพื่อเผื่อเวลาในการผ่าน security check และ ตม.
หลังเช็คอินแล้ว ให้ดู boarding time ที่อยู่บน boarding pass ซึ่ง boarding time คือเวลาที่เราจะต้องไปอยู่ที่เกทเพื่อขึ้นเครื่อง หากไปที่เกทไม่ทันก็จะตกเครื่องได้ ในการที่จะเข้าไปที่เกทได้นั้นจะต้องผ่านด่าน Security Check Point และด่าน ตม. ก่อน ซึ่งการผ่านด่านทั้งสองนี้อาจให้เวลาเป็น ชม. หรือนานกว่านั้น ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้เดินทางในเวลานั้นๆ และรายละเอียดการค้นตัวและสัมภาระติดตัวหาด จนท. เกิดสงสัยและต้องการค้นตัวขึ้นมา
- ผ่านด่าน security check point เพื่อตรวจของที่เรานำติดตัว
ตรวจสอบรายการสิ่งของต้องห้ามได้ที่เว็บไซต์ของสายการบินหรือสนามบิน
- ผ่านด่าน ตม.
สำหรับคนไทยแล้ว ใช้เวลาไม่นาน เนื่องจากที่สนามบินสุวรรณภูมิมีการเปลี่ยนจากการผ่าน จนท. ตม. มาเป็นช่องผ่านอัตโนมัติ โดยใช้การ scan boarding pass, passport, ลายนิ้วมือ และกล้องถ่ายภาพโดยมี จนท. คอยช่วยเหลือ
- เดินหาเกทและไปรอที่เกทก่อนเวลา boarding
เมื่อผ่าน ตม. เข้าไปด้านในสนามบินแล้วก็เดินไปที่เกทที่เขียนไว้บน boarding pass ให้ทันตามเวลา boarding time ควรทำการตรวจสอบที่บอร์ดขาออกด้วยว่ามีการเปลี่ยนเกทหรือไม่ โดยเช็คได้จาก flight number และเวลาเครื่องออก
ตอนที่ 2 สนามบินระหว่างทาง (กรณีแวะเปลี่ยนเครื่อง)
- ลงเครื่องแล้วให้มองหาป้าย International Connecting หรือ Transfer อะไรทำนองนี้ แล้วเดินตามป้ายไป
- ผ่าน Security Check Point เพื่อไปยังเกทต่อไป
- ถ้ายังไม่มี boarding pass ของเครื่องต่อไปให้ติดต่อที่ Connecting หรือ Transfer Counter เพื่อขอ boarding pass อันต่อไป
- เช็คที่บอร์ดเพื่อดูเกทของเครื่องต่อไป
แม้จะทราบเกทแล้วก็ควรเช็คก่อนถึงเวลาบอร์ดดิ้งด้วย เนื่องจากอาจมีการเปลี่ยนเกท หากมัวแต่ไปรอที่เกทเดิมโดยไม่รู้ว่ามีการเปลี่ยนเกท ก็อาจทำให้มาที่เกทใหม่ไม่ทันและตกเครื่องได้
ถ้ามีเวลาเหลือเฟือก็เดินเล่น หาอะไรกิน (ควรแลกเงินของสนามบินประเทศนั้นติดตัวมาไว้ก่อนตั้งแต่ที่เมืองไทยด้วย เพราะการมาแลกที่สนามบิน ณ ประเทศนั้นอาจมีขั้นตอนการแลกที่อาจยุ่งยากกว่าและอาจสื่อสารกันไม่รู้เรื่องก็เป็นได้
- ไปรอที่เกทต่อไปให้ทันเวลา boarding time
ตอนที่ 3 สนามบินแรกในอเมริกา (Port of Entry)
- เตรียมใบ I-94 (ฟอร์มสีขาว) และ ใบ Custom Declaration (ฟอร์มสีฟ้า) ให้พร้อม (กรอกเรียบร้อยตั้งแต่บนเครื่อง)
ตอนอยู่บนเครื่องแอร์หรือสจ๊วตจะเดินแจกแบบฟอร์ม ให้เราขอแบบฟอร์มมา 2 อัน คือ ใบ Custom Declaration และ I-94
ใบ I-94 กรณีที่เค้าไม่ยื่น I-94 ให้ ให้เราขอเขาเองเลย คนไทยที่ถือพาสปอร์ตไทยเข้าประเทศอเมริกาด้วยวีซ่าจะต้องยื่นใบ I-94 ให้เจ้าหน้าที่ ตม. ใบนี้จะมี 2 ส่วน ส่วนหนึ่ง ตม. จะเก็บไว้เมื่อเราเข้าประเทศ และอีกส่วนจะเย็บลงในพาสปอร์ตเรา ซึ่งเราจะต้องคืนให้สายการบินตอนออกจากเมกาเพื่อเป็นหลักฐานว่าเราออกจากเมกาแล้ว แต่ถ้าเดินทางด้วยกรีนการ์ด หรือพาสปอร์ตเมกัน หรือพาสปอร์ตประเทศอื่นที่สามารถเข้าเมกาได้โดยไม่ต้องใช้วีซ่า ก็ไม่ต้องใช้ใบ I-94 ค่ะ
ใบ Custom Declaration ใบนี้ต้องเขียนทุกคน เพราะเค้าต้องการทราบว่าเรามีอะไรติดตัวที่ต้อง declare ในการเข้าประเทศอเมริกาหรือเปล่า
- ลงเครื่อง เดินตามป้าย Immigrations
ทุกคนที่ลงเครื่องในอเมริกา ไม่ว่าจะเพื่อเข้าอเมริกาหรือเพื่อต่อเครื่องภายในประเทศหรือต่างประเทศ (เรียกง่ายๆ ว่าเป็นสนามบินแรกที่เราเหยียบอเมริกาหลังจากนั่งเครื่องมาจากภายนอกประเทศเมกานั่นเอง) จะต้องผ่าน Immigration หรือ ตม. เสมอ
- หาช่อง Visiters แล้วต่อแถว
ถ้าไม่ได้มาด้วยการถือกรีนการ์ดหรือพาสปอร์ตอเมริกันก็ต้องต่อแถว Visitors นะคะ
- ผ่าน ตม. โดย ตม. จะทำการสัมภาษณ์ และ stamp passport ให้
ตม. จะถามว่ามาทำอะไร มากับใคร พักที่ไหน รู้จักใครในเมกา ที่อยู่ที่เรากรอกว่าจะไปพักน่ะบ้านใคร ถ้าไปเที่ยวคนเดียวก็อาจถูกถามว่าแล้วจะเดินทางท่องเที่ยวยังไงในอเมริกา ถ้าเค้าเกิดรู้สึกแหม่งๆ เค้าก็สามารถขุดคำถามสารพัดมาพยายามจับผิดเราค่ะ ถ้าเราบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้จะแอบไปเที่ยวหรือไปหนีวีซ่าก็ตอบมั่นๆ ไปค่ะ อย่าทำลุกลี้ลุกลนให้เค้าเข้าใจผิด ถ้า ตม. stamp ให้เข้าประเทศ ก็มักจะ stamp ให้ 6 เดือนค่ะ
- รอรับกระเป๋าที่สายพาน
หลายคนคงมีคำถามว่าต้องรับการเป๋าที่ไหน ขอตอบว่าถ้าเป็นการเข้าอเมริกาจะต้องรับกระเป๋าที่สนามบินแรกที่เราเหยียบอเมริกาค่ะ ถึงแม้สนามบินนั้นจะแค่เป็นที่ที่เราต้องลงเครื่องเพื่อต่อเครื่องภายในประเทศไปยังเมืองหรือรัฐอื่นในอเมริกาเอง หรือเพื่อต่อเครื่องเพื่อเดินทางไปยังประเทศปลายทางที่ไม่ใช่อเมริกา (เช่นจะเดินทางไปแคนาดาจากไทย แต่เส้นทางการบินจะต้องทำการแวะเปลี่ยนเครื่องที่อเมริกา เป็นต้น) ก็จะต้องมาผ่านด่าน ตม. และรับกระเป๋าออกมาเพื่อผ่านด่าน custom ที่สนามบินนี้ จากนั้นเมื่อผ่าน ตม. และ custom เรียบร้อยแล้ว จึงจะสามารถนำกระเป๋าไป recheck ที่จุด recheck ของสายการบินเพื่อโหลดกระเป๋าขึ้นเครื่องต่อไปได้
- ผ่านเจ้าหน้าที่ Custom (CBP) เจ้าหน้าที่จะพิจารณาว่าจะตรวจกระเป๋าเราหรือไม่
เมื่อได้กระเป๋าแล้วก็จะต้องผ่านเจ้าหน้าที่ custom ค่ะ เจ้าหน้าที่ตรงนี้จะถามเราคล้ายๆ กับที่ ตม. ถาม และอาจถามว่าเราพกเงินสดมาเท่าไหร่ เพราะต้องดูว่าเกินจำนวนที่ต้อง declare หรือเปล่า ถ้าจำไม่ผิด พกเกิน $10,000 ต้อง declare นะคะ จะมีช่องให้ติ๊กอยู่ในแบบฟอร์มใบสีฟ้า ตอบไปตามปกติค่่ะ ถ้าเค้าไม่สงสัยเค้าก็ให้เราผ่านเลยโดยไม่เปิดกระเป๋าหรือ x-ray กระเป๋าค่ะ ถ้าได้ผ่านเลยจะช่วยเรื่องเวลาได้เยอะ เพราะบางทีคิวรอเปิดกระเป๋าตรวจหรือ x-ray กระเป๋ายาว ทำให้เสียเวลาค่ะ
- ถ้าต้องต่อเครื่อง ให้มองหาป้าย Connecting หรือ Connection แล้วเดินตามป้ายไป
พอผ่าน ตม. จะมีป้ายค่ะ ถ้าไม่ต่อเครื่องไปไหนต่อก็ Exit ไปหาคนที่มารอรับ แต่ถ้าต้องต่อเครื่องให้เดินตามป้าย Connecting อะไรประมาณนี้ไป ระหว่างทางจะมีจุด recheck กระเป๋าค่ะ
- Recheck สัมภาระที่รับมาเพื่อผ่าน Custom
จุด recheck กระเป๋า กรณีที่การเดินทางเรายังไม่จบตามเส้นทางการเดินทาง พอผ่าน custom มาแล้วและเดินตามป้าย connecting ไปจะเจอจุด recheck กระเป๋าอยู่ระหว่างทางค่ะ ป้ายที่เห็นก็จะมีประมาณว่า recheck หรือ baggage drop อะไรประมาณนี้ เราก็แค่เอากระเป๋าที่รับมาตอนลงเรื่องไปทิ้งไว้ ดูให้แน่ใจว่าถูกจุดนะคะ ถ้ามี จนท. รอรับก็ถามให้ชัวร์ก็ได้ เพราะไฟล์ต่อเครื่องไม่ได้มีของเราไฟล์เดียว วางผิดกระเป๋าอาจไปโผล่ไหนไม่รู้ได้ค่ะ ที่จริงเค้าจะดู tag เราก่อนอยู่แล้วว่าไฟล์ทไหน แต่ความผิดพลาดอาจเกิดขึ้นได้เสมอค่ะ เพราะงั้นเอาชัวร์ไว้ก่อน ถ้าเวลาต่อเครื่องจวนตัวก็รีบทิ้งกระเป๋าให้ จนท. จัดการแล้วเราวิ่งต่อได้เลยค่ะ
- ไปที่ Terminal ที่ต้องต่อเครื่อง หรือเดินหาทางเข้ากรณีอยู่ใน Terminal เดียวกัน
พอ recheck กระเป๋าแล้ว ถ้าเวลาน้อยก็รีบวิ่งไปที่เกทต่อไปเลยค่ะ ถ้าอยู่ terminal เดียวกันก็โชคดีไป ไม่ต้องเดินไกล แต่ถ้าอยู่กันคนละ terminal ก็กะเวลาดีๆ นะคะ
- ผ่าน Security Check Point
ก่อนเข้า gate ได้ก็ต้องผ่าน security check point ก่อนค่ะ ถึงจะเข้าไปยังด้านในสนามบิน เพื่อเข้า gate ได้
- ตรวจสอบบอร์ดเพื่อดูเกทที่ต้องขึ้นเครื่องต่อไป
เมื่อผ่าน security check point แล้ว อย่าลืมนะคะ ควรทำให้ติดเป็นนิสัย เช็คที่บอร์ดค่ะว่าเครื่องต่อไปของเราอยู่เกทไหน อย่ายึดติดกับสิ่งที่เห็นบน boarding pass เพราะอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา อย่างของเราเพิ่งได้ boarding pass มาตอนลงเครื่องที่ LAX ก่อนเครื่องต่อไปออก ชม. เดียวแท้ๆ ยังมีการเปลี่ยน gate เฉยเลย เกือบตกเครื่องเพราะมัวแต่รอที่ gate บน boarding pass ดีที่ได้ยินเค้าเรียกชื่อเราให้ไปอีก gate
- เดินไปรอขึ้นเครื่องที่เกทให้ทันตาม boarding time
พอทราบ gate แบบชัวร์ๆ แล้วก็เดินไปที่เกทค่ะ อย่างที่บอก เช็คให้ชัวร์ก่อนเดินไป gate เพราะบางทีเกทเก่ากะเกทใหม่อาจห่างกันลิบ หรือหายาก อย่าของเราเกทหายากเกือบหลงอะค่ะ เพราะมันลึกลับเหลือเกิน รีบก็รีบ เฮ้อ
ตอนแรกเราว่าจะเขียนเรื่องสนามบิน LAX ด้วย แต่แค่ที่เขียนมาก็ใช้เวลาเป็นอาทิตย์กว่าจะเขียนเสร็จ เลยขอยกไปไว้อีก entry นึงแล้วกันนะคะ
หวังว่าบทความนี้จะช่วยนักเดินทางมือใหม่ได้บ้างนะคะ มีอะไรสงสัยถามมาได้เลยค่ะ ถ้าตอบได้ยินดีอย่างยิ่งที่จะตอบค่ะ ^^
Showing posts with label การต่อเครื่อง. Show all posts
Showing posts with label การต่อเครื่อง. Show all posts
Tuesday, January 15, 2013
Sunday, December 30, 2012
ประสบการณ์เดินทางมาอเมริกา ด้วยวีซ่า CR-1 Dec 11, 2012 (BKK-NRT-LAX-SAN)
Timeline สั้นๆ ตั้งแต่เดินทางจนปัจจุบัน ดังนี้ (San Diego, CA)
Dec 10, 2012 - Left Thailand 11:15PM
Dec 11, 2012 - Arrived in the US. LAX as port of entry. SAN as final destination.
Dec 13, 2012 - SSN issued
Dec 15, 2012 - SSN arrived in mailbox
Dec 17, 2012 - Case received by USCIS (Green Card Case sent by IM at LAX)
Dec 20, 2012 - Receipt and Welcome Notice issued by USCIS
Dec 26, 2012 - Receipt and Welcome Notice arrived in mailbox. Checked case by receipt number at uscis.gov and green card was sent out on Dec 26.
Dec 27, 2012 - Went to DMV and ask for info. Green card needed to take a test.
Dec 28, 2012 - Green card arrived in mailbox
ก่อนอื่นนะคะ ขอยกให้เป็นการเดินทางมาอเมริกา ที่เหนื่อยและยาวนานที่สุดเดี๋ยวถ้ามีเวลาจะมาสรุปเปรียบเทียบการเดินทางมาอเมริกาทั้ง 5 ครั้งให้ดูอีกที เผื่อเป็นข้อมูลให้พี่ๆ น้องๆ เพื่อนๆ ตัดสินใจเดินทางมาเมกาตามโอกาสและด้วยวีซ่าต่างๆ ที่จริงแล้วอยากจะบอกว่า ครั้งที่ 4 เป็นครั้งที่อกสั่นขวันแขวนที่สุด เพราะเป็นการเดินทางครั้งแรกด้วยพาสปอร์ตใหม่ นามสกุลสามี ด้วยวีซ่าในพาสปอร์ตเล่มเก่าซึ่งเป็นนามสกุลก่อนแต่งงาน และครั้งนั้นเจอ ตม. เมกา มาดักรอที่ NRT ด้วยค่ะ นึกว่าจะโดนส่งกลับไทยที่โตเกียวซะแล้ว
มาเข้าเรื่องครั้งนี้ดีกว่า เราขอแบ่งเล่าเป็น 4 ตอนนะคะ ตามสนามบินที่เราต้องผ่านทั้งหมดเนื้อหาละเอียดและยาวหน่อย เพื่อเป็นข้อมูลให้ทุกท่าน จะได้ไม่ต้องกลัวและสับสนกับการเดินทางคนเดียว เชื่อว่าหลายท่านไม่คุ้นเคยกับการเดินทางและแอบกลัวการเดินทางไกลคนเดียวใช่มั้ยคะ เพราะเราก็เคยเป็นสำหรับท่านที่ขี้เกียจอ่านยาวๆ เยิ่นเย้อ เวิ่นเว้อ ก็อ่านข้อมูลโดยสรุปในรูปภาพแล้วกันนะคะ
คราวนี้เป็นการเดินทางไปอเมริกาด้วยตั๋วเที่ยวเดียวค่ะ ด้วยวีซ่า CR-1 เราได้วีซ่า CR-1 เมื่อ 17 ส.ค. 55 แต่เดินทางเดือน ธ.ค. ค่ะ เพราะรอยื่นเรื่องลาออกจากงานและอยากใช้เวลากับที่บ้านก่อนเดินทางเส้นทางที่เราเลือก คือ บินกับ American Airlines จาก BKK ไปลง NRT (นาริตะ) รอต่อเครื่อง 8 ชม. 50 นาที จากนั้น NRT ไป LAX (ลอสแองเจลิส) และจาก LAX ไป SAN (ซานดีเอโก้) ตามภาพ
ทีแรกเราจะเลือกเส้นทางอีกเส้นนึง คือ จาก BKK ไป NRT และจาก NRT ไป SAN เลย (แฟนเราบอกเส้นทางจากโตเกียวบินตรงมาซานดีเอโก้นี่ เพิ่งเปิดเดือนนี้นี่เองค่ะ) โดยขาแรกจะเป็นเครื่อง TG ของการบินไทย และอีกขาเป็น American Airlines แต่เรากังวลนิดหน่อยเรื่อง ตม. ที่สนามบินซานดีเอโก้ เพราะเป็นสนามบินนานาชาติเล็กๆ กลัวไม่แม่นเรื่อง immigrant visa อย่าง CR-1 ที่เราถือมาครั้งนี้ และก็จริงๆ เพราะเราค้นจนเจอ review ของคนที่ถือ CR-1 จากยุโรปมาลงที่ SAN เมื่อปีก่อน เล่าว่า ตม. ที่ SAN ดูไม่ถนัดกับวีซ่าประเภทนี้ เลยใช้เวลานาน และสุดท้ายมีการผิดพลาดซึ่ง ตม. ที่สนามบินแก้ไขให้ไม่ได้ ผ่านมาเกือบปีก็ยังตามแก้ไม่เสร็จเลยค่ะ เราเลยเปลี่ยนใจไปลง LAX ดีกว่า ต้องต่อเครื่องอีกรอบ แต่ก็สบายใจกว่า
ทีนี้ ครั้งที่แล้วที่เรามาเยี่ยมสามีช่วงก่อนวันสัมภาษณ์ ตม. เค้าบอกเราว่าคราวต่อไปที่เรามาด้วย CR-1 จะใช้เวลามากกว่าปกติในการผ่าน ตม. เพราะจะต้องมีการดำเนินการที่มากกว่า เราก็แอบห่วงเหมือนกันว่าเวลาต่อเครื่องจาก LAX ไป SAN คราวนี้จะพอหรือเปล่า แต่ก็วัดดวงเอา เพราะไม่อยากรอนานกว่านี้ แค่ที่โตเกียวก็ 9 ชม. ละ ตรงนี้เราเช็ค terminal แล้วก็แอบสบายใจ เพราะ AA จะมี terminal ของตัวเอง คือ terminal 4 แต่แอบงงนิดนึงตอนเช็คที่เว็บของ AA ว่าทำไมมีหมายเหตุว่าต้องเปลี่ยน terminal เพราะเครื่องเราลงที่ gate 41 และ ต้องขึ้นเครื่องอีกทีที่ gate 44 มันก็ terminal เดียวกันนี่นา เดี๋ยวเราเฉลยตรงนี้ทีหลังนะคะ
ถึงตรงนี้อยากอธิบายเรื่องสนามบิน LAX แต่กลัวจะยืดยาวเกินไป เราขอเอาไปอธิบายไว้ท้ายเรื่องแล้วกันนะคะ แต่อยากฝากเตือนไว้ว่า พี่ๆ น้องๆ เวลาจะซื้อตั๋ว เช็คเรื่องเวลาต่อเครื่องกับ terminal ให้ดีด้วยนะคะ ถ้าต้องเปลี่ยน terminal ให้เผื่อเวลาเดินทางจาก terminal นึงไปอีก terminal นึงด้วยนะคะ
วันที่ 10 ธ.ค. เราถึงสนามบิน 3 ทุ่ม เครื่องออก 11:15PM สายการบิน American Airlines จากไทยจะเป็น operated by JAL นะคะ เพราะงั้นก็ check in ที่เคาน์เตอร์ของ JAL รับ boarding pass ใบ tag ที่กระเป๋าเดินทางจะมีปลายทางที่ SAN แต่อย่างที่บอกว่าต้องรับกระเป๋าที่ LAX ซึ่งเป็น port of entry ของเราในการเข้าเมกา และ recheck อีกทีไป SAN
มาดู boarding pass ทั้ง 3 ใบ ที่ได้จากการ check in ที่สนามบินสุวรรณภูมิของเรากันใบแรก จาก BKK ไป NRT สายการบิน AA5865 บน boarding pass เขียนว่า JL718 sold as AA5865 เพราะอย่างที่บอกค่ะว่า operated by JAL เพราะงั้นก็คือเครื่อง JAL นั่นเองใบที่ 2 จาก NRT ไป LAX ใบนี้ยังไม่รู้เกท เพราะงั้นต้องไปเช็กอีกทีบนบอร์ดที่สนามบิน NRTใบที่ 3 จาก LAX ไป SAN ยังไม่รู้เกท
ก่อนขึ้นเครื่องเราแลกเงินเยนมาเผื่อไว้ด้วย 4,000 เยน ใครที่รอต่อเครื่องนานๆ ก็อย่าลืมพกเงินเยนมาด้วยนะคะ เราขอข้ามเวลาอยู่บนเครื่องบนไปนะคะ
เครื่องมาถึงนาริตะเร็วกว่ากำหนดค่ะ โดยถึงราวๆ 6:30AM เครื่องเรามาลงที่ terminal 2 (และเราต้องต่อเครื่องที่ terminal นี้ด้วย) ลงเครื่องแล้วก็มองหาป้าย International Connecting Flight แล้วเดินตามป้ายไป ทีแรกเรากะจะขอ shore pass เพื่อออกไปเที่ยวนอกสนามบินระหว่างคอยค่ะ แต่ปรากฏว่าที่ terminal 2 นี่เคาน์เตอร์ Connection flight ดันอยู่หลังจุด security check point และแถวผ่าน security ยาวมาก ชม. กว่าๆ เราถึงผ่านไปได้ แถมพอผ่านมาได้ ที่เคาน์เตอร์ connection flight ก็คนต่อคิวรอรับบริการเยอะมาก เราเลยชักขี้เกียจ ไม่ขอดีกว่าชอร์พ้งชอร์พาสเนี่ย เดินเล่นในสนามบินก็ได้ ง่วงด้วย เพราะงั้นถ้าใครรอต่อเครื่องนานๆ แล้วกะจะออกไปเที่ยวแน่นอนก็ควรขอ transit visa จากไทยไปเลยนะคะเราก็เดินเล่นนั่งเล่นฆ่าเวลาไปเรื่อย มีห้อง daily room ให้เช่าอาบน้ำนอนพักได้ด้วย ชม. ละ 1,500 เยนแน่ะ เลยไม่เอาดีกว่า มีติดตัวแค่ 4,000 เอง อินเทอร์เน็ตก็ไม่มีให้เล่น จะมีเฉพาะที่เกทเท่านั้น เราเลยเดินไปนั่งที่เกทชาวบ้าน เพราะยังไม่รู้เกทตัวเอง ถือโอกาสนี้เช็คเกทที่เราจะไปลงและขึ้นต่อเครื่องที่เมกาด้วยเลย โดยเปิดเว็บ AA เพื่อ check flight status ก็รู้ว่าลงเกท 41 และขึ้นเกท 44J terminal เดียวกันน่าจะชิลๆ เพราะเคยนั่ง Delta กะ United ที่มี terminal ของตัวเอง คนไม่เยอะ น่าจะใช้เวลาผ่าน ตม. กะ Custom ไม่นาน ระหว่างนี้ก็แชทกะแม่ไปด้วย
พอรู้เกทตัวเองจากบอร์ดแล้วเราก็ไปที่เกทตัวเอง ซึ่งต้องนั่งรถไฟฟ้าระหว่างอาคารไป แป๊บเดียวก็ถึง พอบ่ายสามก็เปิดเว็บ check flight status อีกทีเพื่อความมั่นใจเรื่องเกท ถึงได้รู้ว่าไฟล์ทที่เรากะลังจะต้องขึ้นจาก NRT ไป LAX อะ delayed ชม. นึง โหย มาถึงก็เร็วแล้ว ยังได้ไปช้ากว่าเดิมอีก ชม. เท่ากับว่าเราอยู่ที่ NRT นี่ตั้งกะฟ้าสางยันตะวันตกดิน ก่อนถึงเวลาขึ้นเครื่องสักครึ่ง ชม. เราก็ได้ยินที่เคาน์เตอร์ที่เกทประกาศชื่อผู้โดยสาร ซึ่งมีชื่อเราด้วย เราก็ไปเข้าแถว พอถึงคิว เค้าก็ขอ boarding pass อีก 2 อันที่เราได้มาจากสุวรรณภูมิไป แล้วเปลี่ยนเป็น boarding pass ของ AA ให้เราแทน แต่ใบสุดท้ายก็ยังไม่ระบุเกทที่จะขึ้นเครื่องไป SAN อยู่ดี แถมเครื่องมาดีเลย์แบบนี้ เราจะมีเวลาต่อเครื่องพอมั้ยเนี่ย เฮ้อ
อะ โอเค ได้ขึ้นเครื่องละ ก็ขอข้ามไปถึงตอนลงเครื่องที่ LAX เลยละกัน อ้อ ตอนอยู่บนเครื่อง อย่าลืมขอใบ custom กะ i-94 จากแอร์มากรอกไว้ด้วยนะ ขอมาทั้ง 2 ใบแหละค่ะ กันเหนียว ใบ custom ต้องใช้แน่นอน แต่ I-94 นี่ ใช้/ไม่ใช้ก็ถือไปเกินดีกว่าขาด
ที่ LAX เครื่องลงที่ Gate 41 จริงอย่างๆ ที่เช็คมา ตอน 9:40AM ได้พอลงเครื่องปุ๊บ เดินพ้นประตูเครื่องมาได้นี้ดดดเดียวด็เจอป้ายติดไว้ว่าใครที่ต่อเครื่องไปเมืองตามนี้ให้ไปหยิบ boarding pass ที่วางเรียงไว้ให้ด้วย มีซานดีเอโก้ด้วย เราก็หา boarding pass ของเรา ซึ่งทุกอันที่วางเรียงไว้ให้นี่จะเป็นซองสีส้มๆ เขียนว่า Express Connection ใครที่ได้แบบนี้ให้ถือไว้ในมือนะคะ ห้ามเอาใส่กระเป๋า เอาถือไว้ให้ทุกคนเห็นถ้วนทั่วกัน เพราะมันแปลว่าถ้ามัวชักช้าคุณจะตกเครื่องต่อไปค่ะ ตอนแรกเราก็ไม่รู้ ไม่ได้อ่านอะไรบนซองเลย แต่ไม่มีเวลาเอาเก็บเลยถือไว้ตลอด พอหยิบได้ปุ๊บเราก็เดินตามป้ายที่บอกว่าไป Immigration ซึ่งพอเดินๆ ไปก็เอะใจว่า เอ๊ะ ทำไมมันออกมานอกอาคาร และป้ายบอกทางยังเป็นป้ายที่ไป Tom Bradley International Terminal (TBIT) ด้วย เลยถึงบางอ้อว่า ไอ้ที่มีหมายเหตุว่าต้องเปลี่ยน terminal มันเพราะอย่างนี้นี่เอง
คือสรุปว่า ถึงจะมี Terminal 4 เป็นของตัวเอง แต่ไม่มี ตม. กะ custom เป็นของตัวเองค่ะ ต้องใช้ร่วมกับ Tom Bradley พอถึงตรงนี้เราก็ชักหนาวๆ ว่าจะตกเครื่องต่อไปมั้ยฟะกรู เพราะที่ terminal นี้จะรวมหลายสายการบิน ทำให้คนเยอะมากกกกก พอเดินไปถึง ตม. ก็อยากอุทานว่า OMG คนเยอะโพด เราถูกเจ้าหน้าที่ไล่ให้เดินไปเข้าไปช่องในๆ เรื่อยๆ ซึ่งจะดูโล่งๆ กว่า เราก็เข้าใจว่าคนคงขี้เกียจเดินเข้าไปข้างในกัน เลยมากองกันอยู่ข้างนอกทำให้คนเยอะ แต่ปรากฏว่ามี จนท. คนนึงเค้าชี้ซองส้มๆ ในมือเราแล้วบอกว่ายูอะ Express Connection เดินไปช่อง 1 นู่น เลย เราก็ถึงบางอ้อว่า อ้อ ไอ้ซองนี่มันอำนวยความเร็วให้เรานี่หว่า ไม่ต้องไปต่อช่องคนเยอะๆ จากนั้นเราเลยแทบอยากเอาแปะไว้ที่หน้าผากให้เห็นกันชัดๆ
แป๊บเดียวเราก็ได้มายืนอยู่หน้า จนท. ตม. เค้าก็ใช้มีดพกแกะซองน้ำตาลของเราที่ได้มาจากสถานทูต โยนซองทิ้งลงถังขยะ แล้วเอา I-94 ของเราโยนไปอีกทาง ให้เราแสกนมือขวา 4 นิ้ว ถอดแว่นตามองกล้อง (ทำหน้าตาดีๆ สวยๆ นะคะ เพราะรูปตอนนี้แหละที่จะไปปรากฏบน green card เราไม่รู้ มาเห็นเอาอีตอนได้ green card นี่แหละ) และคืนเอกสารในซองพร้อมพาสปอร์ตที่ stamp แล้วกับใบ custom คืนมาให้เรา บอกให้เราเดินไปอีกช่องนึงตรงนู้น จะมีคนมาพิมพ์มือให้ และไม่ถามอะไรเราสักคำ
เราก็เดินๆ ไป คิดว่า ช่องนี้มั้งวะนะ ก็เดินเข้าไป เจอป้ายว่า New Immigrant wait here เราก็รอ โดยไม่มีใครมาสนใจเราเลย เลยส่งพลังจิตจ้องหลังยัย จนท. ช่องนั้นให้หันมา แล้วนึกในใจว่า “กรูรีบนะโว้ย” สักพักชีก็หันมา ขอเอกสารเราไป และให้เราพิมพ์มือ คือ นิ้วชี้ขวานิ้วเดียว 2 ครั้ง และเซ็นต์เอกสาร 4 ครั้ง และมองที่ซองส้มๆ ของเราพร้อมถามว่าไฟล์ทยูกี่โมง เราบอก 11:40AM ชีบอก “oh, you are not gonna make it” เราพูดออกไปในทันที “no?” ประมาณว่า เห้ย จิงดิ เราต้องตกเครื่องจิงดิ จากนั้นชีก็บอก ยูไปนั่งรอตรงนู้นนะ เราก็ไป ตอนนั้นประมาณ 10:10AM
ตรงที่นั่งรอมีหนุ่มสาวคู่หนึ่งนั่งอยู่ คาดว่าคงกะลังรออยู่เหมือนเรา เห็น เจ๊ จนท. คนนั้นเรียกไปคุย 2-3 ที พักนึงก็เสร็จ ส่วนเราก็รอๆ คิดว่าคงอีกไม่นานเพราะเจ๊คงกะลังทำเรื่องของเราละ เพราะหนุ่มสาวคู่นั้นมันไปละ สักอึดใจ เจ๊แกก็เรียกด้วยสายตาว่าเสร็จแล้ว เราก็รีบหยิบข้าวของวิ่งไปเอาพาสปอร์ตพร้อมใบ custom จากเจ๊แก ตอนนั้นประมาณ 10:45AM ตอนนั้นไม่มีเวลาดูว่ามีกระดาษ 2 ใบแนบมาด้วย มาดูทีหลังมันคือใบที่เราเซ็นต์ไปตอนพิมพ์มือ ให้เรารู้ว่าจะต้องยื่นปรับกรีนการ์ดเป็นสิบปีเมื่อไหร่ และประกันสังคมน่าจะได้เมื่อไหร่
เสร็จตรงนี้ปุ๊บเรารีบวิ่งไปเอากระเป๋า โอ้ แม่เจ้า มันอยู่อีกฟากของจุด ตม. จะกี้เลย ระหว่างทางเจอกรงหมาหมุนอยู่บนสายพานอื่น และตรงสายพานเราก็มีกรงหมา 2-3 กรงวางอยู่บนพื้น เห่ากันบ๊งๆ แต่ไม่มีเวลาไปสนใจ รอแป๊บนึงก็ได้กระเป๋าใบแรก รออีกอึดใจก็ได้ใบทีสอง ระหว่างรอก็ส่องหาแถวสั้นๆ เล็งไว้จะไปต่อ พอได้กระเป๋าครบก็เอาขึ้นรถเข็น (รถเข็นที่สนามบินนี้ฟรีนะ) เข็นไปต่อแถวชาวบ้านด้วยความไม่รู้อีกแล้ว โชคดีมี จนท. มาย้ายแถวและมาเห็นซองส้มๆ ของเรา ก็เลยบอกให้เราไปช่อง Express Connection ตรงกลางนู่น เลยรีบเข็นรถวิ่งไป ช่องนั้นไม่มีคนเลย เย้ (เป็นช่องที่มีทางเข้าเดียวกันกับพวกนักบินและลูกเรือ) จนท. Custom ถาม ยูมาทำอะไร คิดในใจกรูจะตอบไงดีล่ะ ไม่ได้มาเที่ยวเหมือนคราวก่อนๆ นี่เฟ้ย เลยตอบว่า I am a new immigrant เค้าก็บอก อ๋อ หรอ แล้วบอกให้เราเข็นกระเป๋าไปช่อง A นู่นเลย แม่เจ้า กรูยิ่งรีบๆ อยู่ ให้กรูไปสแกนกระเป๋าอีก แต่ดีที่ไม่มีคนเหมือนกัน เข็นถึงปุ๊บ สแกนปั๊บ เสร็จ เข็นออกมาคืนใบ custom ให้ จนท. แล้วเข็นมุ่งหน้าไปตามป้าย Exit เลย
พ้น custom มานี้ดดดเดียวก็เจอป้าย คือ ทางซ้ายนี่คือ exit ออกไปเลย ถ้าไม่ได้ต่อเครื่องก็ออกทางนี้ จะไปเจอคนที่มายืนรอรับ แต่ของเราต้องต่อเครื่องก็ต้องตามป้ายทางขวาที่เขียนว่า Connection หรือ Connecting อะไรประมาณนี้แหละ ไม่มีเวลาจำ เราก็รีบเข็นไป ตามทางจะมีป้ายบอกว่า Baggage Drop กะ Recheck มันลำบากอีตรงที่ต้องเข็นกระเป๋าหนักๆ ขึ้นเนินนี่แหละ พอถึงจุด จนท. มารับกระเป๋า ดู tag เราและถาม ซานดีเอโก้หรอ กี่โมง 11:40 หรอ เราก็ได้แค่ตอบว่า แฮ่กๆ เพราะกะลังหอบ ทิ้งกระเป๋าเสร็จเราก็วิ่งต่อโดยมีซองส้มๆ ในมือ เจอ จนท. ถามต่อ AA ใช่เปล่า ออกประตูแล้วเดินไปทางขวาเลย เราก็เดินไป โอ้แม่เจ้า เห็น terminal 4 อยู่ลิบๆ ตอนนั้น 11:00AM ซึ่ง boarding time ของเราคือ 11:10AM เราก็วิ่งไปๆ แต่ก็คิดในใจว่า กรูเหนื่อยแล้วเฟ้ย วิ่งไม่ไหวแล้ว ไม่ทันก็ช่างแม่ม แล้วก็ชลอฝีเท้าลงหน่อย
ถึง terminal 4 ก็รีบสอดส่ายสายตาหาทางไปที่เกท ต้องขึ้นบันไดเลื่อน ก็มุ่งหน้าไปโดยมีซองสีส้มอยู่ในมือให้เห็นแบบเด่นๆ โดยทั่วกันตลอดเวลา พอขึ้นไปสุดบันได้เลื่อนก็เจอ จนท. ผู้หญิง ขอดูบอร์ดดิ้งพาส พอเห็นซองสีส้มของเราก็บอกเราว่า “Go to the old guy over there. He will help you.” (ไปหาลุงคนนั้นที่ฝั่งนู้นนะคะ เดี๋ยวลุงจะช่วยยูเอง) เราก็เดินไป ไม่ไกลมาก พอถึงเราก็โชว์ซองส้มให้ลุงดู ลุงก็พาลัดคิวด้วยการยกสายกั้นขึ้นให้เราเข้าไปหาเจ้าหน้าที่ข้างในเลย รู้สึกเป็นคนพิเศษมาก อิอิ เข้าไปได้เราก็ถอดเสื้อแจ็คเก็ต รองเท้า เอา laptop ออกจากกระเป๋า และอื่นๆ วิ่งเข้าตู้สแกนไปยืนยกมือเหนือหัวเพื่อสแกนตัว ผ่านไปอย่างรวดเร็วก็วิ่งไปที่เกท ถึงเกท 44 เพื่อขึ้นรถ shuttle bus ไป gate 44J (ขออธิบายเรื่องเกทรวมกะเรื่อง terminal ต่างๆ ของ LAX ทีหลังนะ) พอถึงก็ยืนรอหน้า 44J เวลา 11:10AM พอดีแต่รู้สึกแหม่งๆ ว่าทำไมไม่เห็นมีคนรอขึ้นเครื่องเท่าไหร่ จากการที่วิ่งและรีบร้อนมาตลอดทางตั้งแต่ลงเครื่องเลยคอแห้งมาก พอดีมีเงินแบงค์เล็กๆ ที่เหลือจากการมาคราวก่อนติดตัวอยู่ เลยไปหยอดเงินซื้อน้ำขวดกินที่ตู้ขายน้ำ เดินกลับมาที่เกทก็ยังเงียบอยู่ สัก 11:30AM ก็ได้ยินแว่วๆ เหมือนเรียกชื่อเราให้ไปที่เกทอะไรสักอย่างที่ไม่ใช่ 44J เราเลยเอะใจไปดูบอร์ด เอ้า San Diego มันจะออกที่ 44C นี่หว่า เลยรีบบึ่งไป แล้วเกทนั้นมันดันลึกลับซับซ้อนมาก กว่าจะหาเจอ พอเจอก็รีบไปที่เคาน์เตอร์ เค้าก็ให้เราขึ้นเครื่อง เราก็ Sorry ใหญ่ คิดว่าคงรอเราอยู่คนเดียว ขึ้นเครื่องก็เห็นคนนั่งกันเรียบร้อยเต็มลำ หาที่นั่งเจอก็เข้าไปนั่ง สักพักก็มีคนขึ้นมาอีก 2-3 คน เราก็โล่งใจ นึกว่าทั้งเครื่องรอเราอยู่คนเดียวซะอีก พอเครื่องจะออกก็ส่ง message บอกสามี
แป๊บเดียวก็ถึง Commuter Terminal ของ SAN เราชอบ terminal นี้มากเลย เคยนั่งมาลงครั้งนึงคราวก่อน จาก LAX เป็น terminal เล็กๆ ไม่วุ่นวายดี ลงเครื่องเดินเข้าประตูมาถ้ามองตรงไปจะเป็นประตูออกนอกอาคารด้านหน้า ถ้ามองไปทางขวามือก็จะเป็นสายพานรับกระเป๋า เป็นสายพานเล็กๆ มีอยู่อันเดียว เพราะงั้นไม่ต้องกลัวหากระเป๋ายาก รับกระเป๋าก็เข็นเดินออกประตูอาคารได้เลย ของเราเข็นกระเป๋าคนเดียวไม่ไหวเลยต้องเสียตังค์ 2 เหรียญหยอดเอารถเข็นมาหนึ่งคัน (ที่นี่ไม่ฟรีอะ ต้องหยอดตู้ด้วยแบงค์ ราคา $2 ต่อรถเข็น 1 คัน) แล้วก็เข็นออกไปยืนรอสามีหน้าอาคารเลย แป๊บเดียวรถสามีก็แล่นมาจอดเทียบ ส่งเราถึงบ้านแล้วก็กลับไปทำงาน เราอาบน้ำเสร็จก็งีบไปทั้งที่ท้องร้องโครกๆ สามีกลับบ้านมานอนงีบข้างๆ กันเมื่อไหร่มะรุ อิอิ
Dec 10, 2012 - Left Thailand 11:15PM
Dec 11, 2012 - Arrived in the US. LAX as port of entry. SAN as final destination.
Dec 13, 2012 - SSN issued
Dec 15, 2012 - SSN arrived in mailbox
Dec 17, 2012 - Case received by USCIS (Green Card Case sent by IM at LAX)
Dec 20, 2012 - Receipt and Welcome Notice issued by USCIS
Dec 26, 2012 - Receipt and Welcome Notice arrived in mailbox. Checked case by receipt number at uscis.gov and green card was sent out on Dec 26.
Dec 27, 2012 - Went to DMV and ask for info. Green card needed to take a test.
Dec 28, 2012 - Green card arrived in mailbox
ก่อนอื่นนะคะ ขอยกให้เป็นการเดินทางมาอเมริกา ที่เหนื่อยและยาวนานที่สุดเดี๋ยวถ้ามีเวลาจะมาสรุปเปรียบเทียบการเดินทางมาอเมริกาทั้ง 5 ครั้งให้ดูอีกที เผื่อเป็นข้อมูลให้พี่ๆ น้องๆ เพื่อนๆ ตัดสินใจเดินทางมาเมกาตามโอกาสและด้วยวีซ่าต่างๆ ที่จริงแล้วอยากจะบอกว่า ครั้งที่ 4 เป็นครั้งที่อกสั่นขวันแขวนที่สุด เพราะเป็นการเดินทางครั้งแรกด้วยพาสปอร์ตใหม่ นามสกุลสามี ด้วยวีซ่าในพาสปอร์ตเล่มเก่าซึ่งเป็นนามสกุลก่อนแต่งงาน และครั้งนั้นเจอ ตม. เมกา มาดักรอที่ NRT ด้วยค่ะ นึกว่าจะโดนส่งกลับไทยที่โตเกียวซะแล้ว
มาเข้าเรื่องครั้งนี้ดีกว่า เราขอแบ่งเล่าเป็น 4 ตอนนะคะ ตามสนามบินที่เราต้องผ่านทั้งหมดเนื้อหาละเอียดและยาวหน่อย เพื่อเป็นข้อมูลให้ทุกท่าน จะได้ไม่ต้องกลัวและสับสนกับการเดินทางคนเดียว เชื่อว่าหลายท่านไม่คุ้นเคยกับการเดินทางและแอบกลัวการเดินทางไกลคนเดียวใช่มั้ยคะ เพราะเราก็เคยเป็นสำหรับท่านที่ขี้เกียจอ่านยาวๆ เยิ่นเย้อ เวิ่นเว้อ ก็อ่านข้อมูลโดยสรุปในรูปภาพแล้วกันนะคะ
คราวนี้เป็นการเดินทางไปอเมริกาด้วยตั๋วเที่ยวเดียวค่ะ ด้วยวีซ่า CR-1 เราได้วีซ่า CR-1 เมื่อ 17 ส.ค. 55 แต่เดินทางเดือน ธ.ค. ค่ะ เพราะรอยื่นเรื่องลาออกจากงานและอยากใช้เวลากับที่บ้านก่อนเดินทางเส้นทางที่เราเลือก คือ บินกับ American Airlines จาก BKK ไปลง NRT (นาริตะ) รอต่อเครื่อง 8 ชม. 50 นาที จากนั้น NRT ไป LAX (ลอสแองเจลิส) และจาก LAX ไป SAN (ซานดีเอโก้) ตามภาพ
ทีแรกเราจะเลือกเส้นทางอีกเส้นนึง คือ จาก BKK ไป NRT และจาก NRT ไป SAN เลย (แฟนเราบอกเส้นทางจากโตเกียวบินตรงมาซานดีเอโก้นี่ เพิ่งเปิดเดือนนี้นี่เองค่ะ) โดยขาแรกจะเป็นเครื่อง TG ของการบินไทย และอีกขาเป็น American Airlines แต่เรากังวลนิดหน่อยเรื่อง ตม. ที่สนามบินซานดีเอโก้ เพราะเป็นสนามบินนานาชาติเล็กๆ กลัวไม่แม่นเรื่อง immigrant visa อย่าง CR-1 ที่เราถือมาครั้งนี้ และก็จริงๆ เพราะเราค้นจนเจอ review ของคนที่ถือ CR-1 จากยุโรปมาลงที่ SAN เมื่อปีก่อน เล่าว่า ตม. ที่ SAN ดูไม่ถนัดกับวีซ่าประเภทนี้ เลยใช้เวลานาน และสุดท้ายมีการผิดพลาดซึ่ง ตม. ที่สนามบินแก้ไขให้ไม่ได้ ผ่านมาเกือบปีก็ยังตามแก้ไม่เสร็จเลยค่ะ เราเลยเปลี่ยนใจไปลง LAX ดีกว่า ต้องต่อเครื่องอีกรอบ แต่ก็สบายใจกว่า
ทีนี้ ครั้งที่แล้วที่เรามาเยี่ยมสามีช่วงก่อนวันสัมภาษณ์ ตม. เค้าบอกเราว่าคราวต่อไปที่เรามาด้วย CR-1 จะใช้เวลามากกว่าปกติในการผ่าน ตม. เพราะจะต้องมีการดำเนินการที่มากกว่า เราก็แอบห่วงเหมือนกันว่าเวลาต่อเครื่องจาก LAX ไป SAN คราวนี้จะพอหรือเปล่า แต่ก็วัดดวงเอา เพราะไม่อยากรอนานกว่านี้ แค่ที่โตเกียวก็ 9 ชม. ละ ตรงนี้เราเช็ค terminal แล้วก็แอบสบายใจ เพราะ AA จะมี terminal ของตัวเอง คือ terminal 4 แต่แอบงงนิดนึงตอนเช็คที่เว็บของ AA ว่าทำไมมีหมายเหตุว่าต้องเปลี่ยน terminal เพราะเครื่องเราลงที่ gate 41 และ ต้องขึ้นเครื่องอีกทีที่ gate 44 มันก็ terminal เดียวกันนี่นา เดี๋ยวเราเฉลยตรงนี้ทีหลังนะคะ
ถึงตรงนี้อยากอธิบายเรื่องสนามบิน LAX แต่กลัวจะยืดยาวเกินไป เราขอเอาไปอธิบายไว้ท้ายเรื่องแล้วกันนะคะ แต่อยากฝากเตือนไว้ว่า พี่ๆ น้องๆ เวลาจะซื้อตั๋ว เช็คเรื่องเวลาต่อเครื่องกับ terminal ให้ดีด้วยนะคะ ถ้าต้องเปลี่ยน terminal ให้เผื่อเวลาเดินทางจาก terminal นึงไปอีก terminal นึงด้วยนะคะ
วันที่ 10 ธ.ค. เราถึงสนามบิน 3 ทุ่ม เครื่องออก 11:15PM สายการบิน American Airlines จากไทยจะเป็น operated by JAL นะคะ เพราะงั้นก็ check in ที่เคาน์เตอร์ของ JAL รับ boarding pass ใบ tag ที่กระเป๋าเดินทางจะมีปลายทางที่ SAN แต่อย่างที่บอกว่าต้องรับกระเป๋าที่ LAX ซึ่งเป็น port of entry ของเราในการเข้าเมกา และ recheck อีกทีไป SAN
มาดู boarding pass ทั้ง 3 ใบ ที่ได้จากการ check in ที่สนามบินสุวรรณภูมิของเรากันใบแรก จาก BKK ไป NRT สายการบิน AA5865 บน boarding pass เขียนว่า JL718 sold as AA5865 เพราะอย่างที่บอกค่ะว่า operated by JAL เพราะงั้นก็คือเครื่อง JAL นั่นเองใบที่ 2 จาก NRT ไป LAX ใบนี้ยังไม่รู้เกท เพราะงั้นต้องไปเช็กอีกทีบนบอร์ดที่สนามบิน NRTใบที่ 3 จาก LAX ไป SAN ยังไม่รู้เกท
ก่อนขึ้นเครื่องเราแลกเงินเยนมาเผื่อไว้ด้วย 4,000 เยน ใครที่รอต่อเครื่องนานๆ ก็อย่าลืมพกเงินเยนมาด้วยนะคะ เราขอข้ามเวลาอยู่บนเครื่องบนไปนะคะ
เครื่องมาถึงนาริตะเร็วกว่ากำหนดค่ะ โดยถึงราวๆ 6:30AM เครื่องเรามาลงที่ terminal 2 (และเราต้องต่อเครื่องที่ terminal นี้ด้วย) ลงเครื่องแล้วก็มองหาป้าย International Connecting Flight แล้วเดินตามป้ายไป ทีแรกเรากะจะขอ shore pass เพื่อออกไปเที่ยวนอกสนามบินระหว่างคอยค่ะ แต่ปรากฏว่าที่ terminal 2 นี่เคาน์เตอร์ Connection flight ดันอยู่หลังจุด security check point และแถวผ่าน security ยาวมาก ชม. กว่าๆ เราถึงผ่านไปได้ แถมพอผ่านมาได้ ที่เคาน์เตอร์ connection flight ก็คนต่อคิวรอรับบริการเยอะมาก เราเลยชักขี้เกียจ ไม่ขอดีกว่าชอร์พ้งชอร์พาสเนี่ย เดินเล่นในสนามบินก็ได้ ง่วงด้วย เพราะงั้นถ้าใครรอต่อเครื่องนานๆ แล้วกะจะออกไปเที่ยวแน่นอนก็ควรขอ transit visa จากไทยไปเลยนะคะเราก็เดินเล่นนั่งเล่นฆ่าเวลาไปเรื่อย มีห้อง daily room ให้เช่าอาบน้ำนอนพักได้ด้วย ชม. ละ 1,500 เยนแน่ะ เลยไม่เอาดีกว่า มีติดตัวแค่ 4,000 เอง อินเทอร์เน็ตก็ไม่มีให้เล่น จะมีเฉพาะที่เกทเท่านั้น เราเลยเดินไปนั่งที่เกทชาวบ้าน เพราะยังไม่รู้เกทตัวเอง ถือโอกาสนี้เช็คเกทที่เราจะไปลงและขึ้นต่อเครื่องที่เมกาด้วยเลย โดยเปิดเว็บ AA เพื่อ check flight status ก็รู้ว่าลงเกท 41 และขึ้นเกท 44J terminal เดียวกันน่าจะชิลๆ เพราะเคยนั่ง Delta กะ United ที่มี terminal ของตัวเอง คนไม่เยอะ น่าจะใช้เวลาผ่าน ตม. กะ Custom ไม่นาน ระหว่างนี้ก็แชทกะแม่ไปด้วย
พอรู้เกทตัวเองจากบอร์ดแล้วเราก็ไปที่เกทตัวเอง ซึ่งต้องนั่งรถไฟฟ้าระหว่างอาคารไป แป๊บเดียวก็ถึง พอบ่ายสามก็เปิดเว็บ check flight status อีกทีเพื่อความมั่นใจเรื่องเกท ถึงได้รู้ว่าไฟล์ทที่เรากะลังจะต้องขึ้นจาก NRT ไป LAX อะ delayed ชม. นึง โหย มาถึงก็เร็วแล้ว ยังได้ไปช้ากว่าเดิมอีก ชม. เท่ากับว่าเราอยู่ที่ NRT นี่ตั้งกะฟ้าสางยันตะวันตกดิน ก่อนถึงเวลาขึ้นเครื่องสักครึ่ง ชม. เราก็ได้ยินที่เคาน์เตอร์ที่เกทประกาศชื่อผู้โดยสาร ซึ่งมีชื่อเราด้วย เราก็ไปเข้าแถว พอถึงคิว เค้าก็ขอ boarding pass อีก 2 อันที่เราได้มาจากสุวรรณภูมิไป แล้วเปลี่ยนเป็น boarding pass ของ AA ให้เราแทน แต่ใบสุดท้ายก็ยังไม่ระบุเกทที่จะขึ้นเครื่องไป SAN อยู่ดี แถมเครื่องมาดีเลย์แบบนี้ เราจะมีเวลาต่อเครื่องพอมั้ยเนี่ย เฮ้อ
อะ โอเค ได้ขึ้นเครื่องละ ก็ขอข้ามไปถึงตอนลงเครื่องที่ LAX เลยละกัน อ้อ ตอนอยู่บนเครื่อง อย่าลืมขอใบ custom กะ i-94 จากแอร์มากรอกไว้ด้วยนะ ขอมาทั้ง 2 ใบแหละค่ะ กันเหนียว ใบ custom ต้องใช้แน่นอน แต่ I-94 นี่ ใช้/ไม่ใช้ก็ถือไปเกินดีกว่าขาด
ที่ LAX เครื่องลงที่ Gate 41 จริงอย่างๆ ที่เช็คมา ตอน 9:40AM ได้พอลงเครื่องปุ๊บ เดินพ้นประตูเครื่องมาได้นี้ดดดเดียวด็เจอป้ายติดไว้ว่าใครที่ต่อเครื่องไปเมืองตามนี้ให้ไปหยิบ boarding pass ที่วางเรียงไว้ให้ด้วย มีซานดีเอโก้ด้วย เราก็หา boarding pass ของเรา ซึ่งทุกอันที่วางเรียงไว้ให้นี่จะเป็นซองสีส้มๆ เขียนว่า Express Connection ใครที่ได้แบบนี้ให้ถือไว้ในมือนะคะ ห้ามเอาใส่กระเป๋า เอาถือไว้ให้ทุกคนเห็นถ้วนทั่วกัน เพราะมันแปลว่าถ้ามัวชักช้าคุณจะตกเครื่องต่อไปค่ะ ตอนแรกเราก็ไม่รู้ ไม่ได้อ่านอะไรบนซองเลย แต่ไม่มีเวลาเอาเก็บเลยถือไว้ตลอด พอหยิบได้ปุ๊บเราก็เดินตามป้ายที่บอกว่าไป Immigration ซึ่งพอเดินๆ ไปก็เอะใจว่า เอ๊ะ ทำไมมันออกมานอกอาคาร และป้ายบอกทางยังเป็นป้ายที่ไป Tom Bradley International Terminal (TBIT) ด้วย เลยถึงบางอ้อว่า ไอ้ที่มีหมายเหตุว่าต้องเปลี่ยน terminal มันเพราะอย่างนี้นี่เอง
คือสรุปว่า ถึงจะมี Terminal 4 เป็นของตัวเอง แต่ไม่มี ตม. กะ custom เป็นของตัวเองค่ะ ต้องใช้ร่วมกับ Tom Bradley พอถึงตรงนี้เราก็ชักหนาวๆ ว่าจะตกเครื่องต่อไปมั้ยฟะกรู เพราะที่ terminal นี้จะรวมหลายสายการบิน ทำให้คนเยอะมากกกกก พอเดินไปถึง ตม. ก็อยากอุทานว่า OMG คนเยอะโพด เราถูกเจ้าหน้าที่ไล่ให้เดินไปเข้าไปช่องในๆ เรื่อยๆ ซึ่งจะดูโล่งๆ กว่า เราก็เข้าใจว่าคนคงขี้เกียจเดินเข้าไปข้างในกัน เลยมากองกันอยู่ข้างนอกทำให้คนเยอะ แต่ปรากฏว่ามี จนท. คนนึงเค้าชี้ซองส้มๆ ในมือเราแล้วบอกว่ายูอะ Express Connection เดินไปช่อง 1 นู่น เลย เราก็ถึงบางอ้อว่า อ้อ ไอ้ซองนี่มันอำนวยความเร็วให้เรานี่หว่า ไม่ต้องไปต่อช่องคนเยอะๆ จากนั้นเราเลยแทบอยากเอาแปะไว้ที่หน้าผากให้เห็นกันชัดๆ
แป๊บเดียวเราก็ได้มายืนอยู่หน้า จนท. ตม. เค้าก็ใช้มีดพกแกะซองน้ำตาลของเราที่ได้มาจากสถานทูต โยนซองทิ้งลงถังขยะ แล้วเอา I-94 ของเราโยนไปอีกทาง ให้เราแสกนมือขวา 4 นิ้ว ถอดแว่นตามองกล้อง (ทำหน้าตาดีๆ สวยๆ นะคะ เพราะรูปตอนนี้แหละที่จะไปปรากฏบน green card เราไม่รู้ มาเห็นเอาอีตอนได้ green card นี่แหละ) และคืนเอกสารในซองพร้อมพาสปอร์ตที่ stamp แล้วกับใบ custom คืนมาให้เรา บอกให้เราเดินไปอีกช่องนึงตรงนู้น จะมีคนมาพิมพ์มือให้ และไม่ถามอะไรเราสักคำ
เราก็เดินๆ ไป คิดว่า ช่องนี้มั้งวะนะ ก็เดินเข้าไป เจอป้ายว่า New Immigrant wait here เราก็รอ โดยไม่มีใครมาสนใจเราเลย เลยส่งพลังจิตจ้องหลังยัย จนท. ช่องนั้นให้หันมา แล้วนึกในใจว่า “กรูรีบนะโว้ย” สักพักชีก็หันมา ขอเอกสารเราไป และให้เราพิมพ์มือ คือ นิ้วชี้ขวานิ้วเดียว 2 ครั้ง และเซ็นต์เอกสาร 4 ครั้ง และมองที่ซองส้มๆ ของเราพร้อมถามว่าไฟล์ทยูกี่โมง เราบอก 11:40AM ชีบอก “oh, you are not gonna make it” เราพูดออกไปในทันที “no?” ประมาณว่า เห้ย จิงดิ เราต้องตกเครื่องจิงดิ จากนั้นชีก็บอก ยูไปนั่งรอตรงนู้นนะ เราก็ไป ตอนนั้นประมาณ 10:10AM
ตรงที่นั่งรอมีหนุ่มสาวคู่หนึ่งนั่งอยู่ คาดว่าคงกะลังรออยู่เหมือนเรา เห็น เจ๊ จนท. คนนั้นเรียกไปคุย 2-3 ที พักนึงก็เสร็จ ส่วนเราก็รอๆ คิดว่าคงอีกไม่นานเพราะเจ๊คงกะลังทำเรื่องของเราละ เพราะหนุ่มสาวคู่นั้นมันไปละ สักอึดใจ เจ๊แกก็เรียกด้วยสายตาว่าเสร็จแล้ว เราก็รีบหยิบข้าวของวิ่งไปเอาพาสปอร์ตพร้อมใบ custom จากเจ๊แก ตอนนั้นประมาณ 10:45AM ตอนนั้นไม่มีเวลาดูว่ามีกระดาษ 2 ใบแนบมาด้วย มาดูทีหลังมันคือใบที่เราเซ็นต์ไปตอนพิมพ์มือ ให้เรารู้ว่าจะต้องยื่นปรับกรีนการ์ดเป็นสิบปีเมื่อไหร่ และประกันสังคมน่าจะได้เมื่อไหร่
เสร็จตรงนี้ปุ๊บเรารีบวิ่งไปเอากระเป๋า โอ้ แม่เจ้า มันอยู่อีกฟากของจุด ตม. จะกี้เลย ระหว่างทางเจอกรงหมาหมุนอยู่บนสายพานอื่น และตรงสายพานเราก็มีกรงหมา 2-3 กรงวางอยู่บนพื้น เห่ากันบ๊งๆ แต่ไม่มีเวลาไปสนใจ รอแป๊บนึงก็ได้กระเป๋าใบแรก รออีกอึดใจก็ได้ใบทีสอง ระหว่างรอก็ส่องหาแถวสั้นๆ เล็งไว้จะไปต่อ พอได้กระเป๋าครบก็เอาขึ้นรถเข็น (รถเข็นที่สนามบินนี้ฟรีนะ) เข็นไปต่อแถวชาวบ้านด้วยความไม่รู้อีกแล้ว โชคดีมี จนท. มาย้ายแถวและมาเห็นซองส้มๆ ของเรา ก็เลยบอกให้เราไปช่อง Express Connection ตรงกลางนู่น เลยรีบเข็นรถวิ่งไป ช่องนั้นไม่มีคนเลย เย้ (เป็นช่องที่มีทางเข้าเดียวกันกับพวกนักบินและลูกเรือ) จนท. Custom ถาม ยูมาทำอะไร คิดในใจกรูจะตอบไงดีล่ะ ไม่ได้มาเที่ยวเหมือนคราวก่อนๆ นี่เฟ้ย เลยตอบว่า I am a new immigrant เค้าก็บอก อ๋อ หรอ แล้วบอกให้เราเข็นกระเป๋าไปช่อง A นู่นเลย แม่เจ้า กรูยิ่งรีบๆ อยู่ ให้กรูไปสแกนกระเป๋าอีก แต่ดีที่ไม่มีคนเหมือนกัน เข็นถึงปุ๊บ สแกนปั๊บ เสร็จ เข็นออกมาคืนใบ custom ให้ จนท. แล้วเข็นมุ่งหน้าไปตามป้าย Exit เลย
พ้น custom มานี้ดดดเดียวก็เจอป้าย คือ ทางซ้ายนี่คือ exit ออกไปเลย ถ้าไม่ได้ต่อเครื่องก็ออกทางนี้ จะไปเจอคนที่มายืนรอรับ แต่ของเราต้องต่อเครื่องก็ต้องตามป้ายทางขวาที่เขียนว่า Connection หรือ Connecting อะไรประมาณนี้แหละ ไม่มีเวลาจำ เราก็รีบเข็นไป ตามทางจะมีป้ายบอกว่า Baggage Drop กะ Recheck มันลำบากอีตรงที่ต้องเข็นกระเป๋าหนักๆ ขึ้นเนินนี่แหละ พอถึงจุด จนท. มารับกระเป๋า ดู tag เราและถาม ซานดีเอโก้หรอ กี่โมง 11:40 หรอ เราก็ได้แค่ตอบว่า แฮ่กๆ เพราะกะลังหอบ ทิ้งกระเป๋าเสร็จเราก็วิ่งต่อโดยมีซองส้มๆ ในมือ เจอ จนท. ถามต่อ AA ใช่เปล่า ออกประตูแล้วเดินไปทางขวาเลย เราก็เดินไป โอ้แม่เจ้า เห็น terminal 4 อยู่ลิบๆ ตอนนั้น 11:00AM ซึ่ง boarding time ของเราคือ 11:10AM เราก็วิ่งไปๆ แต่ก็คิดในใจว่า กรูเหนื่อยแล้วเฟ้ย วิ่งไม่ไหวแล้ว ไม่ทันก็ช่างแม่ม แล้วก็ชลอฝีเท้าลงหน่อย
เครื่องบินในประเทศของ American Eagles ค่ะ สภาพดีกว่าของ United หลายขุม
ถึง terminal 4 ก็รีบสอดส่ายสายตาหาทางไปที่เกท ต้องขึ้นบันไดเลื่อน ก็มุ่งหน้าไปโดยมีซองสีส้มอยู่ในมือให้เห็นแบบเด่นๆ โดยทั่วกันตลอดเวลา พอขึ้นไปสุดบันได้เลื่อนก็เจอ จนท. ผู้หญิง ขอดูบอร์ดดิ้งพาส พอเห็นซองสีส้มของเราก็บอกเราว่า “Go to the old guy over there. He will help you.” (ไปหาลุงคนนั้นที่ฝั่งนู้นนะคะ เดี๋ยวลุงจะช่วยยูเอง) เราก็เดินไป ไม่ไกลมาก พอถึงเราก็โชว์ซองส้มให้ลุงดู ลุงก็พาลัดคิวด้วยการยกสายกั้นขึ้นให้เราเข้าไปหาเจ้าหน้าที่ข้างในเลย รู้สึกเป็นคนพิเศษมาก อิอิ เข้าไปได้เราก็ถอดเสื้อแจ็คเก็ต รองเท้า เอา laptop ออกจากกระเป๋า และอื่นๆ วิ่งเข้าตู้สแกนไปยืนยกมือเหนือหัวเพื่อสแกนตัว ผ่านไปอย่างรวดเร็วก็วิ่งไปที่เกท ถึงเกท 44 เพื่อขึ้นรถ shuttle bus ไป gate 44J (ขออธิบายเรื่องเกทรวมกะเรื่อง terminal ต่างๆ ของ LAX ทีหลังนะ) พอถึงก็ยืนรอหน้า 44J เวลา 11:10AM พอดีแต่รู้สึกแหม่งๆ ว่าทำไมไม่เห็นมีคนรอขึ้นเครื่องเท่าไหร่ จากการที่วิ่งและรีบร้อนมาตลอดทางตั้งแต่ลงเครื่องเลยคอแห้งมาก พอดีมีเงินแบงค์เล็กๆ ที่เหลือจากการมาคราวก่อนติดตัวอยู่ เลยไปหยอดเงินซื้อน้ำขวดกินที่ตู้ขายน้ำ เดินกลับมาที่เกทก็ยังเงียบอยู่ สัก 11:30AM ก็ได้ยินแว่วๆ เหมือนเรียกชื่อเราให้ไปที่เกทอะไรสักอย่างที่ไม่ใช่ 44J เราเลยเอะใจไปดูบอร์ด เอ้า San Diego มันจะออกที่ 44C นี่หว่า เลยรีบบึ่งไป แล้วเกทนั้นมันดันลึกลับซับซ้อนมาก กว่าจะหาเจอ พอเจอก็รีบไปที่เคาน์เตอร์ เค้าก็ให้เราขึ้นเครื่อง เราก็ Sorry ใหญ่ คิดว่าคงรอเราอยู่คนเดียว ขึ้นเครื่องก็เห็นคนนั่งกันเรียบร้อยเต็มลำ หาที่นั่งเจอก็เข้าไปนั่ง สักพักก็มีคนขึ้นมาอีก 2-3 คน เราก็โล่งใจ นึกว่าทั้งเครื่องรอเราอยู่คนเดียวซะอีก พอเครื่องจะออกก็ส่ง message บอกสามี
แป๊บเดียวก็ถึง Commuter Terminal ของ SAN เราชอบ terminal นี้มากเลย เคยนั่งมาลงครั้งนึงคราวก่อน จาก LAX เป็น terminal เล็กๆ ไม่วุ่นวายดี ลงเครื่องเดินเข้าประตูมาถ้ามองตรงไปจะเป็นประตูออกนอกอาคารด้านหน้า ถ้ามองไปทางขวามือก็จะเป็นสายพานรับกระเป๋า เป็นสายพานเล็กๆ มีอยู่อันเดียว เพราะงั้นไม่ต้องกลัวหากระเป๋ายาก รับกระเป๋าก็เข็นเดินออกประตูอาคารได้เลย ของเราเข็นกระเป๋าคนเดียวไม่ไหวเลยต้องเสียตังค์ 2 เหรียญหยอดเอารถเข็นมาหนึ่งคัน (ที่นี่ไม่ฟรีอะ ต้องหยอดตู้ด้วยแบงค์ ราคา $2 ต่อรถเข็น 1 คัน) แล้วก็เข็นออกไปยืนรอสามีหน้าอาคารเลย แป๊บเดียวรถสามีก็แล่นมาจอดเทียบ ส่งเราถึงบ้านแล้วก็กลับไปทำงาน เราอาบน้ำเสร็จก็งีบไปทั้งที่ท้องร้องโครกๆ สามีกลับบ้านมานอนงีบข้างๆ กันเมื่อไหร่มะรุ อิอิ
นี่ตอนลงเครื่องและกำลังเดินเข้าอาคารที่ Commuter Terminal ที่ SAN ค่ะ เครื่องที่เห็นเป็นเครื่อง United ที่เราเคยนั่งตอนมาครั้งที่แล้วค่ะ ทั้งเล็ก ทั้งเก่า ยิ่งกว่ารถทัวร์บ้านเราอีก
Labels:
CR-1 Visa,
การเดินทาง,
การต่อเครื่อง,
ต.ม.,
ประสบการณ์
Subscribe to:
Posts (Atom)

